| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปัญญาคืออะไร? 5.
สลักธรรม 1ข้อที่ ๙. อตฺถิ สตฺตโอปปาติกา ปัญญารู้ว่า โอปปาติกสัตว์นั้นมีอยู่ โอปปาติกสัตว์ ได้แก่ผู้เกิดขึ้นมามีกายละเอียดเติบโตขึ้นมาทันทีเป็นตัวตนขึ้นมาเลย ซึ่งแตกต่างกับมนุษย์ที่เกิดขึ้นมา ค่อยๆ เติบโตที่ละน้อยๆ
โอปปาติกะนั้นก็มี สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา และพรหม สัตว์ๆ ดังกล่าวมาเป็นรูปปรมาณูที่ละเอียดมากที่สุด มองเห็นหรือถูกต้องไม่ได้
สมมติว่าเซลล์ต่างๆ ที่ประกอบเป็นตัวของเราอันถ่ายทอดมาจากพ่อแม่หายไป มีแต่ประสาทตา(ประสาททางธรรมะ) ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกาย มีแต่ประสาทเฉยๆประชุมกันอยู่ สมมติเอาเป็นตัวของผมก็ได้ยืนบรรยายอยู่ ถ้าเช่นนั้น ท่านมองเห็นตัวผมได้ไหมถ้าหากว่าเซลล์ในร่างกายของผมสูญหายไป เหลือแต่ระบบประสาทเท่านั้น ผมก็กลายเป็น โอปปาติกะไป ท่านก็จะมองเห็นตัวผมไม่ได้เลย แล้วก็พูดออกมาเป็นเสียงไม่ได้เหมือนกัน
การที่เราเห็นกันได้เพราะมันมีเซลล์ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ เซลล์ที่เป็นรูปต่างๆที่ประกอบเป็นร่างกายขึ้นมาเป็นกล้ามเนื้อ เป็นกระดูก แล้วรวมกันเข้าซึ่งเป็นของหยาบ
แต่ระบบประสาทหาได้ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ โดยตรงไม่ หากแต่มาจากอำนาจของกรรมชรูป คือจากอำนาจกรรมที่ทำไว้แต่ชาติก่อน ผลิตประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกาย และอื่นๆ ขึ้นมา (โปรดดูจากสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา ของอภิธรรมมูลนิธิ)
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 09:50:40 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
สลักธรรม 2บุคคลทั้งหลายที่เป็นคนสมัยใหม่ศึกษาวิชาการในทางโลกมามาก ย่อมจะไม่เชื่อถือในเรื่องเหล่านี้ก็เพราะไม่ย่อมศึกษาหาความจริงจากพระอภิธรรมปิฎกนั้นเอง สำหรับตัวผมเองก็มิได้แตกต่างกับคนทั้งหลายเท่าใดนัก ในสมัยก่อนใครมาพูดกับผมถึงเรื่องนี้ ผมก็จะเห็นว่าเป็นการเพ้อฝันลมๆ แล้งๆหาว่าผู้ใหญ่โบราณเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงอะไรเลยสักนิด เพราะพวกผู้ใหญ่ในสมัยนั้นไม่ได้เรียนวิชาการสมัยใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งวิชาวิทยาศาสตร์
ผู้ใดก็ตามถ้ารู้ว่าโอปปาติกะนั้นมีอยู่จริงๆ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดาและพรหมมีอยู่ บาปและบุญส่งให้ไปเกิดเป็นสัตว์เหล่านี้ได้ ผู้ใดมีความเชื่ออย่างนี้ จึงชื่อว่ามีปัญญา
แต่ว่าปัญญานั้นมีหลายชั้น บางคนหลงงมงายไม่ได้อาศัยเหตุผล เชื่อมั่นว่าเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ และเกิดขึ้นมาเอง มีความสามารถดลบันดาลได้ บนบานศาลกล่าวหรือให้สินบนแล้วก็จะเป็นไปตามที่บนบานนั้น เราก็เรียกบุคคลเหล่านี้ว่าไม่มีปัญญา มีโมหะเข้าครองงำ
สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อผลของกรรม ไม่เชื่ออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่ามีอำนาจทางจิต มีการสนับสนุนได้ตามสมควร ก็จะกลับกลายเป็นบุคคลที่มีความหลงงมงายไปเหมือนกัน เพราะความจริงมีอยู่หาได้รู้เท่าทันไม่
อนึ่ง ปัญญาที่เกิดขึ้นจะต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าเชื่อไปทุกสิ่งทุกอย่างตามที่บอกเล่ากันต่อๆ มา แล้วก็เป็นปัญญาเกิดมาได้ ด้วยเหตุนี้ ปัญญาจึงแบ่งออกเป็นหลายชั้นแม้ความเชื่อว่ากรรมที่กระทำลงไปแล้วนั้นมีผลสนองตอบแก่ผู้กระทำให้ไปเกิดเป็นโอปปาติกะ ก็เป็นปัญญาได้เหมือนกันแต่มีกำลังน้อยด้วยไม่ใช่เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยเหตุผล
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 09:51:49 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
สลักธรรม 3ข้อ ๑๐.อตฺถิโลเก สมณพรหรหฺมณา สมฺมาปฏิปนฺนา ปัญญาที่รู้ว่า สมณพรหมณ์ผู้ปฏิบัติชอบนั้นมีอยู่ และผู้มีความรู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์ ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้นั้นมีอยู่ในโลกนี้
บุคคลบางคนมีความสามารถรู้เรื่องของโอปปาติกะ บางท่านมีอำนาจของอภิญญาณจิตรู้เรื่องชาติก่อนได้มีความรู้ว่าสัตว์ที่ตายลงไปแล้วจะไปเกิดในชาติหน้าได้บุคคลผู้มีความรู้ดีเหล่านี้มีอยู่
นอกจากนั้น ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เช่นปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติวิปัสสนา ย่อมจะได้รับผลเกินความคลาดหมายของคนทั้งหลาย มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องเหลาไหล เพราะคิดว่าการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านั้นข่มหรือทำลายกิเลสของตนออกไม่ได้หรือไม่เป็นความจริง กิเลสมีอยู่อย่างไรนั้น ก็กล่อมเกลาสั่งสอนกันไปเบาบางได้ บางท่านนั้นจะฆ่ากิเลสออกไม่ได้
ไม่เชื่อเรื่องมรรคผล ไม่เชื่อเรื่องอำนาจของจิตที่สามารถมีอิทธิฤทธิ์ได้ ไม่เชื่อว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีอภิญญาจิตรู้เรื่องในอดีตในอนาคตได้ ความไม่เชื่อดังกล่าวเป็นผู้ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิตอันลึกซึ้ง ชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีปัญญา
กัมมัสสกปัญญารวมทั้งหมดด้วยกันมี ๑๐ ข้อ ท่านทั้งก็เห็นได้ว่า มีเรื่องของการเชื่อเทวดาอยู่ ๒ ข้อ คือ ข้อที่ ๓ ที่ว่า อตฺถิ หฺตํ การบวงสรวงบูชาเทวดานั้น ย่อมมีผลตามสมควร และข้อที่ ๔ อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา คือ โอปปาติกะ สัตว์นั้นมีอยู่จริงๆ
ใครไม่เชื่อก็ได้เชื่อว่า ไม่มีปัญญา ทั้ง๒ ข้อนี้คนส่วนมากพากันยิ้มหยันมีความเห็นตรงกับข้าม ผมจึงให้ท่านนักศึกษาพิจารณาดู แต่อย่างไรก็ดี ทั้ง๑๐ ข้อนี้ ท่านจะเชื่อข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อก็ได้ หรือทั้ง๑๐ ข้อก็ยิ่งดี แต่จะมีเหตุผลอยู่ในใจ ไม่ใช่รับฟังมาแล้วก็เชื่อตามๆ กันไป ผู้ที่มีความเชื่อข้อใดข้อหนึ่ง หลายข้อ หรือทั้งหมดก็ได้ ชื่อว่ามีปัญญา
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 09:52:38 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
สลักธรรม 4ทำไมจึงชื่อว่ามีปัญญา ทั้งนี้ก็เพราะทั้ง ๑๐ ข้อนี้เป็นความจริง และเป็นความจริงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตด้วย ถ้าเราไม่เชื่อในเรื่องเหล่านี้ ไม่เชื่อว่าชาติหน้ามี ไม่เชื่อว่าสัตว์นรกและเทวดามี เมื่อเราไม่เชื่อแล้ว เรื่องของชีวิตอันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดอย่างยิ่งยวด ก็มิได้ถูกแก้ไข ขอให้ท่านลองคิด เจตนาของบุคคลที่ไม่เชื่อถือเหล่านี้ว่าจะเป็นอย่างไร
เมื่อปัญญาไม่มีที่จะรู้ความจริงของชีวิตเสียแล้วจะทำประโยชน์ ให้แก่ชีวิตได้แค่ไหนเล่า จะแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตได้อย่างไรเล่า แม้การกระทำบุญกุศลอย่างไร ทำเท่าใดก็เป็นวัฏฏคามินีกุศล คือกุศลชนิดที่เวียนว่ายเกิด หรือต้องเกิดต้องตายต้องเวียนว่ายท่องเที่ยวอยู่ในกองทุกข์ใหญ่ น้อยทั้งปวง
แม้จะกินอิ่มนอนหลับ ถึงแม้ว่าจะได้รับอารมณ์ที่ดีๆ อยู่เสมอ ก็หนีความทุกข์ไปไม่พ้น หนีการที่จะต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตไปไม่ได้ ต้องแก้ไขอยู่ตดอดเวลา ไม่เหมือนกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาซึ่งเป็นการสร้างหนทางอันประเสริฐให้แก่ชีวิต
หนทางนี้มีอยู่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น หนทางพ้นทุกข์นี้ทางเดียวเท่านั้นเรียกว่า วิวัฏฏคามินีกุศล อันได้แก่กุศลผลบุญที่จะนำให้พ้นไปจากทุกข์ภัยใหญ่น้อยทั้งปวงได้ตลอดนิรันดร และไม่ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไป
แต่กุศลชนิดนี้อยู่ที่ไหน จะศึกษากันได้อย่างไร ในพระพุทธศาสนาได้สอนความจริงแท้แน่นอน ความจริงที่มั่นคงอันไม่แปรผันว่าสัตว์ทั้งหลายผู้ซึ่งได้ตั้งต้นมีชีวิตขึ้นมาแล้วจะต้องมีทุกข์จะต้องแก้ปัญหาไห้แก่ชีวิตอยู่ตลอดเวลา ทั้งกลางคืนและกลางวัน ทั้งเวลาหลับเวลาตื่น แก้โดยตรงบ้าง แก้โดยปริยายบ้าง ตัวอย่างเช่นเวลานอนหลับ เราแก้โดยปริยาย คือร่างกายก็ทำงาน แก้ไปโดยไม่รู้ตัว แต่เราต้องพยายามแก้โดยอ้อมคือ ต้องหายใจต้องพลิกไปพลิกมาร่างกายก็ต้องสึกหรอ เช้าขึ้นก็ต้องเติมเพลิงหรือพลังงามลงไป เชื้อเพลิงหรือพลังงานก็มิใช่จะหามาได้ง่ายๆ สะดวกดาย
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 09:55:36 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
สลักธรรม 5ฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ว่าเกิดเป็นสัตว์นรก ไม่ว่าจะเกิดเป็นเทวดาเป็นพรหม แล้วแต่มีปัญหาชีวิตทั้งนั้น และถ้าไปเป็นเทวดา เป็นพรหม มีความสุขมากขึ้น แต่มีความจอมปลอม ทั้งหาได้จีรังยั่งยืนไม่ ด้วยเหตุว่า เทวดาหรือพรหมนั้นก็อยู่ในฐานะเป็นโลกเป็นโลกีย์ ต้องแตกดับต้องพินาศฉิบหายไปเหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพ้นจากการเป็นเทวดา เป็นพรหมแล้วบางทีก็พลัดหลงตายแล้วลงไปเป็นมนุษย์ แล้วต่อไปอาจเป็นสัตว์นรกอีก ก็เป็นไปได้ไม่ยาก ความเวียนว่ายตายเกิดจึงชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตไม่ได้หยุด
ตั้งแต่ตื่นนอนเช้าไปจนกระทั้งถึงหลับนอน ตั้งแต่เกิดไปจนตาย แล้วก็ไปแก้กันในชาติใหม่ต่อไป การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์แล้ว ปัญญาเข้าเห็นความจริงว่าชาติหน้ามี รู้ว่าเทวดามี รู้ว่าไปเกิดเป็นมนุษย์ได้ รู้ว่าตกนรกได้ ถ้าเรารู้เสียเช่นนี้ ทำทีไรก็ตั้งเจตนาให้ถูกต้อง อธิษฐานจิตให้ถูกต้อง เห็นชาติคือความเกิดเป็นทุกข์ ปรารถนาที่จะให้พ้นไปจากความเกิด กุศลชนิดนี้เรียกว่า วิวัฏฏคามินีกุศล เป็นกุศลที่ทำให้ไม่ต่อภพต่อชาติ เป็นกุศลที่ทำให้พ้นไปเสียจากความทุกข์ มิได้เป็นการทำบุญให้ทาน รักษาศีลเจริญภาวนาเฉยๆ หากแต่มีเจตนาที่จะพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดด้วย
เห็นตามความเป็นจริงว่า การเวียนว่ายตายเกิดนั้น จึงจะไปเกิดดี ถึงจะมีความสุขความสบายขนาดไหนก็ตามก็หาได้มั่นคงถาวรแต่ประการใดไม่ หาได้มีหลักประกันที่แน่นอนแต่ประการใด จึงหนีไปไม่พ้นจากความประมาทอยู่นั้นเอง เพราะว่าเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องมีวันใดวันหนึ่งที่ความโลภเข้าจับถึงจิตใจจนกล้ากระทำบาปทุจริตลงไปแล้ว อาจจะลงนรกง่ายๆ
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 09:59:35 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
สลักธรรม 6แต่ถ้าเรามีปัญญาเข้าประกอบกุศลผลบุญที่เกิดขึ้นนั้น ชาติหน้า รู้เรื่องเทวดา รู้เรื่องนรกแล้ว แล้วการรู้เหล่านี้ก็จะเป็นการทำให้เห็นทุกข์ โทษภัยในวัฏฏะ ชีวิตมีทุกข์ ไปเกิดเป็นอะไรก็มีทุกข์ทั้งนั้น เวลาทำกุศลจิตก็เข้าถึงความจริง อันนี้เรียกว่า มีปัญญาเข้าประกอบ ตามภาษาบาลีที่ว่า ญาณสัมปยุต คือ ทำบุญพร้อมกับจิตที่มีปัญญาเข้าประกอบ จึงชื่อว่ามีปัญญา แต่เหตุไฉนทำไมจึงชื่อว่า มีปัญญา ก็เพราะขณะที่มีความรู้กำลังเกิดอยู่นั้นคือปัญญาได้ทำลายโมหะหรืออวิชชาได้ขณะหนึ่งแล้ว ด้วยเห็นถูกต้องตามความจริงแท้ในเรื่องของชีวิต
เช่นตัวอย่าง ก่อนที่จะเอาข้าวใส่บาตรก็อธิษฐานให้ไปเกิดเป็นนั้น ขอให้ได้อย่างนี้ ขอให้ได้อย่างนี้ ขอให้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี อันเป็นการค้ากำไรเกินควร ลงทุนเสียข้าวไปขันหนึ่งแล้วขอสิ่งที่ถูกต้องการเสียมากมาย อันเป็นโลภะ ก็กลับจิตใจด้วยอาศัยปัญญา ก็เพ่งพิจารณาให้เห็นว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความไม่เกิดนั้นเป็นสุข แล้วปรารถนาให้พ้นไปจากโลภะ, โทสะ, โมหะ, พ้นไปจากเครื่องเกี่ยวพันร้อยรัดให้ติดอยู่ในวัฏทุกข์
ในขณะนี้ก็จะบังเกิดดวงปัญญาที่จะตัดวัฏฏะการเวียนว่ายตายเกิด ทำบุญด้วยปัญญาลงไปแล้ว ขณะก็นี้ชื่อว่า ได้ทำลายความโลภ ได้ทำลายความโกรธและทำลายความหลงหรืออวิชชา ความไม่รู้ไปชั่วขณะหนึ่ง
เราทำบุญครั้งใด เราก็ทำจิตใจให้เกิดปัญญาดั้งนี้ทุกครั้ง ปัญญานี้ก็จะสนับสนุนให้การเวียนว่ายตายเกิดลดลงๆ เป็นลำดับต่อไป มิฉะนั้นแล้วเราจะเกิดอีกกี่แสนกี่ล้านชาติ เราก็ทราบไม่ได้ ทุกข์ก็จะติดตามความเกิดขึ้นมาให้เราต้องแก้ไขต่อๆ ไปอย่างหากำหนดไม่ได้ ถ้าเราเริ่มสร้างปัญญาบารมีนี้เสีย วัฏฏะก็จะค่อยๆ ลดลงๆ ยิ่งสร้างจิตใจได้ปัญญาให้มากให้เสมอ ก็จะทำให้วัฏฏะสั้นลงมากยิ่งขึ้นไปทุกชาติๆ จนในเวลาไม่ยาวนานเกินไปปัญญาก็จะค่อยๆแก่กล้าขึ้น แล้วความหวังของการพ้นทุกข์ ก็จะฉายแสงเรืองรองขึ้นมา
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:01:20 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
สลักธรรม 7
มาศึกษาทำความเข้าในเรื่องปัญญาต่อค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะพี่เณรสำหรับของฝากที่เสริมสร้างปัญญาโดย พี่ดา [14 เม.ย. 2548 , 10:04:19 น.] ( IP = 61.90.68.9 : : )
สลักธรรม 8ด้วยเหตุนี้ท่านนักศึกษาจะเห็นได้ว่า ทั้ง ๑๐ ข้อดังที่ผมได้บรรยายมา เรียกว่า เป็นปัญญาทั้งสิ้น แต่เป็น ปัญญาโลกีย์ เพราะว่ามีความรู้ชั่วขณะๆ เท่านั้นไม่สามารถที่จะทำลายหรือระงับยับยั้งการเกิดได้ เพียงแต่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีกำลังมากขึ้น ปัญญาสร้างสมไว้ในชาตินี้แล้วปัญญาก็จะสร้างปัญญาซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยอาศัยปัญญาในชาติแต่ละชาติสนับสนุนกับขึ้นไปเป็นชั้นๆ วันหนึ่งข้างหน้าก็เต็มไปด้วยความหวังว่าจะไม่ต้องแก้ปัญหา ให้แก่ชีวิตอีกต่อไปจะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดจริงๆ ได้
ส่วนข้อเรียกว่า วิปัสสนาปัญญานั้น หมายถึงว่า ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการพิจารณา หรือเห็นความจริงในการปฏิบัติ เช่น เห็นรูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นนามคือ จิตใจก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เข้าปฏิบัติแล้วมองเห็นทั้งรูป ทั้งนาม อยู่ในฐานะอย่างนี้ ทำให้เกิดปัญญารู้ว่า ชีวิตทั้งหลายก็มีแต่รูปกับนามเท่านั้น หามีอะไรจริงๆไม่ ทั้งรูปทั้งนาม มันก็เปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอดเวลา เช่นนี้แล้วจะยึดมั่นเอาเป็นที่พึ่งได้อย่างไร และจะบังคับให้มันหยุดนิ่ง ให้เป็นไปตามอำนาจของเราก็ไม่ได้ด้วย
เช่น ร่างกายของเรานี้มีแต่จะแก่จะตายลงไปจะอยู่เฉยๆ ค้ำฟ้าไม่มีเลย สิ่งทั้งหลายที่เป็นสมบัติก็ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าเหมือนกัน อยู่กับเราได้ชั่วคราว มีความพิจารณาตามสภาวธรรมเห็นเป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยงแล้วก็เป็นทุกข์แล้วก็หนีความเป็นอนัตตาไปไม่พ้น สรรพสิ่งทั้งหลาย ย่อมไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็ย่อมเป็นทุกข์ ไม่ว่า โต๊ะ เก้าอี้ ก็เป็นทั้งนั้น ปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปอยู่ในฐานะเป็นทุกข์ตามสภาวธรรม
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:05:02 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
สลักธรรม 9เพราะว่าทุกข์ก็ได้แก่การทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มันเปลี่ยนแปลงไปมาทีละน้อยๆ อยู่ทุกเวลานาที ไม่ได้หยุดนิ่ง ร่างกายของเราก็เปลี่ยนแปลงไปทุกเวลานาที จิตใจซึ่งเป็นนามก็อยู่ในฐานะเดียวกัน เราจะพึ่งอาศัยมันผู้ซึ่งมีความไม่เที่ยงแท้แน่นอนและเต็มไปด้วยทุกข์จะได้อย่างไร เราจะบังคับมันให้ให้อยู่ตามเดิม มันก็ไม่ใช่สัตว์ หรือเป็นบุคคล ทั้งไม่อยู่ในอำนาจเพราะมันก็เป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้นั่นเอง เมื่อผู้ใดพิจารณาอย่างนี้แล้ว ชื่อว่าเป็นวิปัสสนาปัญญา
ทำไมจึงชื่อว่าเป็นวิปัสสนาปัญญา เพราะมองเห็นทุกข์โทษภัยของการมีชีวิตซึ่งก็ได้แก่รูปนามนั่นเอง เมื่อดังนี้ ก็ทำให้จิตของตนเกิดปัญญาไม่หลงใหลติดอยู่ไนโลก ซึ่งมีแต่ความพินาศแล้วหาหนทางที่จะให้พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด
ดังนั้นท่านนักศึกษาก็จะเห็นว่า อำนาจแห่งการรู้ความจริง ว่าทั้งรูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น ชื่อว่า วิปัสสนาปัญญา แต่ขณะนี้ยังได้ชื่อว่า เป็นโลกีย์อยู่นั้นเอง เพราะว่ายังไม่สามารถทำลายการเกิดชนิดที่เป็นสมุจเฉทปหานได้ หมายความว่ายังไม่สามารถประหาณกิเลสออกได้โดยเด็ดขาดสิ้นเชิง
