มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กรรม







ความลี้ลับกับ..กรรม..คำเดียวนี้
บทบาทมีปรากฏสองสถาน
คือความสุขและทุกข์ที่พบพาน
เป็นผลงานจากกรรมผู้นำพา

เพียงประตูของกาลคือม่านมืด
บ่มเพาะพืช..วิบาก..รากพฤกษา
รอปัจจัยให้เหมาะแก่เวลา
จึงผลิผลออกมาให้เชยชม

ใครปลูกไม้อย่างใดในเรือกสวน
ผลทั้งมวลออกตามพันธุ์อันเหมาะสม
ปลูกต้นชั่วมีผลชั่วให้ช้ำตรม
ปลูกต้นดีที่ชมคือผลดี

เจตนา..คือกล้าไม้กลางใจตน
ผู้รับผลก็คือตนไม่อาจหนี
ทั้งสุขทุกข์ตนนั่นแหละสร้างให้มี
หาใช่พรหมท่านชี้ลิขิตใคร

ก่อนก่อกรรมทำการงานสิ่งหนึ่ง
มองให้ซึ้งบึ้งประสงค์ตรงวิสัย
การกระทำครั้งนี้เพื่ออะไร
เบียดเบียนใครหรือเปล่าจงเฝ้าตรอง

เพราะสุดท้ายไปรษณีย์ที่ได้รับ
กรรมจ่าหน้าคืนกลับสู่เจ้าของ
เลือกเอาเถิดจดหมายที่ในซอง
ว่าแจกทองหรือทวงหนี้ที่โกงมา

โดย พี่ดอกแก้ว [28 มี.ค. 2548 , 18:52:58 น.] ( IP = 61.19.188.245 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ] [ 5 ] [ 6 ]


  สลักธรรม 41


สวัสดีค่ะ.. น้องพุดพัดชา...

เป็นบทเพลงที่ประกอบกับกลอนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีเลย

เพลงบางเพลงให้มากกว่าความสุนทรีย์นะคะ
เพราะนอกจากท่วงทำนองแล้ว
เนื้อหาสาระที่ปรากฏยังให้คุณค่าทางความดคิได้อีกด้วย

ขอบคุณในความห่วงใยค่ะน้องพุดคนใจงามเสมอ


โดย พี่ดอกแก้ว [29 มี.ค. 2548 , 19:06:22 น.] ( IP = 61.91.150.130 : : )


  สลักธรรม 42

จากสลักธรรมที่36 ขอสอบถามคุณดอกแก้วเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ
1.เวลาใดที่คุณเห็นรูปแล้วสุข
2.เวลาใดที่คุณเห็นรูปแล้วทุกข์
3.เวลาใดที่คุณเห็นรูปแล้วไม่สุขไม่ทุกข์
คำถามอาจยากไปนิดนึงเพราะมันก็ออกจะครอบจักรวาลไปหน่อย แต่ไม่จำเป็นต้องตอบนะครับ ให้คุณดอกแก้วคิดดูเท่านั้น แต่ถ้าจะตอบก็ไม่เป็นไรครับ

แต่คำถามนี้จะบอกเราได้ครับว่า เวทนาจริงๆแล้วอยู่ที่เรากำหนดครับว่าอะไรสุขอะไรทุกข์อะไรไม่สุขไม่ทุกข์

เหมือนที่ผมอธิบายเรื่องมีดบาดตอนมัธยม4 ถึงมีความเจ็บแผลแต่ผมยังสามารถที่จะเอาบาดแผลตัวเองไปเล่นได้ เพราะผมคิดว่าบาดแผลนั้นเป็นแผลที่มีโอกาสหาย ถ้าไม่หายอย่างน้อยถึงเวลามันก็หายเจ็บไปเองครับ ปัจจุบันมันก็ยังเป็นแผลเป็นอยู่แต่มันไม่เจ็บแล้วครับ(ไม่ใช่แฮรี่พอตเตอร์นี่ครับ)

อันนี้ผมเคยคิดบททดสอบเล็กๆอย่างนึงให้คนที่ฟังผมเอาไปทำเล่นๆ คือให้ลองปรบมือแรงๆสักครั้ง จนเจ็บมือ แล้วรอจนมือหายเจ็บ อันนี้พิสูจน์ได้แค่ว่าความเจ็บมันมาแค่ชั่วคราวครับ เมื่อเป็นแค่ชั่วคราวมันก็ไม่น่าใส่ใจหรอกครับ ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหนมันก็แค่ชั่วคราว ถึงจะเจ็บจนตายมันก็ได้แค่จนตายเท่านั้น เพราะพอเราตายแล้วผัสสะที่มีอยู่ก็ดับไปด้วย เมื่อไม่มีผัสสะก็หาความเจ็บไม่ได้หรอกครับ

