มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


search กระทู้อ่านแล้วเจอกระทู้หนึ่งไม่เคลียร์ค่ะ




เรื่องกระเทยค่ะ
มีบางท่านได้เขียนหรือพูดไว้ว่า
"ผู้ที่เป็นกระเทย ต้องไม่ให้บวช หรือบวชแล้วจะต้องสึก" หนูเห็นทั้งประเทศไทยนี่มีเยอะนะคะ
ที่ไหนก็มี ดีก็มี เลวก็มี
หนูคิดว่า เราควรจะดูที่การปฏิบัติของแต่ละท่านมากกว่า ไม่ใช่ว่าเป็นพระกระเทยจะดีทั้งหมด จะเลวทั้งหมด
พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าต่างหากที่ควรถือปฏิบัติ เป็นพระผู้ชายแท้ยัง......เลยค่ะ (คิดเอาเองนะคะ)

โดย หนูนิด - [3 เม.ย. 2548 , 13:53:04 น.] ( IP = 203.151.140.115 : : 203.113.50.16 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

สวัสดีค่ะหนูนิด

เรื่องของความคิดเห็นนั้น ยากที่จะจำกัดขอบเขตให้อยู่บนบรรทัดฐานเดียวกันได้ ถ้ายิ่งมีความรู้และความเข้าใจที่ต่างกันด้วยแล้ว ก็ยากที่จะลงรอยกันได้

เรื่องที่หนูนิดถามมานี้เราต้องพิจารณาเป็นส่วนๆไปนะคะ ส่วนแรกคือเรื่องของวินัยธรรมซึ่งปรากฏหลักฐานในพระไตรปิฎกว่า ...

เรื่องห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบท

[๑๒๕] ก็โดยสมัยนั้นแล บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ. เธอเข้าไปหาภิกษุหนุ่มๆ แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. ภิกษุทั้งหลายพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูกพวกภิกษุพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกสามเณรโค่งผู้มีร่างล่ำสัน แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. พวกสามเณรพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์ จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูกพวกสามเณรพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกคนเลี้ยงช้าง คนเลี้ยงม้า แล้วพูดอย่างนี้ว่า มาเถิด ท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. พวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้า ประทุษร้ายแล้วจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นบัณเฑาะก์ บรรดาพวกสมณะเหล่านี้ แม้พวกใดที่มิใช่บัณเฑาะก์ แม้พวกนั้นก็ประทุษร้ายบัณเฑาะก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสมณะเหล่านี้ก็ล้วนแต่ไม่ใช่เป็นผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์.

ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้า พากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย.


โดย น้องกิ๊ฟ [3 เม.ย. 2548 , 23:19:26 น.] ( IP = 202.183.162.116 : : )


  สลักธรรม 2

เรื่องห้ามคนลักเพศและคนเข้ารีดมิให้อุปสมบท

[๑๒๖] ก็โดยสมัยนั้นแล บุตรของตระกูลเก่าแก่คนหนึ่ง เป็นสุขุมาลชาติ มีหมู่ญาติที่รู้จักกันในตระกูลหมดสิ้นไป. ครั้งนั้น เขาได้มีความดำริว่า เราเป็นผู้ดี ไม่สามารถจะหาโภคทรัพย์ที่ยังหาไม่ได้ หรือไม่สามารถจะทำโภคทรัพย์ที่หาได้แล้วให้เจริญงอกงาม ด้วยวิธีอะไรหนอ เราจึงจะอยู่เป็นสุข และไม่ต้องลำบาก แล้วคิดได้ในทันทีนั้นว่า พวกสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้แล มีปกติเป็นสุข มีความประพฤติเรียบร้อย ฉันอาหารที่ดี นอนในห้องนอนอันมิดชิด ถ้ากระไร เราพึงจัดแจงบาตรจีวร โกนผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดเสียเอง แล้วไปอารามอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลาย.

ต่อมา เขาได้จัดแจงบาตรจีวร โกนผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดเอง แล้วไปอารามกราบไหว้ภิกษุทั้งหลาย.

ภิกษุทั้งหลายถามว่า คุณมีพรรษาได้เท่าไร?
เขาย้อนถามว่า ที่ชื่อว่ามีพรรษาได้เท่าไร นั่นอะไรกัน ขอรับ?
ภิกษุทั้งหลายถามว่า อาวุโส ใครเป็นพระอุปัชฌาย์ของคุณ?
เขาย้อนถามว่า ที่ชื่อว่าพระอุปัชฌาย์ นั่นอะไรกัน ขอรับ?
ภิกษุทั้งหลายได้แจ้งเรื่องนั้นต่อท่านพระอุบาลีว่า อาวุโสอุบาลี ขอนิมนต์ท่านสอบสวนบรรพชิตรูปนี้.
ครั้นเขาถูกท่านพระอุบาลีสอบสวน จึงแจ้งเรื่องนั้นให้ทราบ. ท่านพระอุบาลีได้แจ้งให้ภิกษุทั้งหลายทราบแล้ว. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ คนลักเพศ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ ผู้ไปเข้ารีดเดียรถีย์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้ว ต้องให้สึกเสีย.

โดย น้องกิ๊ฟ [3 เม.ย. 2548 , 23:21:53 น.] ( IP = 202.183.162.116 : : )


  สลักธรรม 3

สำหรับเรื่องดี-เลวนั้น ...มีปรากฏได้ทุกหมู่กลุ่ม และอาชีพ ไม่จำกัดไว้เฉพาะพระภิกษุ เช่น มีอาชีพเป็นตำรวจแต่ประพฤติตนเป็นโจร มีอาชีพเป็นครูแต่ค้ายาบ้า มีอาชีพเป็นยามรักษาการณ์แต่แอบนอนหลับในขณะปฏิบัติหน้าที่ ..อย่างนี้เป็นต้น และก็หมายรวมถึงกะเทยดีและไม่ดีด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือไม่ก็ตาม

และก็ไม่น่าแปลกใจที่จะปรากฏว่า มีพระภิกษุที่ประพฤติผิดธรรมวินัย เพราะตราบใดที่แต่ละท่านยังไม่เป็น "พระสงฆ์ ตามหลักสุปฏิปัณโณ"ที่หมายถึงพระอริยบุคคลแล้วละก็ ความประพฤติย่อมมีเรื่องไม่งามปรากฏให้เห็นได้แน่ค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [3 เม.ย. 2548 , 23:30:11 น.] ( IP = 202.183.162.116 : : )


  สลักธรรม 4

คุรั


เก่งจังครับน้องกิ้ฟ เอาคำตอบนี้มาตอบได้ดีเลย พี่เณรไม่ถนัดตอบแบบนี้เลยคร๊าบบบ

โดย พี่เณร [4 เม.ย. 2548 , 07:57:17 น.] ( IP = 61.90.118.74 : : )


  สลักธรรม 5

ตอบได้ไม่เคลียร์ค่ะคุณน้องกิ๊ฟ
จริง ๆ แล้วจุดประสงค์ก็คืออยากจะต้านที่ว่า
ทำไมถึงห้าม ถ้าเขาคนนั้นต้องการจะศึกษาพระธรรม
จริง ๆ ก็น่าจะดีกว่า คนเลวที่เป็น
ชายแท้ ๆ ไปบวช

โดย หนูนิด [4 เม.ย. 2548 , 09:50:50 น.] ( IP = 202.28.27.3 : : 10.13.1.72 )


  สลักธรรม 6

ก็ตอบชัดเจนแล้วนี่คะว่า เป็นข้อห้ามเพราะเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ว่าห้ามคนประเภทนั้นๆบวช สำหรับเหตุผลโดยละเอียดว่าทำไมนั้นไม่อาจเอื้อมที่จะชี้แจงเพราะไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดจริงๆ แต่มั่นใจได้ว่าต้องไม่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาแน่ๆจึงได้ทรงห้ามไว้

สำหรับความเห็นส่วนตัวที่บอกว่าน่าจะดีกว่าชายแท้ ที่บวชแล้วประพฤติมิชอบ... นั่นก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวค่ะ และก็ดูสวนทางกับพระพุทธบัญญัติด้วยนะคะ

ถ้าต้องการให้เสรีภาพและประเมินประสิทธิภาพกันอย่างถูกต้อง ก็คงต้องแก้ไขวินัยธรรมกันใหม่ละค่ะ(ถ้ากล้าแก้) ..เหมือนกับการแก้ไขกฎหมายไงคะ ที่อันไหนล้าสมัยไม่เอื้อต่อสิทธิเสรีภาพก็แก้ไขเสียใหม่ ..มิฉะนั้นแล้ว การต้านของหนูนิดก็เป็นญัตติที่ต้องตกตั้งแต่วาระแรกแล้วค่ะ เพราะขาดคุณสมบัติของตัวบุคคลมาตั้งแต่แรก

ส่วนตัวแล้วเห็นว่า บุคคลเหล่านั้นเมื่อไม่ได้รับสิทธิให้เข้ามาบวชก็ยังสามารถทำความดีได้นี่คะ ...ประพฤติปฏิบัติตนและศึกษาพระธรรมไปตามความสามารถที่มีนั่นแหละดีที่สุด หยุดน้อยออกน้อยใจ และเริ่มต้นรักษากาย วาจา ใจไว้ในธรรม ก็งามและน่าสรรเสริญในความเป็นคนดีกว่าบุรุษเพศอกสามศอกที่ประพฤติทุจริตเป็นไหนๆ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 เม.ย. 2548 , 11:34:39 น.] ( IP = 203.113.67.40 : : )


  สลักธรรม 7

พุทธศาสนาที่เรานับถือกันอยู่นี้ เป็นพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ตั้งขึ้น ดังนั้นการบัญญัติให้หรือห้ามสิ่งใดไว้ เราต้องยอมรับ และเชื่อฟังพระบรมศาสดา ถ้าเราไม่ยอมรับ ก็ไม่สมควรอยู่ในศาสนาของท่าน และถ้าจะแก้ไข ก็ควรไปตั้งศาสนาใหม่เองเถิดครับ ตั้งตัวเป็นศาสดาใหม่ไปเลยเถิดครับ ไม่มีใครห้าม แต่จะมาแก้กฏของเดิมที่พระพุทธเจ้าท่านตั้งไว้ เราไม่มีสิทธิ์ขอครับ

โดย น้ำใส (namsai) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2548 , 21:50:55 น.] ( IP = 203.107.211.60 : : )


  สลักธรรม 8

อันนี้ผมเข้าใจว่าแค่ห้ามบวชเท่านั้นครับ ส่วนจะศึกษาก็น่าจะได้ครับ เห็นในสมัยพุทธกาลก็ยังมีพราหมณ์ในลัทธิต่างๆมาขอให้พระพุทธเจ้าสอนตั้งหลายคน ก็ยังไม่พบคนที่พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้เป็นอุบาสก อุบาสิกาครับ พระเจ้าอชาติศัตรูก็เป็นคนหนึ่งที่คิดได้ว่าตนเองไม่สมควรบวชเพราะกระทำปิตุฆาตก็ไม่ได้บวชครับ แต่ก็ยังขอเป็นอุบาสกได้ครับ
แต่การศึกษาพระธรรมอย่างน้อยๆควรที่จะเห็นตัวเองเป็นอย่างที่ตัวเองเป็นก่อนครับ คือเห็นกายว่าเป็นชายหรือหญิงได้ และเข้าใจว่าตนเป็นหญิงหรือชาย นี่คือเข้าใจตามที่เป็นจริงครับ ถ้ายังยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้จะยอมรับความจริงข้ออื่นได้อย่างไร เมื่อยอมรับไม่ได้จะบวชเรียนยังไงก็ไม่มีประโยชน์ครับ
เหมือนเด็กนักเรียนครูบอกให้ท่องหนังสือก็ไม่ท่องแล้วจะจำบทเรียนได้อย่างไร เมื่อจำบทเรียนได้แล้ว ครูบอกให้ทำการบ้านก็ไม่ทำแล้วจะเข้าใจโจทย์แบบฝึกหัดในแต่ละกรณีได้อย่างไร เมื่อไม่รู้จะเอาสิ่งที่ท่องจำไปใช้ยังไง ครูจะให้ผ่านไปได้อย่างไร เมื่อผ่านไปไม่ได้ก็คือสอบตกครับ ถ้าตกแล้วตกอีกครูก็คงจะไล่ออกเสียยังดีกว่าครับ

โดย ณฐทัต [7 เม.ย. 2548 , 16:02:50 น.] ( IP = 203.113.71.164 : : )


  สลักธรรม 9

สวัสดีค่ะคุณน้ำใสและคุณณฐทัต

หนูนิดคงไม่ได้กลับมาอ่านอีก ...ตอนนี้ก็เลยยังไม่ทราบว่าหนูนิดคิดอะไรอยู่ ..ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกค่ะคุณน้ำใส ...เพราะพุทธบริษัทนั่นเองแหละที่เป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง ...ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีการปรับเปลี่ยนอะไรไปเรื่อยๆตามประสาคนโง่เขลาเบาปัญญาที่มีมากขึ้นๆๆ...

และก็เห็นด้วยกับคุณณฐทัตที่บอกว่ากะเทยก็มีสิทธิที่ศึกษาพระธรรมได้ ..เพราะพระพุทธบัญญัตินั้นเพียงห้ามมิให้บวชเป็นภิกษุเท่านั้นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [7 เม.ย. 2548 , 20:44:34 น.] ( IP = 61.19.188.145 : : )


  สลักธรรม 10

เอ่อ มีสิทธิเรียนรู้ก็ใช่ครับ แต่จะศึกษาได้รึเปล่ามันอีกเรื่องนะครับ อย่างที่บอกครับถ้ารับข้อเท็จจริงพื้นฐานไม่ได้ก็ไม่น่าจะรับข้อเท็จจริงอื่นๆได้ครับ
อย่างที่ผมพยายามบอกว่าความเจ็บเป็นได้แค่ชั่วคราวถึงเวลาหายมันก็หายไปโดยให้ทดลอง ปรบมือ แล้วรอจนมือหายเจ็บเป็นข้อพิสูจน์ หรือไม่ก็คิดไปถึงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วหายจากเจ็บไข้หรือตายไปเลย กรณีหายจากเจ็บไข้นี่ก็เห็นอยู่ว่าอาการเจ็บไข้หายไป ส่วนคนที่ตายก็ยังไม่เคยเห็นศพๆไหนมันร่ำไห้คร่ำครวญว่าเจ็บจังเลย ปวดจังเลย พอตายก็สงบนี่ครับ ใครเคยเห็นศพนอนบ่นมั่งละครับ

โดย ณฐทัต [8 เม.ย. 2548 , 06:32:04 น.] ( IP = 203.113.71.165 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org