มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิชยสูตร ๖




วิชยสูตร ๖ .

          บัดนี้ .
          เพื่อจะทรงแสดงประการที่ภิกษุเมื่อเห็นอยู่ .
          ย่อมเห็นตามความเป็นจริง... ดังนี้ .
          จึงตรัสว่า .

“สรีระที่มีวิญญาณนี้เหมือนสรีระที่ตายแล้วนั่น” .
อรรถกถาอธิบายว่า .
          สรีระนี้มีวิญญาณครองและเป็นของอันไม่สวยงาม .
          ย่อมเดิน ย่อมยืน ย่อมนั่ง ย่อมนอน .
          เพราะยังไม่ปราศจากอายุ ไออุ่น และวิญญาณ ฉันใด .
          สรีระแม้ไม่มีวิญญาณครองนั่น .
          นอนอยู่ในป่าช้าในบัดนี้ .
          ในกาลก่อนก็มีแล้ว (คือมีการเดิน ยืน นั่ง นอน) .
          เพราะไม่ปราศจากธรรมเหล่านั้น(คืออายุ ไออุ่น และวิญญาณ) ก็ฉันนั้น. .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:44:26 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

          อนึ่ง .
          สรีระมีวิญญาณครองนี้ .
          ยังไม่นอนตายในป่าช้าในบัดนี้ .
          ยังไม่ถึงความเป็นของที่พองขึ้นเป็นต้น ฉันใด .
          แม้สรีระของคนตายแล้วในบัดนี้นั้น .
          ในกาลก่อนก็ได้เป็นแล้ว(คือยังไม่ขึ้นพอง) ฉันนั้น. .

“สรีระที่ตายแล้วนั้นเหมือนสรีระที่มีวิญญาณนี้” .
อรรถกถาอธิบายว่า .
          สรีระของคนที่ตายแล้วในบัดนี้นั่น .
          ย่อมไม่เดิน ย่อมไม่ยืน ย่อมไม่นั่ง ย่อมไม่สำเร็จการนอน .
          เพราะปราศจากธรรมเหล่านั้น(คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณ) ฉันใด .
          สรีระแม้มีวิญญาณครองนี้ .
          เพราะปราศจากธรรมเหล่านั้น .
          จักเป็นฉันนั้น. .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:46:51 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 2

          อนึ่ง .
          สรีระที่ตายแล้ว ไม่มีวิญญาณครอง และเป็นของไม่สวยงาม .
          นอนอยู่ในป่าช้า และถึงความเป็นของพองขึ้นเป็นต้น ฉันใด .
          สรีระแม้มีวิญญาณครองนี้ .
          ก็จักถึงฉันนั้น. .

          ภิกษุ
.
          เมื่อทำความที่สรีระที่ตายแล้วเป็นของเสมอกับตน .
          ย่อมละโทษในภายนอกได้. .
          เมื่อทำความที่ตนเป็นผู้เสมอด้วยสรีระที่ตายแล้ว .
          ย่อมละความกำหนัดในภายในได้… .

          เมื่อรู้ชัดซึ่งอาการที่ทำสรีระทั้งสองให้เสมอกัน .
          ย่อมละโมหะในสรีระทั้งสองนั้นได้. .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:47:47 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 3

          พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำระการละอกุศลมูลในส่วนเบื้องต้นนั่นแล .
          ด้วยการเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว .
          เพราะภิกษุปฏิบัติในการละอกุศลมูลนั้น .
          ย่อมเป็นผู้สามารถเพื่อบรรลุอรหัตมรรค .
          สำรอกฉันทราคะทั้งปวงโดยลำดับ .
          เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า .

“ภิกษุพึงคลายความพอใจในกายเสีย
ทั้งภายในและภายนอก”
.

“ภิกษุนั้นมีความรู้ชัด(ปญฺญาณวา)ในศาสนานี้
.
อรรถกถาอธิบายว่า .
          บทว่า ปญฺญาณวา…ผู้ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนานั้น .
          เพราะความเป็นผู้เป็นไปแล้วในประการมีความไม่เที่ยงเป็นต้น. .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:48:33 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 4

          ครั้นทรงแสดงเสกขภูมิอย่างนี้แล้ว .
          บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอเสกขภูมิ .
          จึงตรัสว่า .
“ไม่ยินดีแล้วด้วยฉันทราคะ .
ได้บรรลุอมฤตบท . (บท = เป็นเครื่องถึง, เพราะเป็นเหตุให้บรรลุ) .
สงบ . (สนฺตึ) . ดับ . (นิพฺพาน) . ไม่จุติ” .
อรรถกถาอธิบายว่า .
          ภิกษุนั้นมีความรู้ชัด(ปญฺญาณวา)ด้วยอรหัตมรรคญาณ .
          ย่อมบรรลุผลในลำดับแห่งมรรค .
          ในกาลนั้น เรียกว่า ไม่ยินดีแล้วด้วยฉันทราคะ .
          เพราะความที่ฉันทราคะอันภิกษุนั้นละแล้วโดยประการทั้งปวง
.
          และเรียกว่า ได้บรรลุบทที่ทรงพรรณนาแล้วว่า .
          ชื่อว่า อมตะ เพราะไม่มีความตาย หรือเพราะอรรถว่าประณีต .
          ชื่อว่า สันติ เพราะสงบจากสังขารทั้งปวง .
          ชื่อว่า นิพพาน เพราะไม่มีเครื่องร้อยรัด คือ ตัณหา .
          ชื่อว่า ไม่จุติ เพราะไม่มีการเคลื่อนไป
.

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:50:04 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 5

          ทรงแสดงว่า
.
          ฉันทราคะนี้อันภิกษุนั้นละได้แล้ว .
          และนิพพานนี้อันภิกษุนี้ได้แล้ว ดังนี้. .


          ครั้นตรัสอสุภกรรมฐาน .
          พร้อมกับความสำเร็จด้วยอำนาจแห่งกายมีวิญญาณครอง .
          และไม่มีวิญญาณครองอย่างนี้แล้ว .
          เมื่อจะทรงติเตียนการอยู่ด้วยความประมาท .
          ซึ่งทำอันตรายแก่อานิสงส์มากมายอย่างนี้ .
          ด้วยการทรงแสดงโดยย่ออีก .
          จึงตรัสสองคาถาว่า .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:51:07 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 6

“กายนี้มีสองเท้า” .
อรรถกถาอธิบายว่า .
          กายทั้งหลายแม้ไม่มีเท้าเป็นต้น .
          เป็นของไม่สะอาดทีเดียวแม้ก็จริง .
          ถึงอย่างนั้น .
          ในคาถานี้ .
          ด้วยอำนาจแห่งการกระทำยิ่ง .
          หรือด้วยอำนาจแห่งการกำหนดอย่างสูง .
          หรือเพราะกายเหล่าอื่นแม้เป็นของไม่สะอาด .
          แต่บุคคลปรุงด้วยรสเค็มและรสเปรี้ยวเป็นต้นแล้ว .
          นำไปใช้เป็นอาหารของมนุษย์ทั้งหลายได้ .
          ส่วนกายของมนุษย์หาเป็นเช่นนั้นไม่ .
          เพราะฉะนั้น .
          แม้เมื่อจะทรงแสดงมนุษย์ซึ่งมีภาวะอันไม่สะอาดยิ่งนัก .
          จึงตรัสว่า…กายนี้มีสองเท้า .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:52:12 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 7

“ไม่สะอาด
มีกลิ่นเหม็น
อันบุคคลบริหารอยู่”
.
อรรถกถาอธิบายว่า .
          กายนี้มีกลิ่นเหม็น .
          อันบุคคลปรุงแต่งด้วยดอกไม้และของหอมทั้งหลาย บริหารอยู่.
.
“เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ” .
อรรถกถาอธิบายว่า .
          เต็มไปด้วยซากศพอเนกประการ มีเส้นผมเป็นต้น. .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:53:27 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 8

“ถ่ายของไม่สะอาด
มีน้ำลายและน้ำมูกเป็นต้น
ให้ไหลออกจากทวารทั้งเก้า
และขับเหงื่อไคล
ให้ไหลออกจากขุมขนนั้นๆ”
.
อรรถกถาอธิบายว่า .
          ของไม่สะอาด…จากทวารทั้งเก้า .
          และคราบเหงื่อจากขุมขนทั้งหลาย .
          กระทำความพยายามของคนทั้งหลาย .
          แม้จะพยายามเพื่อปกปิดด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น .
          ให้ไร้ผล. .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:54:41 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 9

“ผู้ใดพึงสำคัญเพื่อยกย่องตัว” .
อรรถกถาอธิบายว่า .
          บัดนี้
.
          ท่านจงดูในกายนั้นว่า .
          ด้วยกายเช่นนี้ .
          คนพาลไร ๆ . ( พาโล = อ่อน, เขลา, โง่ ) .
          จะเป็นชายก็ตาม เป็นหญิงก็ตาม .
          พึงสำคัญเพื่อยกย่องตัวเอง .
          คือ พึงสำคัญยกย่องตัวเองด้วยความสำคัญ .
          คือ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ .
          โดยนัยมีอาทิว่าเรา ว่าของเรา หรือว่าเที่ยง .
          หรือตั้งตนไว้ในฐานะสูง .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:55:24 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )


  สลักธรรม 10

“หรือพึงดูหมิ่นผู้อื่น” .
อรรถกถาอธิบายว่า .
          พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยชาติเป็นต้น .

“จักมีอะไร
นอกจากการไม่เห็นอริยสัจ”
.
อรรถกถาอธิบายว่า .
          คือเว้นจากความไม่เห็นอริยสัจจะด้วยอริยมรรคแล้ว จักมีอะไรอื่น .
          คือพึงมีแต่การยกย่องตนและการดูหมิ่นผู้อื่นอย่างนี้ สำหรับผู้นั้น. .

โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:56:03 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org