สิ่งที่น่ากลัวจริงๆคือ จิตที่กำหนดแล้วเป็นเจตนา และรู้ในอารมณ์แล้วเป็นวิญญาณ ว่าอะไรทุกข์อะไรสุขต่างหากครับ อันนี้น่าจะเรียกว่าธรรมารมณ์ได้นะครับ

แม้เทวดาที่อาศัยในภพที่บรมสุข ถ้าเห็นความทุกข์ในภพอื่นก็อาจทำใจยอมรับในทุกข์ไม่ได้จนต้องจุติในภพอื่นเพราะยึดมั่นในสุข และกังวลในทุกข์ที่บัญญัติแล้ว

โดย ณฐทัต [30 มี.ค. 2548 , 07:00:05 น.] ( IP = 203.113.71.164 : : )


  สลักธรรม 43

เคยอ่านหนังสือ "ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์" ที่ "ท่านปยุต" เขียนไว้ มีข้อความตอนหนึ่งที่ท่านอ้างว่า พระพุทธเจ้าพูดศัพท์1คำเป็น2ความหมาย แต่ตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นคือประโยคนั้นพูดถึงอะไรมากกว่า ประโยคนั้นเขียนว่า "ฝึกโยคะเพื่อให้ปลอดจากโยคะ"

ประโยคนี้ตามความเข้าใจของผมนะครับ มันเหมือนกับเราอยากจะเดินทางไปอีกจังหวัดนึงที่เราไม่เคยไปมาก่อน พอเราเดินทางไประหว่างทางก็เจอโจรหลายกลุ่ม พอไปถึงเมืองก็เจอแต่คนเลว เมื่อเดินทางไปครั้งนึงแล้วเราจะอยากเดินทางไปอีกรึเปล่า ถ้าไม่อยากเราก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางอีก อันนี้คือฝึกโยคะเพื่อให้ปลอดจากโยคะครับ เพียงแต่โจรที่เจอระหว่างทางก็คือ อาสวกิเลสและความหมกมุ่นในสุขหรือทุกข์ และคนเลวในเมืองก็คือการเกิดใหม่ในชาติหน้าที่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าเป็นทุกข์เพราะก่อให้เกิดความแก่ ความเจ็บและความตายไม่จบสิ้น

ที่ผมคิดแบบนี้ก็เพื่อที่จะบอกว่าพระพุทธเจ้า เป็นพระอริยเจ้าที่ทรงมีสัจจะและทรงประกาศอริยสัจ4ประการด้วยตนเอง คงไม่พูดคำๆเดียวในสองแง่มุมหรอกครับ

โดย ณฐทัต [30 มี.ค. 2548 , 07:20:12 น.] ( IP = 203.113.71.164 : : )


  สลักธรรม 44

พี่เณรมาอ่านด้วยครับ และอยากจะให้ท่านทำความเข้าใจตรงคำว่า..เวทนา..เสียก่อนนะครับว่าคำว่า..เวทนาเป็นเจตสิกดวงหนึ่งครับ..เรียกว่าเวทนาเจตสิกครับ

คือ ความรู้สึกของคนและสัตว์ทั่วๆ ไป ซึ่งจะมีความรู้สึกอยู่ ๓ อย่างคือพอใจ ไม่พอใจ และเฉยๆ เมื่อถูกด่าก็รู้สึกไม่พอใจ เมื่อถูกชมก็จะรู้สึกพอใจ ถ้าไปด่าหรือชมคนอื่นก็จะรู้สึกเฉย ๆ ความพอใจ ไม่พอใจ หรือเฉย ๆ นี้แหละคือเวทนา เจตสิกที่เกิดในจิตใจของคนเรานั่นเอง มิใช่สิ่งอื่นใด

ดังนั้นธรรมะตัวนี้เป็นสิ่งที่ประกอบกับจิตเสมอๆเลยครับ..ถ้าได้ศึกษามาในปิฏกเดียวกัน ก็คงคุยกันได้ไม่ผิดทางจากที่เราท่านเคยเรียน

เรียกว่าสนทนาธรรมครับ และคงจะก้าวไปสู่วิธีการคุยกันในเรื่องของอารมณ์ หรือเรียกว่าของกรรมฐาน ที่จะรู้ได้ว่า สุข หรือทุกข์เกิดตรงไหน ตอนไหน ในเรื่องของวิถีจิตต่อไปได้อย่างสะดวกครับผม..พี่เณรขอแจมแค่นี้ละครับผม

ด้วยความปรารถนาดีครับ...พี่เณร

โดย พี่เณร [30 มี.ค. 2548 , 08:43:27 น.] ( IP = 61.90.118.189 : : )


  สลักธรรม 45


เข้ามาอ่านอีกรอบค่ะ

ขอบคุณพี่เณรค่ะ ที่มาแจมเรื่องเวทนาก่อน

โดย พี่ดา [31 มี.ค. 2548 , 20:00:35 น.] ( IP = 61.91.180.30 : : )


  สลักธรรม 46

มาติดตามกระทู้เรื่องกรรมอีกครั้ง ตามที่พี่เณรแนะนำค่ะ

อ่านทบทวนตั้งแต่ความเห็นแรก ๆ เรื่อยมา ได้อรรถรสแปลกใหม่กับความเห็นและลีลาทักทายด้วยภาษาธรรมของพี่ดอกแก้วแล้ว กำลังชื่นชมว่า อืม...อันนี้จริง อื้มม...อันนี้ใช่เลย อู๋ย..อันนี้เขียนดี... อมยิ้มแก้มเมื่อยเลย ถ้าไม่สะดุดซะก่อน

ฮั่นแน่...เจอคุณพี่อีกแระ สวัสดีค่ะ

อ่านที่คุณพี่ลงไว้ คล้ายกับจะมีความหลังอะไรกับเวทนา สัญญา ผัสสะ วิญญาณวนเวียนอยู่ เห็นพยายามใช้คำเหล่านี้ในหลายกระทู้เหมือนกันนิคะ

คิดอยู่ว่ามีในอรรถกถา ฎีกา ปิฎกไหนหนอ ในเรื่องหายเจ็บได้เอง หรือบอกว่าเวทนาอยู่ที่การกำหนด ดูเหมือนบังคับได้ (เอ่...อย่างงี้ถ้าไม่กำหนด ก็ไม่มีเวทนาใช่มั๊ยหนอ ถ้าถูกน้ำร้อนเทใส่ขา แล้วพยายามไม่กำหนด จะไม่มีเวทนาใช่มั๊ยหนอ หรือไม่ เราก็กำหนดว่า เย็น เย๊น เย็น ขาเราจะเย็นอย่างที่กำหนดหรือหนอ ) คุณพี่คงจะมีแรงจูงใจอะไรดีหรือ จึงใช้ความหมายอย่างนั้น

ไม่รู้คำนี้ออกมาได้ไง อ๋อ...เป็นดีกู ไม่ใช่ฎีกาหร็อก เข้าใจ๋ ?

อ้าว...ขออภัยค่ะ...ไม่สุภาพ...ไม่สุภาพ...อีกแระ

โดย น้องถ้วย [1 เม.ย. 2548 , 06:26:12 น.] ( IP = 203.170.228.172 : : )


  สลักธรรม 47

สนุกดีนะเนี้ยได้มาอ่านคมความคิดของแต่คนคนดีๆๆๆ อย่างนี้จ้อยชอบ

ไม่จืดดีมีหลายรสชาติตอบกันต่อนะครับ

เดี๋ยวมาอ่านอีกครับ

โดย หนูจ้อย [1 เม.ย. 2548 , 09:26:39 น.] ( IP = 61.91.76.76 : : )


  สลักธรรม 48

น้องถ้วยจ๋า อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ถ้าจะบอกว่าความเจ็บปวดเป็นได้อย่างมากก็แค่รูปที่เราสัมผัสได้เท่านั้นแหละครับ ส่วนเราจะไปรู้สึกว่ามันดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่ความรู้อารมณ์(ธรรมารมณ์หรือวิญญาณ)ของเราครับ ว่าถ้าเจอแบบนี้เราจะรู้สึกดีรึเปล่า ถ้าเจออีกแบบนึงเราจะรู้สึกอย่างไร จะว่ามันเป็นขันธ์5ที่เกิดก่อนเราจะรับรุ้รูปนั้นๆก็พอจะว่าได้ครับ

ความเจ็บของบาดแผลมันไม่หายไปไหนหรอกครับยกเว้นว่าเราจะไม่สนใจความเจ็บของบาดแผลเท่านั้น นั่นก็แค่เราไม่สนใจครับ เหมือนกับเราจะอ่านหนังสือเล่มนึง ถ้าเราไปสนใจสิ่งอื่นเราก็อ่านหนังสือเล่มนั้นไม่รู้เรื่อง แต่หนังสือมันยังอยู่บนตักเรา มันน่าจะเป็นเรื่องที่เราพบเจอกันเป็นปกติในชีวิตประจำวันนี่ครับ ส่วนจะเป็นปิฏกเดียวกับพี่เณรรึเปล่าผมก็ยังไม่ยืนยันครับ
ที่ผมบอกว่าการไม่ใส่ใจในเวทนา อันนี้อ่านในเรื่องของสติปัฏฐานก็มีเขียนถึงครับ ในส่วนของศีลขันธวรรคก็มีหลายพระสูตรเลย

อันนี้ถ้าเคยมีใครอ่านเรื่องสามก๊ก ตอนที่กวนอูให้หมอฮัวโต๋ขูดกระดูกจะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาเลยครับ กินเหล้าเดินหมากตอนที่ผ่าตัดโดยไม่ใส่ยาสลบนี่ มันแทบเป้นตัวอย่างของการดึงความสนใจออกจากเวทนาที่จะเกิดกับแผลผ่าตัดเลยนะนี่

โดย ณฐทัต [1 เม.ย. 2548 , 10:37:48 น.] ( IP = 203.113.71.166 : : )


  สลักธรรม 49

อย่างเรื่อง "ดีกู" นี่ผมมองแค่ว่าคุณน้องเข้าใจที่ผมเขียนผิดเท่านั้นครับ อย่างที่เพิ่งอธิบายไปว่า ความเจ็บแผลมันก็ยังมี แต่เราไม่ใส่ใจได้ เมื่อไม่ใส่ใจเราก็ไม่เกิดอารมณ์กับแผลนั้นก็ไม่มีทุกข์หรือสุข แค่รู้ว่าเจ็บเฉยๆ เท่านั้น ดีใจที่เกิดแผลหรือโกรธแผลๆมันก็ไม่หายหรอกครับ

ส่วนเรื่องที่ให้ทดลองปรบมืออย่าไปหาในพระไตรปิฏกเลยครับ เป็นแค่แนวคิดเล่นๆของผมเท่านั้น แต่ถ้าคนทดลองทำดูก็จะเห็นเองครับว่า ความเจ็บมันหายไปเองจริงๆโดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่รอเท่านั้น

แม้แต่ตอนเป็นไข้ไม่สบาย ถ้าพิจารณาดูดีๆแล้วเราจะเห็นว่าสิ่งที่เราทำคือ กินข้าว กินยาลดไข้แล้วก็พักผ่อน ถึงเวลามันก็หายเองเหมือนกันครับ แค่เราไม่ได้ทำให้ร่างกายเราร้อนขึ้นหรือเย็นลงจนรับไม่ได้เท่านั้นเอง แทบพูดได้ว่าเราไม่ก่อกรรมเพิ่มขึ้นกับร่างกายเราเลย ยกเว้นกรรมที่ทำให้เรามีชีวิตต่อไปได้เท่านั้น

โดย ณฐทัต [1 เม.ย. 2548 , 10:55:46 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )


  สลักธรรม 50

ส่วนที่เขียนว่าเวทนาอยู่ที่เรากำหนดนี่ ก็อย่างที่เขียนมาในสองสลักธรรมที่ผ่านมาครับ ขันธ์ที่เกิดในรอบแรกหรือปฐมภูมิมันก่อให้เกิดธรรมารมณ์ขึ้นมาให้เรารับรู้ได้ด้วยใจ แต่พอเราเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายกันกับความรับรู้อารมณ์ที่เกิดแล้วในขั้นปฐมภูมิ อันนี้แหละครับ อารมณ์ที่เกิดกับสิ่งที่รับรู้มาในช่วงหลังมันก็ติดอยู่กับธรรมารมณ์เดิมๆ ว่าอันนี้ดีอันนี้ไม่ดีก็เกิดเป็นเวทนาที่บอกได้ว่าอะไรทุกข์อะไรสุข

อย่างที่พวกเรารู้กันละครับว่าศาสนาพุทธมีเหตุมีผล เรารุ้แล้วว่าธรรมารมณ์เกิดแล้ว และเราไม่รู้วิธีที่จะดับธรรมารมณ์นั้น สิ่งที่ทำได้ก็มีอยู่อีกทางเดียวครับคือ มองรูปที่เห็นนั้นเป็นแค่รูปที่มันเป็นเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวทนาตามธรรมารมณ์ที่มีอยู่ ว่ารูปนี้มันสุขหรือทุกข์อย่างไร

เกิดก็คือเกิด แก่ก็คือแก่ เจ็บก็คือเจ็บ ตายก็คือตาย มันมีอยู่แค่นั้นนี่ครับ จะเห็นจากคนอื่นหรือเจอเองก็มีอยู่แค่นั้น ไม่มากไปกว่านั้นหรอกครับ

โดย ณฐทัต [1 เม.ย. 2548 , 11:12:33 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
[ 1 ][ 2 ][ 3 ][ 4 ] [ 5 ] [ 6 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org