เพียงแต่ว่าเตรียมสร้างสถานการณ์ให้แก่จิตใจเอาไว้เท่านั้น เหมือนกับเราเรียน ก. ไก่ ข. ไข่ เอาไว้ จะได้อ่านหนังสือออกในวันหนึ่งข้างหน้า เตรียมปัญญาเอาไว้จะได้เป็นประโยชน์ในเวลาข้างหน้า ซึ่งก็คงจะมีกำลังมากขึ้นๆ ไปแต่ละชาติๆ จนสามารถตัดกิเลส พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ต่อไป
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:06:54 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
สลักธรรม 10ส่วนในข้อสุดท้ายเรียกว่า โลกุตรปัญญานี้เป็นการรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจธรรม รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ อริยสัจจ์ทั้ง ๔ เมื่อเวลาญาณปัญญานี้เกิดขึ้นนั้นรู้พร้อมกันทั้ง๔ ข้อ ไม่ใช่รู้ทุกข์อย่างหนึ่ง แล้วไปรู้สมุทัยอีกทีหนึ่ง แล้วไปรู้มรรค ทีละอย่างๆ
เมื่อบุคคลปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน กำหนดพิจารณาขันธ์ ๕ รูปนามเห็นว่าทั้งรูปทั้งนามนั้นไม่เที่ยง เป็นอนัตตา ปัญญาก็จะเกิดขึ้นตั้งแต่เบื้องต้นไป ก็จะเกิดความรู้โดยเห็นความจริงว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมีแต่รูปกับนามเท่านั้น รูปก็เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไรเลย เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นอนัตตาบังคับบัญชาเท่าใดไม่เป็นผลสำเร็จ ทั้งเป็นแต่ปรากฏการณ์ของธรรมชาติ มาประชุมกันชั่วครั้งชั่วคราวมิได้เป็นคนเป็นสัตว์อะไรเลย (เชิญอ่านหนังสือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เล่ม๑-๒ และ ๓ ของอภิธรรมมูลนิธิ)
ผู้ที่เล่าเรียนศึกษามา เช่น ท่านนักศึกษาที่กำลังเล่าเรียนอยู่ในขณะนี้ ก็มีความสามารถที่จะรู้รูปนามเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาได้เหมือนกัน ดังนั้น ปัญญาจึงเกิดขึ้นมาได้ อันเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นมาจากการฟัง การศึกษาเล่าเรียนเรียกว่า สุตมยปัญญา
การเข้าไปพิจารณาตามเรื่องที่เป็นจริงๆ คือคิดพิจารณาว่า ร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี อยู่ในฐานะเป็นอนิจจังทุกข์ขังอนัตตา จริงหรือเปล่า เราเข้าไปพิจารณารู้สึกอย่างนี้จริงๆอันนี้เรียกว่า จินตามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นมาจากความคิดพิจารณา
เมื่อบุคคลปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ด้วยเห็นรูปนามตามความเป็นจริง ว่ารูปนามนั้นเป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่มิใช่คน มิใช่สัตว์ หรือสิ่งของอะไร เป็นการประชุมกันของธรรมชาติที่ชื่อว่า เป็นรูป และธรรมชาติที่ชื่อว่า เป็นนาม แล้วผู้ปฏิบัติเข้าไปรู้เห็นปรากฏการณ์ของธรรมชาตินั้นๆ ตามความจริงแท้ มิได้มีอะไรปกคลุมจึงมิได้เคลือบแคลงสงสัย ปัญญาที่เข้าไปรู้เห็นดังนี้ เกิดขึ้นโดยไม่ได้ไปคิดพิจารณาอย่างไร ชื่อว่า ภาวนามยปัญญา
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:14:03 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |