| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วิชยสูตร ๖
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1อนึ่ง .
สรีระมีวิญญาณครองนี้ .
ยังไม่นอนตายในป่าช้าในบัดนี้ .
ยังไม่ถึงความเป็นของที่พองขึ้นเป็นต้น ฉันใด .
แม้สรีระของคนตายแล้วในบัดนี้นั้น .
ในกาลก่อนก็ได้เป็นแล้ว(คือยังไม่ขึ้นพอง) ฉันนั้น. .
สรีระที่ตายแล้วนั้นเหมือนสรีระที่มีวิญญาณนี้ .
อรรถกถาอธิบายว่า .
สรีระของคนที่ตายแล้วในบัดนี้นั่น .
ย่อมไม่เดิน ย่อมไม่ยืน ย่อมไม่นั่ง ย่อมไม่สำเร็จการนอน .
เพราะปราศจากธรรมเหล่านั้น(คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณ) ฉันใด .
สรีระแม้มีวิญญาณครองนี้ .
เพราะปราศจากธรรมเหล่านั้น .
จักเป็นฉันนั้น. .โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:46:51 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 2อนึ่ง .
สรีระที่ตายแล้ว ไม่มีวิญญาณครอง และเป็นของไม่สวยงาม .
นอนอยู่ในป่าช้า และถึงความเป็นของพองขึ้นเป็นต้น ฉันใด .
สรีระแม้มีวิญญาณครองนี้ .
ก็จักถึงฉันนั้น. .
ภิกษุ
.
เมื่อทำความที่สรีระที่ตายแล้วเป็นของเสมอกับตน .
ย่อมละโทษในภายนอกได้. .
เมื่อทำความที่ตนเป็นผู้เสมอด้วยสรีระที่ตายแล้ว .
ย่อมละความกำหนัดในภายในได้ .
เมื่อรู้ชัดซึ่งอาการที่ทำสรีระทั้งสองให้เสมอกัน .
ย่อมละโมหะในสรีระทั้งสองนั้นได้. .โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:47:47 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 3พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำระการละอกุศลมูลในส่วนเบื้องต้นนั่นแล .
ด้วยการเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว .
เพราะภิกษุปฏิบัติในการละอกุศลมูลนั้น .
ย่อมเป็นผู้สามารถเพื่อบรรลุอรหัตมรรค .
สำรอกฉันทราคะทั้งปวงโดยลำดับ .
เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า .
ภิกษุพึงคลายความพอใจในกายเสีย
ทั้งภายในและภายนอก .
ภิกษุนั้นมีความรู้ชัด(ปญฺญาณวา)ในศาสนานี้
.
อรรถกถาอธิบายว่า .
บทว่า ปญฺญาณวา ผู้ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนานั้น .
เพราะความเป็นผู้เป็นไปแล้วในประการมีความไม่เที่ยงเป็นต้น. .โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:48:33 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 4ครั้นทรงแสดงเสกขภูมิอย่างนี้แล้ว .
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอเสกขภูมิ .
จึงตรัสว่า .
ไม่ยินดีแล้วด้วยฉันทราคะ .
ได้บรรลุอมฤตบท . (บท = เป็นเครื่องถึง, เพราะเป็นเหตุให้บรรลุ) .
สงบ . (สนฺตึ) . ดับ . (นิพฺพาน) . ไม่จุติ .
อรรถกถาอธิบายว่า .
ภิกษุนั้นมีความรู้ชัด(ปญฺญาณวา)ด้วยอรหัตมรรคญาณ .
ย่อมบรรลุผลในลำดับแห่งมรรค .
ในกาลนั้น เรียกว่า ไม่ยินดีแล้วด้วยฉันทราคะ .
เพราะความที่ฉันทราคะอันภิกษุนั้นละแล้วโดยประการทั้งปวง
.
และเรียกว่า ได้บรรลุบทที่ทรงพรรณนาแล้วว่า .
ชื่อว่า อมตะ เพราะไม่มีความตาย หรือเพราะอรรถว่าประณีต .
ชื่อว่า สันติ เพราะสงบจากสังขารทั้งปวง .
ชื่อว่า นิพพาน เพราะไม่มีเครื่องร้อยรัด คือ ตัณหา .
ชื่อว่า ไม่จุติ เพราะไม่มีการเคลื่อนไป
.โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:50:04 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 5ทรงแสดงว่า
.
ฉันทราคะนี้อันภิกษุนั้นละได้แล้ว .
และนิพพานนี้อันภิกษุนี้ได้แล้ว ดังนี้. .
ครั้นตรัสอสุภกรรมฐาน .
พร้อมกับความสำเร็จด้วยอำนาจแห่งกายมีวิญญาณครอง .
และไม่มีวิญญาณครองอย่างนี้แล้ว .
เมื่อจะทรงติเตียนการอยู่ด้วยความประมาท .
ซึ่งทำอันตรายแก่อานิสงส์มากมายอย่างนี้ .
ด้วยการทรงแสดงโดยย่ออีก .
จึงตรัสสองคาถาว่า .โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:51:07 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 6กายนี้มีสองเท้า .
อรรถกถาอธิบายว่า .
กายทั้งหลายแม้ไม่มีเท้าเป็นต้น .
เป็นของไม่สะอาดทีเดียวแม้ก็จริง .
ถึงอย่างนั้น .
ในคาถานี้ .
ด้วยอำนาจแห่งการกระทำยิ่ง .
หรือด้วยอำนาจแห่งการกำหนดอย่างสูง .
หรือเพราะกายเหล่าอื่นแม้เป็นของไม่สะอาด .
แต่บุคคลปรุงด้วยรสเค็มและรสเปรี้ยวเป็นต้นแล้ว .
นำไปใช้เป็นอาหารของมนุษย์ทั้งหลายได้ .
ส่วนกายของมนุษย์หาเป็นเช่นนั้นไม่ .
เพราะฉะนั้น .
แม้เมื่อจะทรงแสดงมนุษย์ซึ่งมีภาวะอันไม่สะอาดยิ่งนัก .
จึงตรัสว่า กายนี้มีสองเท้า .โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:52:12 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 7ไม่สะอาด
มีกลิ่นเหม็น
อันบุคคลบริหารอยู่ .
อรรถกถาอธิบายว่า .
กายนี้มีกลิ่นเหม็น .
อันบุคคลปรุงแต่งด้วยดอกไม้และของหอมทั้งหลาย บริหารอยู่.
.
เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ .
อรรถกถาอธิบายว่า .
เต็มไปด้วยซากศพอเนกประการ มีเส้นผมเป็นต้น. .
โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:53:27 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 8ถ่ายของไม่สะอาด
มีน้ำลายและน้ำมูกเป็นต้น
ให้ไหลออกจากทวารทั้งเก้า
และขับเหงื่อไคล
ให้ไหลออกจากขุมขนนั้นๆ
.
อรรถกถาอธิบายว่า .
ของไม่สะอาด จากทวารทั้งเก้า .
และคราบเหงื่อจากขุมขนทั้งหลาย .
กระทำความพยายามของคนทั้งหลาย .
แม้จะพยายามเพื่อปกปิดด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น .
ให้ไร้ผล. .
โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:54:41 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 9ผู้ใดพึงสำคัญเพื่อยกย่องตัว .
อรรถกถาอธิบายว่า .
บัดนี้
.
ท่านจงดูในกายนั้นว่า .
ด้วยกายเช่นนี้ .
คนพาลไร ๆ . ( พาโล = อ่อน, เขลา, โง่ ) .
จะเป็นชายก็ตาม เป็นหญิงก็ตาม .
พึงสำคัญเพื่อยกย่องตัวเอง .
คือ พึงสำคัญยกย่องตัวเองด้วยความสำคัญ .
คือ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ .
โดยนัยมีอาทิว่าเรา ว่าของเรา หรือว่าเที่ยง .
หรือตั้งตนไว้ในฐานะสูง .
โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:55:24 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : )
สลักธรรม 10หรือพึงดูหมิ่นผู้อื่น .
อรรถกถาอธิบายว่า .
พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยชาติเป็นต้น .
จักมีอะไร
นอกจากการไม่เห็นอริยสัจ
.
อรรถกถาอธิบายว่า .
คือเว้นจากความไม่เห็นอริยสัจจะด้วยอริยมรรคแล้ว จักมีอะไรอื่น .
คือพึงมีแต่การยกย่องตนและการดูหมิ่นผู้อื่นอย่างนี้ สำหรับผู้นั้น. .
โดย แววตะวัน [18 ก.พ. 2548 , 05:56:03 น.] ( IP = 203.113.36.8 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |