มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปัญญาคืออะไร? 5.




ข้อที่ ๕ . อตฺถิ อยํ โลโก มีปัญญารู้ว่า โลกนี้มีอยู่คำที่ว่า โลกนี้มีอยู่ “ โลก” ไม่ได้ความถึงพื้นแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ดังที่ผมเคยได้อธิบายไปแล้ว หากแต่หมายถึงสัตว์ที่มาเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้นว่าการเกิดของสัตว์สัตว์ทั้งหลายมิได้เกิดขึ้นมาลอยๆ หากแต่เกิดขึ้นมาด้วยอำนาจของเหตุ อันได้แก่บุญและบาปนั่นเอง โลกนี้จะไม่ว่างจากสัตว์ไปเลย เพราะมีสัตว์มาปฏิสนธิอยู่เสมอ



ข้อที่ ๖. อตฺถิ ปโร โลโก มีปัญญารู้ว่า โลกหน้ามีอยู่ คือผู้ที่ตายไปแล้วมาเกิดได้ เพราะเหตุของบุญของบาปส่งไห้เกิดต่อไปในอนาคต



ข้อที่ ๗. อตฺถิ มาตา มีปัญญารู้ว่า มารดามีอยู่ ข้อนี้หมายถึงการทำดีทำชั่วต่อมารดา ย่อมจะเกิดผลได้แน่นอน เช่น การตอบแทนบุญคุณมารดา เป็นการกระทำที่ดีย่อมจะได้รับผลเป็นการตอบแทน ถ้ามีลัทธิใดลัทธิหนึ่งแสดงว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ พ่อแม่มีความปรารถนาในทางเพศแล้วทำให้เด็กเกิดขึ้นมาเอง เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตอบแทนบุญคุณอะไร บุคคลเหล่านี้ชื่อว่าไม่มีปัญญา



ข้อที่ ๘. อตฺถิ ปิตา มีปัญญารู้ว่า บิดานั้นมีอยู่ หมายความว่า การกระทำดีต่อบิดาแล้ว ย่อมจะได้รับผลอย่างแน่นอน คนไทยเราชอบเอาบิดาขึ้นต้น และมารดาไว้ข้างหลัง สำหรับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงว่า บิดามีคุณแก่ลูกมากก็จริงแต่เปรียบเทียบกับมารดาแล้วมารดามีมากกว่า มารดาจึงถูกกล่าวในเบื้องต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 09:48:25 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11

เมื่อปฏิบัติต่อไป เห็นรูปนามนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาปรากฏขึ้นมาแล้วจริงๆ แล้ว หลังจากนั้นผู้ปฏิบัติก็จะค่อยๆ หันหลังให้กับปัญญาที่เป็นโลกีย์อันยังอยู่ในความพินาศแล้วตั้งขึ้นเป็นญาณปัญญาชั้นโลกุตระ พ้นจากความพินาศ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ซึ่งได้แก่การเข้าถึงแดนของอริยะสัจธรรม มีพระนิพพานเป็นอารมณ์อันเป็นยอดปรารถนาของผู้มีปัญญาทั้งหลาย

ผู้ปฏิบัติจะต้องอาศัยญาณปัญญาชั้นโลกีย์ เริ่มตั้งแต่สุตมยปัญญา อันได้แก่การฟัง การศึกษาเล่าเรียนไปจนถึงจินตามยปัญญา อันเป็นปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาแล้ว จึงก้าวขึ้นไปถึงภาวนามยปัญญาอันเป็นปัญญาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอันเป็นตัวการที่นำไปสู่ปัญญาโลกุตระ

จะเข้าวิถีจิตทำการงานอย่างใหม่ จิตจะเกิดวิถีที่จะพ้นไปจากการเวียนวายตายเกิด คือบริกรรม อุปจาร, อนุโลม, โคตรภู, และมรรค, ผล. ซึ่งในขณะนี้มีนิพพานเป็นอารมณ์ วิถี คือการทำงานของจิตที่เข้าสู่มรรคผลนิพพานนั้น ผมจะขอไว้ไม่แสดง เมื่อท่านได้ศึกษาต่อไปจึงค่อยทราบ วันนี้ผมขอยกโคตรภูมาอธิบายตัวเดียว เพราะจะปรารถนาจะให้ท่านได้ทราบในประเด็นสำคัญที่เป็นโลกีย์กับโลกุตระ


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:15:46 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )


  สลักธรรม 12

โคตรภู คืออะไร โคตรเป็นคำสามัญที่จะใช้กันอยู่ทั่วไปโดยมากมักใช้ด่ากัน เพื่อให้แสบ ให้ร้อน คือด่ากันถึงโคตร โคตร ได้แก่ตระกูล ตามที่ชาวบ้านด่ากันนั้นเอง คือด่าถึงต้นตระกูล

โคตร แปลว่า ตระกูล
ส่วนคำว่า ภู แปลว่า ตัดโคตรหรือตระกูลของเรา แต่มิได้ตัด ปู่ ย่า ตา ยาย อันเป็นบรรพบุรุษที่ตกทอดมาตามสมมติบัญญัติ หากแต่หมายถึงตัดตระกูลปุถุชน

ปุถุชน คือ ผู้หนาไปด้วยกิเลส เราเกิดสืบต่อมาแต่ละครั้งๆจากอดีตอันแสนไกลจนนับชาติไม่ไหว ก็หนีความเป็นปุถุชนผู้หนาไปด้วยกิเลสไม่ได้ แม้ในชาตินี้ โลภะ โทสะ โมหะของเรา บรรพบุรุษต้นตระกูลเป็นปุถุชน

เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาตามที่ผมได้แสดงไปแล้ว จนกระทั่งสูงสุดของญาณโลกีย์ก็ไปสู่โลกุตระ คือมาถึงโคตรภู แปลว่า การตัดโคตรปุถุชนของเราออก เพราะว่าเราเกิดขึ้นมากี่ชาติๆ ก็มีกิเลสพอกพูนเต็มไปทั้งนั้น โลภะ โทสะ โมหะ มิได้ถอยลงไปเลย เดี่ยวนี้เราปฏิบัติแล้วเข้าถึงโคตรภูแล้ว การทำลายต้นตระกูลที่เราเคยติดมาแต่เก่าก่อน คือ เป็นปุถุชนที่หนาไปด้วยกิเลส พอมาถึงญาณคือปัญญาชั้นสูงสุด จึงได้ทำลายโคตรของเราออกไป ทำลายโคตรที่หนาด้วยกิเลสให้สูญสิ้นไปจากจิตใจ แล้วก็ย่างขึ้นสู่โคตรอริยะ คือ ผู้บริสุทธิ์ต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:17:04 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )


  สลักธรรม 13

การที่ว่าโคตรภูทำลายโคตร คือตระกูลเก่าของเราที่ต่อกันมาไม่รู้กี่ชาติๆ นั้น เดี่ยวนี้ทำลายโคตรปุถุชนเสียแล้วทำลายความเป็นผู้มีกิเลสมากเสีย แล้วเข้าไปสู่แดนอริยะ คือ ผู้เจริญ ไม่ใช่ผู้หนาด้วยกิเลสเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป เริ่มตั้งแต่โสดาบันบุคคล คืออริยบุคคลเบื้องต้น ผู้ซึ่งทำลายกิเลสออกไป

สำหรับบุคคลนี้ ถ้าว่าโดยอกุศลแล้ว กิเลสมี๑๒ ประเภท มีโลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒ เมื่อบรรลุโสดาคือ มรรคจิตดวงแรกเกิดขึ้นก็สามารถทำลายกิเลสออกไป คือ
โลภมูล ๘ ก็จะถูกประหาณออกไปเสีย๔
โทสมูลมี ๒ ประหาณไม่ได้เลย
โมหมูลมี๒ ประหาณออกไป ๑
รวมอกุศลมี๑๒ ประหาณไป๕ คงเหลืออีก๗

ถ้ามีผู้ตั้งคำถามว่า อริยบุคคลที่ตัดกิเลสแล้ว๕ นี้มีกิเลสเกิดขึ้นมาอีกหรือไม่ ก็จะได้ทำตอบว่า กิเลสเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นมาอีกเลย ตายจากชาติไปแล้ว ไปเกิดชาติหน้ากิเลสก็เหลือเพียง๗ เท่านั้น เพราะว่าอริยมรรคประหาณกิเลสออกไปโดยเด็ดขาดสิ้นเชิง เป็นสมุจเฉทประหาณ กิเลสที่ประหาณไปแล้วไม่อาจที่เกิดขึ้นมาได้ ไม่เหมือนการทำสมาธิ

การทำสมาธิเป็นการไปข่มกิเลสไม่ให้เกิดจริงแต่กิเลสไม่ได้ทำลายออกโดยเด็ดขาด เรียกว่า วิกขัมพณประหาณ เป็นการประหาณชั่วคราว หรือข่มเอาไว้เท่านั้น เวลาฌานแตกแล้วกิเลสก็โผล่ออกมาอีก อย่างไรก็ดี

ถ้าใครได้มรรคผลเป็นโสดาบันบุคคลแล้วบุคคลนั้นจะเกิดขึ้นอีกอย่างมาก๗ ชาติ มีขอบเขตขึ้นมาเลย

อำนาจของปัญญาที่เห็นถูกต้องมาจนได้ถึงมรรคผลนี้ จะสกัดกั้นไม่ให้ไปเกิดในอบายภูมิด้วย ไม่ไปเป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน

อริยบุคคลนี้จะเป็นผู้มีปัญญาเป็นประจำ เรียกในธรรมะว่า สัมมาทิฏฐิ จะไม่มีความเห็นอันเป็นความเห็นผิดอีกต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:20:18 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )


  สลักธรรม 14

ในพระพุทธศาสนานิยมยกย่องสรรเสริญปัญญาอย่างยิ่งยวด เจตสิกทั้งหมดมีเจตนาตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้น ที่พระองค์สรรเสริญหรือเราจะพูดว่า มหากุศลที่แบ่งออกเป็นกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ มีการให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น มีกุศลที่ใหญ่ยิ่งอยู่ตัวเดียวอันเป็นข้อเป็นข้อสุดท้ายคือ ข้อ๑๐ ที่เรียกว่า “ทิฏฐิชุกรรม”แปลว่า ความเห็นอันถูกต้อง คือปัญญานั้นเอง

แทนที่เราจะไปบอกว่า ให้ทำบุญให้ทานเสมอ (อย่างเดียว) จะได้กุศลมากๆ ทำสมาธิทุกๆ วันจะมีกุศลเกิดขึ้นเรื่อยๆ จงช่วยเหลือคนอื่นให้บ่อยๆ จะได้มีกุศลเพิ่มพูน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบกับทิฏฐุชุกรรมอันเป็นข้อสุดท้ายก็จะสู้สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกได้แก่ ปัญญาเจตสิกไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงชื่อว่าเป็นกุศลอันประเสริฐในกุศลทั้งหมด ปัญญาจึงเป็นเลิศในบรรดากุศลทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ จึงควรศึกษาเล่าเรียนให้เกิดปัญญา แล้วควรส่งเสริมผู้อื่นให้มีปัญญาด้วย เพราะปัญญานี้แหละจะได้เป็น หางเสือเรือช่วยคัดวาดให้ตรงไปสู่ฟากฝั่งที่มฤตยูค้นหาตัวไม่พบอีกต่อไป

ถ้าไปเกิดในนรก ไม่ช้าไม่นานปัญญาก็จะพาขึ้นไปสู่หนทางพ้นทุกข์ได้ ถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์เป็นมหาเศรษฐี หรือถ้าไปเกิดเป็นเทวดาแต่ไม่มีปัญญา เกิดมากี่หนก็ตามก็อาจจะต้องเตลิดไปโดยไม่เหลียวหลังได้โดยง่าย เพราะทนต่ออำนาจยั่วเย้าของกิเลสไม่ไหว เช่น เป็น มหาเศรษฐีแล้ว จะเที่ยวอย่างไรก็ได้ จะใช้อย่างไรก็ทำตามใจชอบใจ จะใช้อิทธิพลเท่าไรก็มี เพราะมีเงินทอง สร้างอำนาจขึ้นมาได้ อาจสร้างอำนาจร้ายกาจที่เป็นภัยแก่ชีวิตขึ้นมา เพราะทนต่อความโลภความโกธรไม่ไหว แล้วในที่สุดก็ลงนรกไป

หรือเป็นเทวดาแล้วในที่สุดก็ลงนรกไป หรือเป็นเทวดาแล้วเพลิดเพลินไปในความสุขชนิดประณีตอย่างไม่ลืมหูลืมตา หลงใหลไปมา ไม่ช้าไม่นานก็หมดบุญที่ส่ง ก็อาจจะต้องลงนรกอีกก็ได้ เพราะไม่มีปัญญาเข้าคุมครองตน ไม่มีปัญญาเข้าไปช่วยอุดหนุนให้เดินถูกทิศทางนั่นเอง


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:23:08 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )


  สลักธรรม 15

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรง สรรเสริญผู้มีปัญญาว่า เป็นผู้ประเสริฐ ท่านทั้งหลาย ผมได้แสดงถึงเจตสิกอันเป็นตัวสุดท้ายในโสภณเจตสิกไปแล้ว ขอให้ท่านได้ไปพิจารณาดู พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สรรเสริญการทำดีทุกอย่าง แต่ว่าสรรเสริญมากที่สุดคือปัญญา ทุกข์ทั้งหลายก็ดับสนิทสิ้นเชิง

ความเพียรพยายามของมนุษย์ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งทางซื่อหรือทางคด ก็เพื่อความปรารถนาที่สูงที่สุดของตนเองในความโลภ นั้นคือ ความยินดีติดใจในอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาตามทวารต่างๆ อยากจะเห็นในสิ่งที่ดี อยากจะกินที่อร่อยเป็นต้น และเมื่อถึงจุดหมายปลายทางคือสมความปรารถนาแล้ว ไม่ช้าไม่นานก็เบื่อหน่าย อยากจะได้อารมณ์ใหม่ต่อไปอีก เขาจะตั้งจุดหมายให้สูงยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไปไม่มีวันจบ จนกว่าจะสิ้นชีวิต

แต่หาได้มีใครคิดไม่ว่า ที่พากเพียรพยายามเสาะแสวงหาจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางนั้นคือ ความทุกข์ และความแตกสลายด้วยเหตุแห่งอำนาจของความติดใจในอารมณ์ที่ซ่อนเร้นอย่างมิดชิดภายในส่วนลึกของใจ อุดหนุนให้อยากได้ อยากอยากเด่น วันละนับไม่ไหว อยากที่ผู้ใดจะเห็น แล้วถอยความต้องการเหล่านั้นลงมาได้เสียได้

มนุษย์ทั้งหลายต่างพากันยอมเป็นย่อมตาย เพื่อช่วงชิงสิ่งที่เน่าเปื่อย ผุพังเอาไว้ภายใน สิ่งที่เนาเปื่อย ผุพังก็คือตนเอง ต่างก็ช่วงชิงในสิ่งซึ่งไร้สารมีแต่แตกทำลาย ไม่มีความมั่นคงมาไว้ในครอบครอง และต่างก็ช่วงชิงอำนาจซึ่งตนคิดว่าหอมหวานกันด้วยความเหิมเห่อทะเยอทะยาน ต่างก็เพียรสร้างความทุกข์ให้แก่กันและกัน โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ไปจนกว่าจะพากันแผ่นดินกลบหน้า แท้ที่จริงนั้นหามีสาระแก่นสารอะไรไม่


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:25:01 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )


  สลักธรรม 16

สำหรับในปรมัตถสัจธรรม สาระแก่นสารจะมีก็แต่ในการที่จะอบรมดวงจิตให้บังเกิดขึ้นซึ่งปัญญา อันมีความสามารถนำทางพาไปสู้ความพ้นทุกข์พ้นไปจากการเวียนว่ายตายอีกต่อไป

อันความปรารถนาที่อยากจะได้อารมณ์มาให้ดีที่สุด มากที่สุดของแต่ละบุคคล ย่อมจะยังผลกระทบกระเทือนต่อสั่งคม ความปรารถนาที่ไม่เพียงพอของแต่ละคนที่ช่วงชิงอารมณ์ที่ดีที่ตนชอบนั้น ย่อมจะก่อความปั่นป่วนทุกข์ยากขึ้น เพราะเกิดการเบียดเบียนกันเอง เหมือนทะเลที่ต้องมรสุม จากหมู่บ้านก็จะกระเทือนไปถึงตำบล จากตำบลก็จะกระเทือนไปถึงอำเภอ ถึงจังหวัด ถึงประเทศ และทุกๆ ประเทศในโลก ด้วยอำนาจของความติดใจในอารมณ์ทำให้โลกร้อนระอุไปทุกหย่อมหญ้า

แล้วในไม่ช้าก็ลุกเป็นไฟ แล้วนำมนุษย์เข้าไปสู่ยุคป่าเถื่อนดุร้ายดุจสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ จึงเป็นเหตุให้รบราฆ่าฟันกันตาย ทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่ได้อุตส่าห์สะสมไว้ด้วยความลำบากยากเข็น ก็ต้องพินาศฉิบหาย เด็กๆ ทั้งหญิงและชายมากมายไร้ที่อยู่อาศัยและกลายเป็นกําพร้าไป ศีลธรรม วัฒนธรรมก็สลายตัว มีแต่ความโหดร้าย อยากจะกินเลือดเนื้อซึ่งกันและกันเข้ามาแทนที่


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:27:45 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )


  สลักธรรม 17

ถึงดังนี้แล้วมนุษย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญาทั้งหลาย ก็หาได้เข้าใจไม่ ค้นสาเหตุเท่าใดๆ ก็ไม่เคยพบ ชวนกันตั้งสันนิบาตชาติ ก็แล้วชวนกันตั้งองค์การสหประชาชาติก็แล้ว ก็ไม่ได้ผลสมใจ เพราะมนุษย์ผู้โง่หลงทั้งหลายถูกอวิชชาเข้าขวางกั้นปิดบังอำพราง จึงต่างก็พากันเพ่งแต่จะได้มาเป็นของตัวให้มากเข้าไว้

จึงได้มองแต่คนอื่นสิ่งอื่นทั่วไป หาได้มองดูให้ลึกเข้าไปจนเห็นเงามืดในดวงใจของตนเองไม่ว่า ความปรารถนาของหัวใจถ้ายังมิได้ศึกษาเสียให้เข้าใจ ชาวโลกทั้งหลายผู้ซึ่งยังมิได้มีดวงตาปัญญาที่สามารถช่วยตัวเองได้ ด้วยยังมิได้ขัดเกลาเพื่อให้ความแก่ตัวลดน้อยลง หรือต่างพากันถอยความต้องการลงมาเสียบ้างแล้วสันติภาพก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ ก็จะต้องวนเวียนเป็นไปอยู่เช่นนี้วันแล้ววันเล่าปีแล้วปีเล่า

ประวัติศาสตร์แสดงไว้แจ่มแจ้งแล้วว่า ความจริงในทางโลก ถ้าหากว่าไม่มีการยั้งแล้ว ย่อมจะนำมนุษย์ไปสู่ความพินาศ ความเหิมเห่อทะเยอทะยานของมนุษย์ผู้ไร้ปัญญา ย่อมนำพามนุษย์ให้ไปสู่หุบเหวแห่งหายนะ การทุ่มเทแต่วิชาการลงไป โดยที่มิได้หันมาดูชีวิตเสียให้เข้าใจ ก็ย่อมจะต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏทุกข์ หนีการเดิน แก่ เจ็บ ตาย ไปไม่พ้น หนีการต้องแก้ปัญหาชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:28:33 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )


  สลักธรรม 18

ท่านนักศึกษาทั้งหลาย ประตูที่จะก้าวเดินเพื่อให้รอดพ้นไปจากทุกข์ได้เปิดอยู่อย่างกว้างขวางแล้ว ประตูแห่งสันติสุขกำลังเปิดรอคอยอยู่แล้ว ขอเชิญท่านจงพากันเดินเข้ามา บัดนี้ ผมได้นำของขวัญอันล้ำค่ามาวางไว้บนมือของท่านแล้ว ผมได้นำสิ่งที่มีค่า มีสาระแก่นสารที่สุดแก่ชีวิตมามอบให้ตัวแล้ว

ท่านจะรับเอาไปหรือไม่ ท่านจะใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตอันเป็นที่รักของท่านเพียงใด ก็ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านและถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ เห็นว่าควรจะทราบกันทั่วๆไปยังพี่น้องผู้ร่วมความทุกข์ยากทั้งหลาย ก็ขอได้โปรดขยายออกไปเท่าที่จะทำได้ แล้วแต่ท่านจะใช้วิธีหนึ่งวิธีใด ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายนี้

ขอให้กุศลผลบุญที่ได้บำเพ็ญมา
ขอให้สัมมาโอปปาติกะที่มีอำนาจจิต
จงได้ช่วยสนับสนุนบันดาลใจของท่านทั้งหลาย
ให้เลื่อมใสศรัทธาในปัญหาของชีวิต
แล้วคิดจะศึกษาให้แตกฉานจนเกิดปัญญา คือญาณสัมปยุต
จนถึงซึ่งความพ้นทุกข์โดยเด็ดขาดสิ้นเชิง โดยเร็วเทอญ......




โดย พี่เณร...นำมาฝาก [14 เม.ย. 2548 , 10:29:33 น.] ( IP = 61.91.100.230 : : )


  สลักธรรม 19


อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [14 เม.ย. 2548 , 10:45:45 น.] ( IP = 61.90.68.9 : : )


  สลักธรรม 20

วันหยุด ได้อ่านเรื่องดี ดี เช่นนี้นับว่าเป็นโชคดีหลาย

ขอบพระคุณค่ะ

โดย น้องถ้วย [14 เม.ย. 2548 , 13:10:57 น.] ( IP = 203.170.228.172 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org