| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สติปัฏฐาน : ) อย่างไรเรียกว่าถูกต้องตามฐาน
สลักธรรม 1
ดูจากภาพไปก่อนนะครับ
เพราะเรื่องนี้คงต้องใช้การอธิบายให้ฟัง
มากกว่าการอธิบายเป็นตัวอักษรนะครับ
เพราะมีโอกาสพลาดไปได้ง่ายๆครับผมโดย เทพธรรม [9 มี.ค. 2548 , 21:50:35 น.] ( IP = 61.90.82.84 : : )
สลักธรรม 2เรื่องของปัญญาที่ไม่ง่ายต่อความเข้าใจ
จะอธิบายเมื่อไหร่..
ขอไปฟังด้วยนะคะท่านอาจารย์..
(จองแถวหน้า)โดย น้องกิ๊ฟ [9 มี.ค. 2548 , 21:58:24 น.] ( IP = 203.172.117.89 : : )
สลักธรรม 3เห็นด้วยเช่นกันค่ะ
เพราะคำถามลักษณะนี้ ต้องใช้เวลาในการตอบค่อนข้างมาก
ควร ถาม-ตอบ ในชั้นเรียนที่มีครูเป็นผู้ตอบ จะดีที่สุดค่ะโดย เซิ่น [9 มี.ค. 2548 , 22:00:46 น.] ( IP = 61.91.169.223 : : )
สลักธรรม 41ทำไมต้องมีฐาน เพราะสติจะไปตั้งบนฐานนั้น
แต่ละฐานมีวิธีเหมือนกัน เลือกมา 1 ฐาน พิจรณาทีละฐาน ในพระไตรปิฏก พระสุตันตปิฏก มหาสติปฐานสูตร ได้กล่าวให้พิจรณา กายในกาย จิตในจิต เวทนาในเวทนา และธรรมในธรรม ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นสู่นิพพาน จากที่ถาม ที่ว่า รูปในรูปภายใน รูปในรูปภายนอก ก่อนอื่นมารูจักรูป กับนามก่อน ทุกสิ่งในโลก หนีไม่พ้น รูป และ นาม รูปคือสิ่งที่ไม่มีอารมย์ เช่น ความอุ่นจากร่างกาย หรือ กายของเรา ส่วนนามคือ สิ่งที่มีอารมย์ เช่น จิตไปรู้ว่ากายอุ่น เป็นต้น และส่วนคำว่า รูปใน รูปภายนอก นั่นคือการกำหนดในตัวเราเอง ไม่ใช่ภายนอกคือผู้อื่นน๊ะ อันนี้มีอีกยาวมากๆ ขอศึกษาในคัมภีร์ที่บอกไว้ข้างต้นน๊ะครับ
ถ้าทำไม่ถูกวิธีจะมีผลอย่างไรค่ะ ก็ไม่เห็นสภาพการเกิดดับ ไม่มีนิพพานเป็นอารมยณ์
2. ถ้าเรารู้แต่ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม จะเพียงพอสำหรับการกำหนดวิปัสสนาหรือไม่ เช่น รู้ว่าเวลามีรูป เสียงกลิ่น ฯลฯ เข้ามากระทบร่างกาย ก็รู้ว่าเป็นรูปที่อยู่ภายนอก ตัวรู้คือจิตเป็นนามก็อยู่ภายในตัวเรา
ยังไม่พอครับ ต้องศึกษาเพิ่ม เน้นปฏิบัติ
คือยังไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องมีฐานเพื่อการกำหนดค่ะ ต้องฝึกครับ
ถ้าสติปัฏฐานเป็นทางสายเอกไปสู่พระนิพพานแล้ว เราก็เรียนรู้แต่การกำหนดสติไม่ได้หรือคะ พระในสมัยก่อนไม่สามารถตอบคำถามได้ ว่ารูปคืออะไร นามคืออะไร มรรครวมตัวกันมีอะไรบ้าง แต่บรรลุได้ ปัจจุบันศึกษา ให้คำนิยาม แต่ไม่บรรลุ เพราะปฏิบัติไม่ถูก เราต้องเน้นปฏิบัติ ไม่ใช่ทฤษฏีโดย เริงธรรม [10 มี.ค. 2548 , 13:12:08 น.] ( IP = 202.133.166.63 : : )
สลักธรรม 5ขอขอบคุณในทุกความเห็นและคำแนะนำค่ะว่าต้องศึกษาเพิ่มเติม ได้อ่านกระทู้ที่ 6867 เพิ่มเติมแล้ว ดีมากเลยค่ะ
โดย malee [11 มี.ค. 2548 , 00:31:17 น.] ( IP = 203.170.229.241 : : )
สลักธรรม 6ฐาน เปรียบเหมือนสถานที่ที่จะใช้ทำงาน เวลาเราจะทำการงานใดก็แล้วแต่ ต้องมีที่ทำงาน เพราะภายในที่ทำงานจะมีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำงานให้สำเร็จลง งานแต่ละอย่างมีจุดมุ่งหมายต่างกัน ใช้อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน เช่น โรงงานทอผ้าต้องมีเครื่องจักรทอผ้าเป็นอุปกรณ์สำคัญ สำหรับการต่อสานเส้นด้ายให้เป็นผืนผ้า ส่วนโรงพยาบาลไม่ต้องมีเครื่องทอผ้า แต่ต้องมีอุปกรณ์การแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยและช่วยชีวิตแทน
สถานที่ที่ทำงานจึงมีความสำคัญในการช่วยกำหนดขอบเขตการทำงานให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ถ้าไม่มีที่ทำงาน คนทำงานก็จะกระจัดกระจาย ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลัง ผลงานก็ไม่เกิดขึ้น
เช่นเดียวกัน หากไม่มีฐานที่ตั้งให้สติทำงานแล้ว การรับรู้ก็จะกระจัดกระจายสังเกตยาก ได้แต่ปล่อยไปตามอารมณ์ลากพาไป มีโอกาสขาดสติได้ง่าย
การกำหนดที่ทำงานให้แก่สติ มีขอบเขตที่ชัดเจนในการระลึกรู้ มีอารมณ์เฉพาะอย่าง ทำให้เราสามารถสังเกตพฤติกรรมของจิตได้ง่ายขึ้น
ว่าโดยสาระสำคัญ หลักสติปัฏฐาน 4 บอกให้ทราบว่า ชีวิตของเรานี้มีจุดที่ควรใช้สติคอยกำกับดูแลเพียง 4 แห่งเท่านั้น คือ
- ร่างกายและพฤติกรรมของร่างกาย คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางกาย(รูป) ใน 14 ลักษณะ เช่น รู้ในอาการไหวขณะหายใจ ท่าทางต่าง ๆ เป็นต้น
- เวทนาหรือความรู้สึกสุขทุกข์ต่าง ๆ ความพอใจ ไม่พอใจ ขณะรับอารมณ์
- ภาวะจิตที่เป็นไปต่าง ๆ ขณะเกิดความโลภ โกรธ ฟุ้งซ่าน หรือสงบ เป็นต้น
- ธรรมชาติของความคิดนึกไตร่ตรอง เป็นพัฒนาการของการสังเกตชั้นสูง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการพิจารณา กาย เวทนา และจิต อย่างชำนาญและคล่องแคล่วแล้ว สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้งเงื่อนเกิดและเงื่อนดับของรูปและนาม เป็นต้น
วิธีการระลึกของแต่ละฐานมีความต่างกัน สิ่งที่ใส่ใจต่างกัน อารมณ์ไม่เหมือนกัน ความลุ่มลึกในการพิจารณาต่างกันโดย srman [12 มี.ค. 2548 , 00:40:39 น.] ( IP = 203.170.229.241 : : )
สลักธรรม 7สติเป็นผู้ทำงาน งานที่ทำคือ การระลึกรู้สึกตัว ระลึกที่ใด ที่กาย เวทนา จิต ธรรม ฐานทั้ง 4 เปรียบได้กับอุปกรณ์หรือสถานที่ที่สติใช้ทำงานนั่นเอง
เหตุที่กำหนดไว้เพียง 4 ก็เนื่องจากเรามีความคลาดเคลื่อน(วิปลาส)ทางความจำ ทางความคิด และทางความเชื่ออยู่ 4 ลักษณะ เป็นความคลาดเคลื่อน(วิปลาส)ในขณะรับอารมณ์รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นึกคิด(ตามฐานทั้ง 4)ว่า แสง เสียงเหล่านั้น มีความงาม เป็นสุข มีตัวตน และมีความเที่ยง
เราจำ คิด และเชื่อ เพียงด้านเดียวว่าร่างกาย(กาย)เป็นสิ่งสวยงาม(สุภ) ปรารถนาแต่ความรู้สึก(เวทนา)สบาย(สุข) ภาวะจิตมีความเที่ยง(นิจจะ)ไม่เปลี่ยนแปลง ธรรมชาติที่นึกคิดนั้นเป็นตัวตน(อัตตะ)บังคับได้ โดยไม่ได้คิดว่ามีอีกด้านที่ตรงข้ามกันคือ อสุภะ ทุกขะ อนิจจะ อนัตตะ
และเพราะการสังเกตได้ว่าร่างกายมีความเปลี่ยนแปลง เสื่อม ชรา แม้เป็นซากศพก็สลายไป(อสุภะ) จึงมีส่วนละความคลาดเคลื่อน(วิปลาส)ทางความจำ ทางความคิด และทางความเชื่อว่าร่างกายเป็นของงามออกไปได้ เป็นต้น
การกำหนดที่ถูกต้องจะมีลักษณะ คือ
1. มีสติกำหนดรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่หรือไม่
2. ความรู้นั้นสักแต่ว่าเป็นความรู้ อย่าไปไหวตามความรู้หรือไหวตามสิ่งใดทั้งสิ้น
3. สติก็สักแต่ว่าเป็นสติ เป็นขณะ และทุกขณะ อย่าหลงฟั่นเฟือนตามอาการ
4. ระวังใจมิให้อาศัยติดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น
5. ไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น ว่าทั้งหมดเป็นเรา เป็นของของเรา
อย่าปล่อยให้ความจำ ความคิด และความเชื่อที่เราคุ้นเคย พาไปผิดที่ผิดฐาน เช่น
เมื่ออาการนั่งปรากฏ ก็ควรกำหนดที่ท่าทางอาการที่นั่งอยู่ ไม่ใช่นึกเอาว่า รูปนั่ง การนึกอยู่ที่ใจ การนึกกับอาการจริงจะเป็นคนละอย่างกัน คนละฐานกัน เมื่ออารมณ์อยู่ที่หนึ่ง แต่เราไปกำหนดอีกที่หนึ่ง เราจะรู้ความจริงไม่ได้ เพราะความจริงอยู่ที่กาย (อาการนั่ง) แต่เราไปนึก (กำหนด) ที่ใจ คนละฐานกัน ก็จะไม่ได้ความจริงตามสภาวธรรมของอิริยาบถ (เป็นแต่สภาวที่เราสร้างขึ้นแทน)
หากกำหนดไม่ถูกที่ ไม่ถูกวิธี แต่คิดว่าตัวทำถูกแล้ว ผลก็คือ การปลูกฝังทิฏฐิให้แน่นแฟ้นขึ้น ด้วยอำนาจของสันตติ อิริยาบถ และฆนสัญญาต่อไปโดย srman [12 มี.ค. 2548 , 00:44:01 น.] ( IP = 203.170.229.241 : : )
สลักธรรม 8ถ้าสติปัฏฐานเป็นทางสายเอกไปสู่พระนิพพานแล้ว เราก็เรียนรู้แต่การกำหนดสติอย่างเดียวไม่ได้หรือ
สติปัฏฐานไม่ได้นำไปสู่พระนิพพานโดยตรง เป็นแต่ทางเดียวที่นำไปสู่ญาณปัญญาในระดับต่าง ๆ เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย
ดังนั้นการกำหนดสติเพียงอย่างเดียว จะกำหนดรู้ได้เพียงลักษณะของสังขาร ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ยังไม่ได้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้งเงื่อนเกิดและเงื่อนดับของรูปและนาม จึงไม่อาจทำลาย ความติดยึดในสุภ สุข นิจจะ และอัตตะได้ การทำลายเป็นหน้าที่ของญาณปัญญาตั้งแต่ระดับโสดาปัตติมรรคญาณ
การรู้แต่ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม จะเพียงพอสำหรับการกำหนดวิปัสสนาหรือไม่
วิปัสสนาที่ไม่ได้เกิดจากการเจริญสติปัฏฐานที่ถูกต้องมาก่อน ไม่อาจทำลายความติดยึดในตัวตนเช่นกัน ลักษณะการกำหนดสติที่ถูกต้องดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น จึงจะเป็นบาทฐานให้วิปัสสนามีกำลังพอสำหรับการเข้าถึงสภาพความติดยึด และสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้งเงื่อนเกิดและเงื่อนดับของรูปและนาม พร้อมทั้งหยุดความสัมพันธ์ดังกล่าวได้โดยไม่คลาดเคลื่อนอีกโดย srman [12 มี.ค. 2548 , 00:50:35 น.] ( IP = 203.170.229.241 : : )
สลักธรรม 9คนโบราณมักจะสอนกันสั้นๆ..แต่ก็กินความหมายดี..
"จิตคนเรามันรับรู้อะไรเองไม่ได้หรอก..
ต้องคอยรับการรายงานจากอายตนะ คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย"
ที่เรียนมา..จิตคือ ธรรมชาติรู้อารมณ์
เห็นท่าจะจริงแบบคนโบราณเขาว่า...
พอจิตรับอารณ์ที่รายงานแล้ว...ก็เอาไปจำบ้าง...คิดบ้าง..ปรุงแต่งบ้าง..ฯลฯ
สุดท้ายจิตก็สั่งให้ร่างกายทำตามที่จิตต้องการ..
การมีสติกำกับที่..ที่ทำงานทั้งสี่..
ก็เป็นอันว่าควบคุมได้หมด...
เมื่อจิตมีสติควบคุมดีแล้ว...จิตก็สงบ..
เอาความสงบของจิตนี้ไปพิจารณาธรรมต่างๆที่เข้า-ออกทุกทวาร
ก็ปฏิบัติก็จะดำเนินไปในทางถูกต้อง..
ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงสั้นๆว่า..
ปริมุขฺขํ สตริงฺ อปฺปตฺถเปตฺถวา....ให้ดำรงค์สติเฉพาะหน้า.......
เพื่อสนันสนุนทุกความเห็น..
ผมเลยขออธิบายแบบนี้เพื่อเลี่ยงคำยากในพระอภิธรรม......ครับ
โดย ลุงเล็ก [12 มี.ค. 2548 , 11:58:00 น.] ( IP = 202.57.170.111 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |