| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เรียนธรรมะกับพระอาจารย์บุญมี ต่อจากกระทู้000640
สลักธรรม 1
กราบนมัสการค่ะหลวงตาและสวัสดีค่ะพี่ณรชิต
![]()
...อ่านแล้วเข้าใจเรื่องจิตขึ้นมากเลยค่ะ ที่แท้จิตก็ไม่ได้เป็นดวงๆแบบหิ่งห้อยตามต้นลำพูเลย เพราะจิตเป็นนามธรรมนั่นเอง..แหะ..แหะ
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2544 , 21:49:54 น.] ( IP = 203.170.147.57 : : 203.170.147.57 )
สลักธรรม 2อนุโมทนากับหลวงตาและพี่เณรชิตมากเลยค่ะ และน้องเล็กจะคอยติดตามตอนต่อไปนะค่ะ
โดย เล็ก [8 ธ.ค. 2544 , 23:24:54 น.] ( IP = 203.155.238.58 : : )
สลักธรรม 3เณรชิต ผมต้องขอเพิ่มเติมอีกสักหน่อยครับ
มิฉะนั้นใจไม่ค่อยสบาย ที่หลวงตากล่าวว่าจะเกิดการรู้อารมณ์ขึ้นได้นั้นจะต้องอาศัยเหตุปัจจัย เช่น
รูปมากระทบตาก็จะเห็น เมื่อเห็นจิตก็เกิดขึ้น ผมอยากทราบว่า ประสาทรับสัมผัสก็เป็นวัตถุ เมื่อแสงหรือเสียงมากระทบกับประสาทเข้า จะทำให้เห็น ให้ได้ยิน ได้อย่างไรกัน และเมื่อยังไม่ได้กระทบ ยังไม่ได้เห็น ยังไม่ได้ยิน จิตไม่มีหรือ ถ้ามี มันอยู่ที่ไหน?
หลวงตา เณรนี่ไม่ใช่เล่น ถามซอกแซกไปเสียหมดทุกแง่ทุกมุม ไม่เปิดช่องโอกาสให้หลวงตา หลบหลีกเสียบ้างเลย นี่ถ้าไม่ใช่เป็นอภิธรรมอันเป็นธรรมะที่ว่าด้วย
ชีวิตอย่างลึกซึ้งแล้ว หลวงตาก็คงจะหงายหลังตั้งตัวไม่ติดเป็นแน่ ไหนๆ เณรก็ได้ซักถามแล้ว หลวงตาก็จะตอบให้ฟัง แต่อย่าเพิ่งเอาให้ละเอียดนักเลย เพราะเพิ่งจะได้ตั้งต้นเรื่องจิตกันเท่านั้น
แน่นอน! เมื่อคลื่นของแสดงกระทบเข้าที่ประสาทตา ก็จะเกิดการเห็นขึ้นไม่ได้
เมื่อคลื่นของเสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศมากระทบเข้าที่ประสาทหูก็จะได้ยิน
ไม่ได้ทั้งนั้นก็เพราะประสาทตากับประสาทหูเป็นรูป เป็นวัตถุ และเสียงกับแสงก็เป็นพลังงานทางธรรมะเรียกว่าการกระทบกันระหว่างรูปกับรูป จะเกิดรู้อารมณ์ไม่ได้เหมือนกัน
การเห็นจะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. จักขุปสาทะ หมายถึงประสาทตา
๒. รูปารมณ์ รูปคือสี อันได้แก่คลื่นของแสง
๓. อาโลกะ แสงสว่าง
๔. มนสิการ การทำอารมณ์ให้แก่จิต พูดง่ายๆ ว่าตั้งใจ
เมื่อเหตุทั้ง ๔ ประการนี้ มาประชุมหรือจรดพร้อมกันเข้าแล้ว การเห็นก็จะเกิดขึ้น
เมื่อเหตุทั้ง ๔ ประการนี้ขาดไปแม้แต่อันใดอันหนึ่ง ก็จะเกิดการเห็นขึ้นไม่ได้เลย เช่น
ประสาทตาไม่มี หรือไม่ดี คลื่นของแสงมิได้มากระทบ แสงสว่างน้อยเกินไป เป็นต้น และโดยทำนองเดียวกัน ถ้าเหตุ ๔ ประการนี้มาประชุมหรือจรดพร้อมกันแล้ว จะไม่ให้
เกิดการเห็นขึ้นก็ไม่ได้ จะต้องเห็นอย่างแน่นอน!
ได้ยินจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยเหตุ ๔ ประการเหมือนกัน
๑. โสตปสาทะ ประสาทหู
๒. สัททารมณ์ เสียง
๓. วิวรากาส ช่องว่างในหู (คลื่นของเสียงจะได้สืบต่อผ่านเข้าไป)
๔. มนสิการ การทำอารมณ์ให้แก่จิต
เหตุทั้ง ๔ ประการนี้ มาประชุมพร้อมกันเมื่อใด เมื่อนั้นได้ยินก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าขาดไปแม้แต่เหตุเดียว การได้ยินก็จะบังเกิดขึ้นไม่ได้ เช่นประสาทหูไม่ดี เสียงมิได้มากระทบ หรือไม่ได้ตั้งใจจะฟัง เป็นต้น
การที่หลวงตานำเอาเหตุของการเห็นการได้ยินมาแสดงต่อเณรเช่นนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้ได้ทราบว่า แม้การเห็น การได้ยิน ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัย จะเห็นจะได้ยินขึ้นมาลอยๆ
โดยปราศจากเหตุหาได้ไม่ ไม่มีพระพรหม พระผู้เป็นเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มาบันดาลให้เราเห็นให้เราได้ยิน และถ้าเหตุต่าง มาประชุมพร้อมกัน (ไม่ก่อนหลังกว่ากัน)
แล้ว ก็ไม่มีพระพรหม พระผู้เป็นเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ในโลกจะมาดลบันดาลไม่ให้เห็นไม่ให้ได้ยินได้เลยเป็นอันขาดเช่นเดียวกัน ทั้งนี้หลานก็จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาประกอบไปด้วยเหตุผลเพียงใด และเรื่องเห็นได้ยินเพียงเท่านี้ ก็จำเป็นจะต้องศึกษาไปอีกนาน หลวงตาพูดย่อๆ ให้เณรฟังเท่านี้ก่อน ต่อไปเณรก็จะได้เรียนละเอียดยิ่งขึ้น
เห็น ได้ยิน จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเหตุดังกล่าวแล้ว แต่ก็มิได้เป็นการกระทบกัน
ระหว่างรูปกับรูปเท่านั้น แต่เป็นการ กระทบระหว่างรูปกับภวังคจิต (ภวังคจิตทราบภายหลัง) และรูปหรืออารมณ์ที่จะมากระทบกับภวังคจิตนั้น ก็กระทบที่ประสาทตาและประสาทหู อาศัยประสาทของตาและประสาทของหูเป็นทางแสดงออกของจิต เห็น
จิต ได้ยิน
เพื่อป้องกันมิให้เณรเข้าใจผิด หลวงตาก็จะขอบอกให้เณรทราบว่า คำว่าประสาท
ตา ประสาทหูนั้น ทางธรรมะเรียก จักขุปสาทะ และ โสตะปาสาทะ ไม่เหมือนกับวิชาทางโลก ที่นายแพทย์สามารถเอาคีมจับเอาประสาทขึ้นให้เราดูได้เส้นยาวๆ ปสาทะคือประสาทในทางธรรมนั้น เราไม่อาจจะเห็นหรือไม่อาจจะถูกต้องได้ เพราะเป็นรูปอันละเอียด ประสาทในที่นี้หมายถึงความใส ซึ่งเหมือนกับกระจกเงาที่สามารถรับกระทบรูปต่างๆ ให้เกิดเงาขึ้นได้ เมื่อศึกษาถึงเรื่องรูป เณรจึงค่อยทราบให้ละเอียด
เณรชิต ผมขอขอบพระคุณหลวงตามาก ที่ทำให้ผมสว่างขึ้นเป็นกอง แต่หลวงตาก็กล่าวเพียงว่า เห็น ได้ยิน ได้อาศัยการกระทบของรูป และภวังจิตต้องอาศัยเหตุปัจจัย แต่หลวงตาก็หาได้บอกไม่ว่าจิตนั้นอยู่ที่ไหน?
หลวงตา จิตอยู่ที่ไห
น เณรก็ควรเข้าใจได้เองแล้ว รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นที่ไหนจิตก็จะอยู่ที่นั่น เห็นหรือไม่ยินเกิดขึ้นตรงไหน จิตก็จะอยู่ตรงนั้น เห็นเกิดขึ้นที่ตา จิตจะไปอยู่ที่หู และได้ยินเกิดขึ้นที่หู จิตจะไปอยู่ที่ตากระไรได้
เณรชิต ถ้าเช่นนั้น หลวงตาก็หมายความว่า ตาเป็นผู้เห็น และหูเป็นผู้ได้ยินกระมัง?
หลวงตา เปล่า! เณรนี่สำคัญ จะหลอกให้หลวงตาตกหลุมเสียแล้ว หลวงตาไม่ได้บอกว่าตาเป็นผู้เห็น หูเป็นผู้ได้ยิน ตาและหูเป็นรูปเป็นวัตถุ เห็น, ได้ยิน, ไม่ได้ หากแต่ตาและหูเป็นเพียงทวาร คือประตูที่จิตจะแสดงการเห็น การได้ยินให้ปรากฏเท่านั้น
เณรชิต เมื่อเห็นหรือได้ยินยังไม่เกิดขึ้น ขณะนี้จิตไม่มีหรือขอรับ ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน?
หลวงตา เห็น, ได้ยิน ยังไม่เกิดขึ้น จิตก็มี คือจิตก็ไปอยู่ยังอารมณ์อื่นๆ ต่อไป
เณรชิต ถ้าอารมณ์อื่นๆ ก็ยังไม่มีเล่าขอรับ จิตไม่มีหรือ ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน?
หลวงตา ธรรมชาติของจิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เหตุนี้เอง ไม่ว่าจิตจะอยู่ที่ไหน จิตก็จะมีอารมณ์อยู่เสมอ ลงได้เป็นจิตแล้วจะไม่มีอารมณ์เป็นไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็น
อารมณ์ทาง ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, หรือใจ หรือจะไม่แสดงออกมาทางทวารเหล่านี้เลย
เช่น นอนหลับก็ตาม, แต่แน่นอนละ การงานของจิตย่อมไม่เหมือนกัน
เณรต้องการทราบว่า เมื่ออารมณ์ยังไม่เกิดขึ้นทาง ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ นั้น
จิตมีหรือเปล่า ถ้ามีมันอยู่ที่ไหน ในข้อนี้ หลวงตาขอให้เณรทราบแต่เพียงว่ามีส่วนอยู่ที่ไหน ก็เอาเป็นว่า อยู่ในร่างกายนี่แหละ แต่ไม่ได้อยู่ในสมองหรือจะถือเอามันสมองเป็นตัวจิต การที่หลวงตายืดเวลาที่จะอธิบายให้เณรฟังต่อไปนั้น ก็เพราะว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กอยู่เหมือนกัน ถ้าปล่อยไปเณรก็จะซักไซ้ไล่เลียงเป็นการใหญ่จะทำให้กว้างใหญ่ยิ่งขึ้นเพราะนี่เราเพิ่งจะได้ตั้งต้นศึกษากันเท่านั้น ขอเวลาต่อไปอีกสักพักหนึ่งก่อน
เณรชิต ก็ได้ขอรับ
หลวงตา ตามที่หลวงตาได้บรรยายมาตั้งแต่ต้นว่า จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เณรก็ได้ตั้งคำถามมา หลวงตาก็ได้โต้ตอบไปมากมายพอสมควรแล้ว สำหรับในขั้นต้นต่อจากนี้ไป เณรก็ควรทราบอีกว่า นอกจากจิตจะเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์แล้ว จิต
มิได้ยืนยงคงทนเป็นอมตะ ไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักแตกดับ หรือจะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ลอยละล่องท่องเที่ยวไปได้เหมือนจิตในศาสนาอื่นๆ หากแต่จิตเป็นธรรมชาติที่เกิดดับสืบต่อ
กันเสมอมิได้ขาด
เณรชิต เกิด-ดับอย่างไร?
หลวงตา ไฟฟ้าที่มาจุดยังหลอดให้สว่างนั้น ไม่เกิด-ดับดอกหรือ?
เณรชิต เกิด-ดับอยู่เสมอ
หลวงตา ก็มันเกิด-ดับอย่างไรเล่า?
เณรชิต เมื่อไฟฟ้าไหลมาจุดยังหลอดให้สว่างแล้วก็ดับไป ไฟไหม้ก็ไหลมาแทนที่จุดในหลอดให้สว่างแล้วก็ดับอยู่เรื่อยๆ ติดๆ กันไปโดยรวดเร็วมาก
หลวงตา จิตก็เหมือนกัน มันก็เกิด-ดับอยู่เสมอมิได้หยุดนิ่ง คล้ายๆ กับการเกิด-ดับของไฟฟ้านี่แหละ แต่เป็นนามธรรม เห็นด้วยตาไม่ได้
เณรชิต คนส่วนมากมิได้คิดว่าจิต
เกิด-ดับสืบต่อกันอยู่เสมอ ใครๆ ก็พากันเข้าใจว่าจิตนั้นอยู่ตามสภาพเดิม เพียงแต่อารมณ์เท่านั้นที่รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงไป
หลวงตา ใครจะเข้าใจอย่างไรก็เข้าใจกันไป ความจริงมันเป็นอยู่อย่างไรมันก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่เกี่ยวแก่ความเข้าใจของใคร ขอถามเณรสักหน่อย
เมื่อเรารื้อบ้านรื้อเรือนของเรา กระจายออกเป็นชิ้นๆ แล้ว เราจะได้อะไร?
เณรชิต เราก็ได้ไม้, เสา, ตะปู กระเบื้อง
หลวงตา คำว่าบ้านเรือนยังจะมีอยู่หรือ?
เณรชิต ไม่มีขอรับ
หลวงตา ถ้าเรารื้อวัตถุ สสาร หรือย่อยคน, สัตว์, โต๊ะ, เก้าอี้ ลงไปให้เล็กที่สุด
จนถึงปรมาณูแล้วเราจะได้อะไร?
เณรชิต เราก็ได้ อีเล็กตรอน โปรตรอน นิวตรอน เราได้ประจุไฟฟ้าและพลังงาน
จนถึงปรมาณูแล้วเราจะได้อะไร?
หลวงตา แล้วอีเล็กตรอน โปรตรอน นิวตรอน ประจุไฟฟ้าและพลังงานเหล่านี้
มันหยุดอยู่นิ่งๆ หรือ?
เณรชิต หามิได้ขอรับ มันเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่มีหยุดเลยแม้สักขณะจิตเดียว
หลวงตา เณรก็ได้ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์มาแล้ว มีอะไรบ้างหรือในโลกนี้ที่คงทนถาวรไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ขอให้ลองยกขึ้นมาให้ดูสักอย่าง แม้แต่ภูเขาลูกโตๆ เหล็กดุ้นใหญ่ๆ ที่ตาของเราเห็นมันอยู่นิ่งๆ มันก็นิ่งอยู่ในสายตาของคนโง่ๆ ที่ไม่รู้เท่าทัน
ธรรมชาติเท่านั้น ปล่อยให้ธรรมชาติหลอกลวงได้ที่ตาและที่หูเรียกว่า ต่อหน้าต่อตา
เพราะความจริงในปัจจุบันค้นคว้าได้แล้วว่า วัตถุทั้งหลายเมื่อย่อยให้เล็กลงจนถึงที่สุด
ก็เป็นปรมาณูอันประกอบด้วยประจุไฟฟ้า ซึ่งเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ภูเขาและเหล็กที่ว่านั้นก็มิได้อยู่เฉยๆ เหมือนที่ตาเราเห็น![]()
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า ในโลกนี้เป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงแล้วก็ย่อมจะต้องเป็นทุกข์ คือทนอยู่ไม่ได้ เพราะความสุขจะตั้งอยู่บนความไม่เที่ยงได้อย่างไร ธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้ หรือในโลกนี้ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนอันจะบังคับบัญชาได้ทั้งนั้น สภาพของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามสภาวธรรม มิได้หมายแต่เพียงเท่าที่เห็นๆ ได้เท่านั้น เช่นเห็นคนเกิดมาแล้วก็แก่ แล้วก็ตายไป หรือเห็นเข้าของต่างๆ เสื่อมสลายศูนย์หายไป หากแต่หมายถึง อณู ปรมาณู (อณู ปรมาณู แยกธาตุตามหลักธรรมจะได้ศึกษาต่อไป) ซึ่งไม่อาจคงที่ด้วย เมื่อเณรได้ศึกษาเรื่องรูป (สสาร) ก็จะได้ความละเอียดยิ่งขึ้น พระองค์สอนเช่นนี้หลายพันปีมาแล้ว
เมื่อโลกนี้ทั้งโลกมิได้มีอะไรแม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่คงทนถาวรตั้งมั่นอยู่ได้
เช่นนี้ จะเอาจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิด ดับมาเป็นตัวมั่นคงตั้งอยู่ได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ใช้ไม่ได้เท่านั้นเอง
เณรชิต หลวงตายกตัวอย่างมาแล้วเป็นเรื่องของวัตถุ ซึ่งมองเห็นได้ ถูกต้องได้ แต่จิตเป็นนามธรรม
หลวงตา ถูกละ! แต่พลังงานก็ไม่ใช่วัตถุ หรือไม่ใช่สสารอะไรเหมือนกันไม่ใช่หรือ เณรสัมผัสพลังงานได้หรือ?
เณรชิต ไม่ได้
หลวงตา พลังงาน เห็นได้ ได้ยินได้ ได้กลิ่นได้ รู้รสได้ ถูกต้องได้ และเอามาชั่ง
มาตวงได้ด้วยหรือ?
เณรชิต ไม่ได้
หลวงตา พลังงานก็ไม่ใช่วัตถุหรือสสารนะซิ?
เณรชิต ถูกแล้วขอรับ พลังงานไม่ใช่วัตถุสสาร
หลวงตา พลังงานไม่ใช่วัตถุหรือสสาร แต่อยู่นิ่งๆ หรือเปล่า?
เณรชิต เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่คงที่
หลวงตา จิตก็เหมือนกัน ไม่คงที่ จิตเป็นธรรมชาติที่มองไม่เห็น สัมผัสก็ไม่ได้ เรื่องนี้ถ้าเณรไม่ให้หลวงตายกเอาวัตถุมาเทียบให้เข้าใจง่ายแล้วจะให้เอาอะไร?
เณรชิต ตามที่หลวงตาอธิบายมาผมก็พอเข้าใจ แต่หลวงตายกเอาตัวอย่างมาให้เห็นอีกสักหน่อยก็จะดียิ่งขึ้น
หลวงตา ได้ซิเณร เณรลองมองดูไปทางหน้าต่างทีหรือ เณรจะได้เห็นสระน้ำที่
มีน้ำใสสะอาดและสงบนิ่ง หลวงตาเอาก้อนดินก้อนหนึ่งโยนลงไปกลางสระ เณรเห็นไหมเกิดอะไรขึ้น?
เณรชิต เกิดลูกคลื่นขอรับ
หลวงตา ลูกคลื่นลูกที่ ๑ เป็นเหตุให้เกิดลูกที่ ๒ แล้วลูกที่ ๑ หายไป ลูกที่ ๒ เป็นเหตุให้เกิดลูกที่ ๓ แล้วลูกที่ ๒ ก็หายไป ลูกที่ ๓ ก็เป็นเหตุให้เกิดลูกที่ ๔ แล้วลูกที่ ๓
ก็หายไป ทั้งนี้เณรก็จะเห็นได้ว่าลูกคลื่นจะเกิดขึ้นเป็นลำดับกันไปเช่นนี้จนถึงริมสระโดยรอบ ถ้าคลื่นลูกที่ ๑ ไม่มี ลูกสุดท้ายก็จะมีไม่ได้ และเมื่อลูกที่ ๑ เกิดขึ้นแล้ว ลูกสุดท้ายจะไม่มีก็ไม่ได้อีก และจะว่าลูกคลื่นลูกสุดท้ายเป็นลูกที่ ๑ หรือก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ลูกเดียวกัน แต่ลูกสุดท้ายก็เป็นลูกที่เกิด-ดับสืบต่อมาจากลูกที่ ๑ นั่นแน่นอนละ มันอาศัยกันเกิดกันดับเช่นนี้ เหมือนกับจิตซึ่งเกิด-ดับสืบต่อกันอยู่เสมอมิได้หยุดนิ่ง ในวินาทีหนึ่งตั้งมากมาย
ธรรมชาติของจิตนั้นเกิด-ดับรวดเร็วยิ่งนัก เณรก็จะสังเกตเห็นได้ง่ายๆ ประเดี๋ยว
เห็น ประเดี๋ยวได้ยิน และประเดี๋ยวก็คิด ขณะนี้จิตอยู่ที่ป่าเขาลำเนาไพร อีกขณะจิตก็ไปอยู่ที่ประเทศอเมริกา แล้วก็มาเมืองจีน จิตที่รู้อารมณ์ขึ้นเป็นจิตแต่ละดวงสืบต่อกันมาทั้งนั้น ไม่ใช่จิตดวงเดียวท่องเที่ยวไปรู้เสียทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับจิตเกิด-ดับอย่างไรก็เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน เรายังมีเรื่องจิตโดยพิสดารข้างหน้าอีกมากนัก ครั้งแรกๆ นี้เอาเพียงเข้าใจบ้างพอเป็นหนทางเท่านั้นก็พอแล้ว
นอกจากจิตจะเกิด-ดับสืบต่อกันอยู่เสมอแล้ว จิตยังมีการงานอีกอย่างหนึ่ง คือ มีหน้าที่เก็บอารมณ์ต่างๆ เอาไว้ในจิต ไม่ว่าเห็นหรือได้ยิน หรือคิดอะไร จิตก็เก็บเรื่องเห็น เรื่องได้ยิน เรื่องคิดไว้ในจิตหมดสิ้น ไม่ได้ศูนย์หายไปไหนเลย
เณรชิต แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ผมได้ลืมเรื่องที่ตั้งใจว่าจะจดจำไว้เสีย และก็เสมอเหมือนกัน ที่ได้พยายามจะลืมเรื่องบางเรื่อง แต่มันก็คอยนึกคอยจำได้อยู่เสมอ
หลวงตา เณรจะจะได้หรือจำไม่ได้ จะนึกออกหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลวงตาเพียงจะกล่าวว่า จิตมีอำนาจในการจดจำหรือเก็บอารมณ์ต่างๆ ได้ เช่น เห็น ได้ยิน และคิด เป็นต้น เอาไว้ในจิตทั้งหมด มิได้ศูนย์หายไปไหน
เณรชิต แต่ผมก็เห็นคนเป็นอันมาก คิดอะไรพูดอะไรแล้วก็ลืมไปเสียง่ายๆ บางคนชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น
หลวงตา เก็บอารมณ์หรือจดจำอารมณ์เอาไว้ กับการนึกได้หรือไม่ของหลานนั้นมันคนละอย่างไม่เหมือนกัน จิตจะเก็บหรือจดจำอารมณ์เอาไว้ ส่วนจะนึกได้หรือไม่นั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น เด็กอ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ เพียงครั้งเดียวเที่ยวเดียว ไปเห็น ก.ไก่ ข.ไข่
ที่ไหน ก็นึกไม่ได้อ่านไม่ออก แต่จิตก็ได้เก็บเอา ก.ไก่ ข.ไข่ ไว้ในจิตแล้ว สมัยนี้เขาเรียกจิตใต้สำนึก ถ้าหากว่าอ่านเที่ยวเดียว จิตมิได้เก็บ ก.ไก่ ข.ไข่ ไว้เลย อ่าน ๒-๓ เที่ยวหรือ
กี่เที่ยวจิตก็มิได้เก็บเหมือนกัน และจะไม่มีวันอ่านหนังสือออกเลยเป็นอันขาด ไม่ว่าจะหัดอ่านสักกี่ร้อยกี่พันเที่ยวก็ตาม
ในสมัยโบราณไม่มีไม้ขีดไฟใช้ เขาใช้ไม้มาถูกกันเข้าจนเกิดไฟขึ้น เณรลองคิดดู เอาไม้มาถูกันครั้งสองครั้ง หรือสักสิบครั้งจะเกิดไฟขึ้นได้อย่างไร สมมุติว่าถูร้อยครั้ง
จึงจะเกิดไฟลุกขึ้น แม้ว่าถูร้อยครั้งจึงจะเกิดไฟขึ้นก็จริง แต่ถูก ๑ ครั้งก็มีความร้อนขึ้นนิด
หนึ่ง แล้วถู ๒ ครั้ง ความร้อนก็เพิ่มขึ้นอีก ๓ ครั้งก็เพิ่มขึ้นอีกและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง
๑๐๐ ครั้ง ไฟก็จะลุกพรึบขึ้น ไฟจะลุกขึ้นเมื่อถูถึง ๑๐๐ ครั้งแล้ว ซึ่งเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่
เชื่อมโยงกัน ถ้าครั้งที่ ๑ ไม่ร้อน ครั้งที่ ๒ ก็ไม่ร้อน ครั้งที่ ๓-๔ ก็จะร้อนได้อย่างไร ครั้งที่ ๑๐๐ ก็จะไม่มีไฟเกิดขึ้นได้เลย
ตามที่หลวงตายกตัวอย่างขึ้นมาให้เณรเห็นเช่นนี้ ก็เพื่อจะแสดงว่า จิตนั้นมีความสามารถเก็บจดจำอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นทุกๆ วัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย หนักหรือ
เบา และไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารใด เช่น ทางตา หู หรือทางใจก็ตามเอาไว้ในจิตโดยไม่รู้จักเต็มเลย ซึ่งควรจะเรียกง่ายๆ ว่า การสั่งสมสันดาน
อารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะทางตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ, นั้น ในวันหนึ่งๆ เราย่อม
กระทำอยู่มากมาย มีทำดีบ้างชั่วบ้าง พูดดีบ้างชั่วบ้าง คิดดีบ้างชั่วบ้าง ทางธรรมะเรียก
กุศลกรรม อกุศลกรรม กุศล อกุศล บุญหรือบาปนี้ ก็จะเก็บประทับไว้ในจิตหมดสิ้น
เหมือนกับการสั่งสมสันดานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และถ้ามีเหตุปัจจัยอันสมควร ผลของ
บุญ-บาปก็จะแสดงตัวออกมาทันที
เณรชิต บุญ-บาปเก็บประทับไว้ในจิตอย่างไรขอรับ บาป-บุญไม่มีตัวไมมีตน
มองก็ไม่เห็น และเมื่อมีเหตุปัจจัยอันสมควร ผลของบุญ-บาปนั้นก็จะแสดงออกมา ผม
ขอฟังตัวอย่างที่อาจจะเห็นเป็นความจริงประกอบด้วย และขอทราบด้วยว่า ถ้ายังไม่มี
เหตุปัจจัยอันสมควรแล้ว ผลของบาป-บุญนั้นมันหลบซ่อนอยู่ที่ตรงไหน?
หลวงตา การอธิบายและยกตัวอย่างต่อไปนี้ ขอให้เณรเพียงแต่คิดว่ามันเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจเท่านั้น เณรเห็นที่หลวงตาเขียนนี้หรือไม่ อะไร?
เณรชิต เห็นขอรับ ที่หลวงตาเขียนนั้น คือ ก.ไก่
หลวงตา เณรทำไมจึงรู้ว่ามันเป็น ก.ไก่
เณรชิต อ้าว! ก็ผมเคยเรียนมานี่ขอรับ
หลวงตา ถ้าให้เด็กเล็กๆ ดู เด็กเล็กๆ จะรู้จักว่า ก.ไก่ หรือ?
เณรชิต ไม่รู้จักแน่
หลวงตา ถ้าเช่นนั้นในจิตใจของเณร ก็ต้องมี ก.ไก่อยู่แล้วน่ะซิ มิฉะนั้นไหนเลย
เณรจะอ่านออกได้
เณรชิต แน่นอนขอรับ ในจิตใจของผมต้องมี ก.ไก่อยู่ก่อน
หลวงตา แล้ว ก.ไก่อยู่ในจิตของเณรอย่างไร มันซ่อนอยู่ที่ตรงไหน?
เณรชิต ผมก็ไม่ทราบว่าอยู่ได้อย่างไร แต่ก็คงอยู่ในจิตใจนั่นเอง
หลวงตา เมื่อรูป ก.ไก่ มากระทบกับตาของเณรเข้า เณรก็จำได้ อ่านออก ถ้าเช่นนั้น ตาเป็นผู้อ่าน ก.ไก่ ออกกระมัง?
เณรชิต เอ! ผมก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าพอตาเห็นแล้วก็อ่านได้
หลวงตา ตาจะรู้จัก ก.ไก่ ได้หรือ ตาจะรู้จัก ก.ไก่ ไม่ได้เลย เพราะตาเป็นทางแสดงออกของจิต เห็น เท่านั้น ตามีหน้าที่ๆ จะเห็นได้อย่างเดียว (ซึ่งต่อไปจะได้ทราบว่าเห็นได้อย่างไรโดยพิสดาร) ส่วนที่รู้ว่าเป็น ก.ไก่ เป็นหน้าที่ทางใจ คือ มโนทวารต่างหาก เพราะใจจึงจะอ่านคำว่า ก.ไก่ ได้ และที่อ่านได้ก็เพราะใจได้เก็บเอา ก.ไก่ไว้ก่อน
แล้วยกขึ้นมาเทียบกับจิตเห็นอีกทีหนึ่ง เรื่องนี้ขอให้เณรได้ศึกษาไปอีกสักพักก็จะเห็นจริง
ตามตัวอย่างนี้ เณรก็จะจับได้ว่า เมื่อมีเหตุปัจจัย คือ รูป อันได้แก่คลื่นแสงมา
กระทบตา จักขุวิญญาณรู้อารมณ์ทางตา คือเห็นก็จะเกิดขึ้น และ ก.ไก่ ซึ่งเป็นอารมณ์เก่าๆ ที่จำไว้เก็บเอาไว้ในจิตนั้น ก็จะยกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งทำให้เกิดการเห็น ก.ไก่ อัน
เป็นปัจจุบันขึ้น ดังนั้น หลวงตาจึงได้ว่า ก.ไก่ ที่เป็นอารมณ์เก่าๆ นั้นได้แสดงตัวขึ้นมา
และ ก.ไก่ ที่ว่าเป็นอารมณ์เก่าๆ ยกขึ้นมารวมกับอารมณ์ใหม่ๆ นั้นก็คือ กรรมแต่อดีต
ที่เคยเรียนมานั่นเอง แต่โผล่ขึ้นมาใหม่
เณรชิต ก็พอจะได้ความแล้วขอรับ แต่ผมใคร่ขอให้หลวงตายกตัวอย่างอีกสัก
ตัวอย่างหนึ่ง
หลวงตา ได้ซี เมื่อเร็วๆ นี้ญาติอันเป็นที่รักของเณรต้องมาจากไป เณรจะเสียใจมากไม่ใช่หรือ?
เณรชิต ใช่ขอรับ
หลวงตา เณรลองคิดดู ทำไมเณรจึงเสียใจขึ้นมาได้?
เณรชิต ก็เพราะว่าเรารักกันมากนี่ครับ เราเกิดความเสียใจขึ้นมาได้ เพราะระลึกนึกถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาแต่ก่อน
หลวงตา ขอให้เณรคิดดูให้ดี ถ้าภาพแห่งความใกล้ชิดของญาติอันเป็นที่รักนั้น
คือ เรื่องราวอันผูกพันกันมาเก่าๆ มิได้มี หลานก็จะเสียใจในเรื่องนี้หาได้ไม่ เพราะเรื่องก็ได้เกิดขึ้นในอดีต เป็นเรื่องเก่าที่ดับไปแล้ว และเมื่อเสียใจในเรื่องนี้ขึ้นมาได้อีก ก็ย่อม
แสดงให้เห็นว่า กรรมคือการกระทำที่เกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ แล้วเก็บไว้ในจิตเก่าๆ นั้น
ได้แสดงผลของมันขึ้นในปัจจุบันแล้ว
ถ้ารูปมิได้มากระทบตา เราก็จะไม่เห็น ถ้าเสียงมิได้มากระทบหู เราก็จะไม่ได้ยิน
โดยทำนองเดียวกัน ถ้าเรื่องแห่งความเสียใจคือกรรมเก่าๆ มิได้มากระทบกับจิต เราจะเสียใจได้หรือ? เณรลองคิดดูให้ดี
โดยเหตุนี้ เณรก็จะโต้เถียงไม่ได้ว่า กรรม คือ การกระทำ ไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจ หรือเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กรรมคืออารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเก็บไว้ในจิตได้ โดยที่ไม่เห็นมีตัวมีตนอะไรเลย มิหนำซ้ำทั้งๆ ที่ไม่มีตัวมีตน ก็ยังอุตส่าห์
สามารถแสดงผลออกให้หลานเสียใจจนได้ โดย อารมณ์เก่าๆ ที่เก็บเอาไว้ในจิตนั้นก็มี
กำลังมาก กระทบกับจิตอยู่เสมอ เณรจึงเกิดอารมณ์ใหม่ คือเสียใจอยู่มิได้หยุดหย่อน บางทีก็นอนหลับไม่ลงเสียด้วยซ้ำไป เณรมีข้อโต้แย้งอย่างไรก็ว่ามา
เณรชิต ผมไม่อาจจะโต้แย้งได้ เพราะได้แก่ตัวของผมเอง
หลวงตา เรื่องจิตก็ได้ศึกษากันมาพอสมควรแล้ว ขณะนี้เณรเพิ่งจะได้เริ่มต้น ยังมิได้เข้าสู่บทเรียนจริงจังนัก พอรู้หยาบๆ กว้างๆ เป็นพื้นไว้เท่านี้ก่อน ยังมีความจริงที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจอีก ๓ เรื่อง คือ เจตสิก, รูป และนิพพาน เมื่อหมดทั้ง ๔ นี้แล้วก็คงจะเป็นฐานรองรับในชั้นแรกได้ ต่อจากนั้นจึงจะว่ากันเรื่องจิตโดยพิสดารอีกเป็นลำดับไป![]()
โดย เฌรชิต [10 ธ.ค. 2544 , 12:10:38 น.] ( IP = 202.133.158.40 : : )
สลักธรรม 4
กราบขอบพระคุณหลวงตาและเณรชิตเป็นอย่างสูงค่ะ
อ่านสนุกและได้ความรู้ดีมากเลยค่ะ จะติดตามตอนต่อไปค่ะ น่าสนใจมากๆๆค่ะ
โดย ธัญธร ประกอบวณิชกุล [10 ธ.ค. 2544 , 22:14:34 น.] ( IP = 202.183.147.33 : : )
สลักธรรม 5
กราบขอบพระคุณหลวงตา และท่านเณรชิตเป็นอย่างสูงสำหรับธรรมะว่าด้วยเรื่องจิต เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว ขอติดตามตอนต่อไป
ขอบพระคุณในความกรุณา![]()
โดย ปราณี ตีรเศรษฐ [11 ธ.ค. 2544 , 09:16:22 น.] ( IP = 10.199.199.95 : : 10.199.199.95 )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |