| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถามผู้รู้ และพอจะรู้ เรื่องการปฏิบัติ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1อันที่จริงแล้วควรจะถามคำถามนี้เสียก่อน
ก่อนที่จะตั้งกระทู้ที่ 6807 เพราะคำถามในกระทู้ 6807 เป็นคำถามของผู้ที่รู้จักการปฏิบัติแล้วโดย :) & :) [4 มี.ค. 2548 , 23:50:26 น.] ( IP = 202.183.140.31 : : )
สลักธรรม 2สวัสดีครับคุณทวี
ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า "สติ" ว่า หมายถึงการระลึกรู้สึกตัว
ดังนั้นการฝึกให้เป็นคนมีสติในขั้นแรกนั้น เวลาทำงานต่างๆ ก็ให้ทำทีละอย่าง ให้มีสติอยู่กับงานที่ทำตรงหน้าเท่านั้น ไม่ทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน
เช่นเวลาใส่เสื้อ เคยสังเกตไหมครับว่าเราไม่เคยมีสติกับการใส่เสื้อเลย
แต่เราจะใส่ด้วยความเคยชิน ติดกระดุมเสื้อด้วยความเคยชิน
ดังนั้นที่ว่าฝึกให้มีสติ ก็เช่นขณะใส่เสื้อติดกระดุมนั้น ก็ให้เริ่มฝึกติดกระดุมจากเม็ดบนลงไป
ขณะที่กำลังติดกระดุมนั้นก็มีสติอยู่ตรงกระดุมเม็ดที่จะติดนะครับ
ไม่ไปคิดถึงว่าเอ..วันนี้เราจะเรียนเรื่องอะไร
และพอสัปดาห์หน้าก็อาจจะเปลี่ยนเป็นติดกระดุมจากเม็ดล่างขึ้นไปก็ได้
หรือเวลาทานข้าว ก็ไม่ควรจะอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย เหล่านี้เป็นต้น
หวังว่าคงพอจะเข้าใจง่ายๆในเบื้องต้นก่อนนะครับ
นี่เป็นการฝึกให้เป็นคนมีสติอยู่กับงานที่ทำ อยู่กับปัจจุบันในชีวิตประจำวันก่อนนะครับโดย พี่เณร [5 มี.ค. 2548 , 07:00:11 น.] ( IP = 61.90.12.23 : : )
สลักธรรม 3ก่อนจะไปถึงการเจริญสติปัฏฐาน ๔ หรือ วิปัสสนา นั้นขั้นตอนต่อไป....
ก็ควรจะทราบและเข้าใจก่อนว่า ทุกๆ ชีวิต นั้นประกอบขึ้นด้วยรูปธรรม และ นามธรรมเท่านั้น
พูดให้เข้าใจอย่างหยาบๆๆก่อนนะครับว่า ที่เราเห็นได้สัมผัสได้ เป็นรูปธรรม และที่เราใช้ความรู้สึก หรือสัมผัสไม่ได้เป็นนามธรรม
คงจะเคยได้ยินหรือทราบมาแล้วว่าชีวิตเราก็ประกอบด้วยขันธ์ ๕ คือรูปขันธ์ ๑ นามขันธ์ ๔ (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์)
จึงเห็นว่าไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีตัวตน คน สัตว์ แต่ต่างก็ยึดว่าเป็นตัวเรา เป็นของๆเรา และกระทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งของๆเรา
ซึ่งก็เป็นไปเช่นนี้มานับภพนับชาติไม่ได้แล้ว เป็นความโง่ที่ไม่รู้ความจริงที่ติดมาไงครับ
ก็ทำให้เรามีความคิดที่ผิด มีความจำที่ผิด มีความรู้ที่ผิดๆ เช่นนี้ตลอดมา ซึ่งทางธรรมเราเรียกว่า "วิปลาส" ครับผม !!!
ตรงนี้แหละที่เราจะต้องมาแก้ไขให้ถูกต้องทีนี้การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ล่ะ
สติปัฏฐาน ๔ ก็เป็นการมีสติระลึกรู้อยู่ในฐานที่ตั้ง (อยู่ในตัวเรานี่แหละ)ทั้ง๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
โดย พี่เณร [5 มี.ค. 2548 , 07:03:08 น.] ( IP = 61.90.12.23 : : )
สลักธรรม 4ซึ่งจริงแล้วก็ทำนองกันกับที่กล่าวไว้ในตอนต้น ให้มีสติอยู่กับสิ่งที่ตนกระทำ ...แต่ตอนนี้เน้นไปถึงการกำหนดรู้ให้ถูกต้อง ....ด้วยว่าอะไรเป็นรูป อะไรนาม
มาถึงตรงนี้ไม่ทราบว่าเข้าใจบ้างไหมครับ พอก่อนดีกว่านะครับ และ อยากให้คุณทวี.. ได้อ่านในเรื่องวิปัสสนาคืออะไรกันแน่? (๖ ตอน) ที่อาจารย์บุษกรเคยเขียนอธิบายไว้ตามกระทู้ที่ลิงค์มาให้ข้างล่างนี้นะครับ ...จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก่อนนะครับ .. ตามมาอ่านที่นี้นะครับผม
![]()
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3145
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3149
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3161
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3172
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3183
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3193
เชิญไปอ่านก่อนนะครับผม
เพราะช่วงอาทิตย์นี้ทางทีมงานไม่ว่างกันครับ
คงมาตอบให้ได้ไม่สม่ำเสมอนะครับผม
โดย พี่เณร [5 มี.ค. 2548 , 07:11:12 น.] ( IP = 61.90.12.23 : : )
สลักธรรม 5เป็นคำถามที่ต้องอาศัยความรู้ทั้งด้านทฤษฎี และด้านการปฏิบัติ ในระดับ Advance พอสมควร
อย่างไรก็ดี ขอวิเคราะห์เป็นการส่วนตัวสักเล็กน้อย....
สติปัฏฐานและวิปัสสนา เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
วิถีชีวิตประจำวันของเรา คือ การรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดความรู้สึกพร้อมไปด้วย ความสุขบ้าง ทุกข์ เจ็บปวด ไม่สบายบ้าง เฉย ๆ บ้าง ความรู้สึกคือ สัมผัสของการมีชีวิตอยู่ เราจึงยึดความรู้สึกเหล่านั้นว่า มีตัวตนจริง เราไม่เคยรู้เลยว่าตัวตนที่ตนยึดถือไว้ ไม่มีจริง เป็นเพียงกระแสของรูปธรรม นามธรรม ที่อาศัยเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้นและเสื่อมสลายเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
สติ หมายถึง ความระลึกรู้สึกตัว สติโดยแท้แล้วจะปรุงแต่งให้ระลึกได้เฉพาะฝ่ายกุศลเท่านั้น หากปล่อยความคิด ความรู้สึกร่วมไปกับฝ่ายโลภ โกรธ หลง เรียกว่า ขาดสติ
สติปัฏฐาน เป็นหลักการพัฒนาความรู้สึกตัว ซึ่งมีวิธีการเฉพาะเป็นขั้นตอนของการสังเกต มีอารมณ์เฉพาะอย่างที่เป็นตัวถูกเพ่งพิจารณา มิใช่ว่าจะใช้อารมณ์อะไรก็ได้ ลักษณะสำคัญของสติปัฏฐานคือ การสังเกตได้ในอารมณ์ ที่เกิดขึ้นบนฐานที่กำหนดให้ ๔ แห่ง สังเกตได้ถูกต้องว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความรู้สึกนึกคิด ที่มากระทบนั้นเกิดขึ้นที่ฐานใด
วิปัสสนา เป็นหลักการควบคุมความคิด ความรู้สึกตัวที่สติสังเกตได้บนฐานทั้ง 4 ว่าเป็นรูป หรือเป็นนาม(ภูมิวิปัสสนา) ก่อนที่ทิฏฐิจะมาให้ความหมายว่า เป็นตัวตน
ดังนั้น ส่วนต่างคือ สติปัฏฐาน เป็นความสามารถระลึกถึง(สังเกต)อารมณ์ที่เกิด-ดับบนฐาน(ที่กำหนด)ได้ถูกต้อง ส่วนวิปัสสนา เป็นความสามารถรู้อารมณ์ที่สังเกตได้ว่า เป็นรูปหรือนาม กันมิให้ทิฏฐิยึดอารมณ์ที่เป็น รูปธรรม-นามธรรมเหล่านั้นว่าเป็นตัวตน
โดย srman [7 มี.ค. 2548 , 21:50:44 น.] ( IP = 203.170.229.241 : : )
สลักธรรม 6สติปัฏฐาน มีส่วนเกื้อกูลต่อวิปัสสนามาก หากสติปัฏฐานระลึกได้ไม่ถูกต้องแล้ว ก็ยากที่วิปัสสนาจะทำงานต่อ(กันทิฏฐิ)ได้ถูกต้อง
สติปัฏฐาน มีหน้าที่ระลึกรู้ให้ถูกต้องตามฐาน ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินอารมณ์
วิปัสสนา ไม่ได้มีหน้าที่ระลึกรู้ แต่มีหน้าที่ตัดสินอารมณ์ที่ระลึกได้นั้นแทนทิฏฐิ
ทุกวันนี้เราไม่เคยใส่ใจว่าอารมณ์ต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นทางทวารใด และยังปล่อยให้ทิฏฐิตัดสินอารมณ์เหล่านั้นอย่างคุ้นเคยมาช้านาน จนถูกยึดมั่นและเชื่อว่ามีตัวตนจริง การทำงานร่วมกันของสติปัฏฐานและวิปัสสนา คือ การเป็นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งทำให้ภาพตัวตนของจิตที่ยังมีอวิชชาและทิฏฐิปรุงแต่ง ไม่มีช่องทางที่จะแทรกตัวเข้ามาในความคิดแล้วก่อปัญหาขึ้นได้
หากหวังผลการบรรลุธรรมแล้วจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย ทางสายเอกทางเดียวคือ สติปัฏฐาน 4 ที่จะสามารถเปิดทางให้วิปัสสนา ทำลายความเห็นผิดได้ กล่าวได้ว่า วิปัสสนากรรมฐาน มีสติปัฏฐานเป็นเหตุ และมีวิสุทธิเป็นผล ความบริสุทธิ์มิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความเชื่อ หรือการอ้อนวอน แต่เกิดขึ้นด้วยการพิสูจน์หรือด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น
โดย srman [7 มี.ค. 2548 , 21:52:00 น.] ( IP = 203.170.229.241 : : )
สลักธรรม 7เนื่องจากธรรมที่ให้ถึงความบริสุทธิ์ มีลักษณะการอธิบายได้อย่างหลากหลาย ทั้งต่างสถานที่ ต่างบุคคล ต่างสถานการณ์ ดังนั้น ทางหรืออุบายจึงมีต่างระดับกัน เพราะภูมิธรรมของบุคคลและจริตอัธยาศัยความชอบไม่เหมือนกัน
อุบายหรือทางต่างระดับนี้ แต่ละระดับมีขีดความสามารถไปถึงจุดหมายไม่เท่ากัน ระดับต่ำเป็นพื้นฐานไปสู่ระดับสูง เมื่อใช้เส้นทางระดับต่ำจนสุดทางที่ระยะหนึ่งแล้ว จำเป็นต้องผ่านจุดเชื่อมทาง เพื่อไปใช้เส้นทางอีกระดับที่สูงกว่าไปได้ไกลกว่าแทน จึงจะถึงจุดหมายได้ เช่น
การบริจาคทาน รักษาศีล เป็นการเตรียมพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ เพราะทานและศีลเป็นที่มาของโภคทรัพย์ เวลาว่าง และสุขภาพดี เหตุที่มีความเชื่อมั่นและเรียนรู้ง่ายก็ด้วยอำนาจของสมาธิ ส่วนการสร้างความเห็นถูกในการดำรงชีวิตอย่างมีเหตุผลเป็นอานุภาพของปัญญา เป็นต้น
พฤติกรรมต่างระดับของศีล สมาธิ และปัญญาจึงมีขีดความสามารถในหน้าที่ต่างกัน แต่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ความสมบูรณ์ไม่อาจเกิดจากการเจริญเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น จากการไม่ขัดสนในโภคทรัพย์ ทำให้มีเวลาสำหรับการศึกษาค้นหาความจริง ทานและศีลจึงเป็นทางเชื่อมโยงไปสู่ความมีปัญญา แต่มิได้เป็นเหตุให้เกิดปัญญาโดยตรง เป็นต้น
เมื่อทางมีอยู่มากมาย และระยะทางก็ไม่เท่ากัน จุดเชื่อมทางจึงมีความสำคัญอยู่ที่การขยายขีดความสามารถในการเดินทางได้ไกลกว่า ชุมทางสุดท้ายที่เชื่อมทางร่วมต่างระดับอื่นๆ จนเหลือทางเอกทางเดียวก่อนถึงจุดหมาย ก็คือ สติปัฏฐาน 4 นั่นเอง สติปัฏฐาน 4 เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาโดยตรง
ดังนั้น สติปัฏฐาน 4 จึงเปรียบเป็นทางเชื่อมสำคัญทางเดียวที่นำไปสู่ทางเอกสุดท้าย คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพราะวิปัสสนากรรมฐานมีจุดหมายปลายทางแน่นอน คือ วิสุทธิเท่านั้น เมื่อถึงที่หมายคือวิสุทธิแล้ว เป็นการสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวไปมาในวัฏฏะสงสารโดย srman [7 มี.ค. 2548 , 22:44:39 น.] ( IP = 203.170.229.241 : : )
สลักธรรม 8การที่เราเรียน จิต เจตสิก รูป แล้วจะนำมาใช้ในการปฏิบัติอย่างไร
การเรียน จิต เจตสิก รูป ช่วยในการเรียนรู้ถึงสภาวะธรรมของรูปธรรม และนามธรรม ว่ามีลักษณะต่างกันอย่างไร อิงอาศัยกันอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจเรื่อง ฐานที่ตั้งของสติอย่างถูกต้อง และภูมิของวิปัสสนาโดยตรง เช่น
ความสำคัญของรูป คือ รูปเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตเพื่อให้จิตทำงานได้ แนวคิดนี้เป็นประโยชน์ในการเจริญกรรมฐาน คือ แม้รูปทั้งหมดจะรู้อารมณ์ใด ๆ ไม่ได้เลย (การรู้เป็นหน้าที่ของจิต) แต่รูปก็เป็นอารมณ์แก่การเจริญสติปัฏฐานได้ รูปที่เป็นอารมณ์ในวิปัสสนาได้ต้องเป็นรูปปรมัตถ์แท้ (๑๘ รูป) เท่านั้น เพราะมีสภาวของตนและมีสามัญลักษณะของตน คือ เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป
ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน บรรพที่ให้พิจารณารูป เช่น การพิจารณาอิริยาบถ หรือการพิจารณากายโดยความเป็นธาตุ เป็นต้น การพิจารณาดังกล่าวเพื่อละสัญญาวิปลาสที่เคยจำผิดว่า รูปร่างเป็นส่วนที่งาม รับความสุข มีความเที่ยง เป็นบุคคลตัวตนและมีอำนาจบงการ ให้รู้ว่าเป็นเพียงโครงสร้างต่าง ๆ ที่เกาะเกี่ยวกันเพื่อทำหน้าที่ของตนอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นโดย srman [7 มี.ค. 2548 , 22:49:19 น.] ( IP = 203.170.229.241 : : )
สลักธรรม 9อนุโมทนาสาธุครับคุณมาลี
ที่แสดงความคิดเห็นอันมีเหตุผลแห่งความจริง
ออกมาได้มากมายจริงๆครับ
เห็นการทำงานตามระบบ และเป็นระเบียบของการงานในพระพุทธศาสนาเลยครับผม
ว่างๆวิจัยธรรมแล้วนำมาลงให้อ่านอีกนะครับคุณมาลีคนเก่งของเราครับ
![]()
![]()
โดย พี่เณร [8 มี.ค. 2548 , 09:49:54 น.] ( IP = 61.90.82.225 : : )
สลักธรรม 10มาติดตามเรื่องราวของสติปัฏฐานและวิปัสสนาแล้วค่ะ ขออนุโมทนานะคะ
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่อุ๊ [8 มี.ค. 2548 , 15:04:56 น.] ( IP = 61.91.150.133 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |