มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การอุบัติขึ้นของพุทธศาสนา (Buddhism Period)





เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว ณ ดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งชมพูทวีป ดินแดนที่เต็มไปด้วยนักคิด นักปราชญ์ นักตรรกะ นักวิจารณ์ เจ้าสำนัก เจ้าลัทธิมากมาย ณ นครเล็ก ๆ ใกล้เชิงเขาหิมาลัยราวร้อยกว่ากิโลเมตรชื่อว่า กบิลพัสดุ์ อันเป็นเมืองหลวงศากยวงศ์ที่สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าโอกกากรา ต้นตระกูลศากยวงศ์หรืออาทิตย์วงศ์ ซึ่งเป็นอารยันเผ่าหนึ่ง ได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนที่นี่

คำว่ากบิลพัสดุ์แปลว่าเมืองที่ฤาษีกบิลเคยอาศัยอยู่มาก่อน

ต่อมาพระราชโอรส พระธิดา ของพระเจ้าโอกากราชก็อพยพมาสร้างเมืองใหม่ที่นี่ ครั้นต่อมาจึงแยกออกเป็น ๒ เมืองคือกบิลพัสดุ์และเทวทหะ

แต่ทั้งสองเมืองก็ยังอภิเษกสมรส ระหว่างกันตลอดเวลา พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้อภิเษกกับเจ้าหญิงมายาหรือสิริมหามายา พระธิดาของพระเจ้าอัญชนะ แห่งกรุงเทวทหะ หลังพระบิดาคือพระเจ้าสีหนุสวรรคตแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะ ก็ได้ครองราชสมบัติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์สืบมา

โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 15:53:27 น.] ( IP = 61.90.118.34 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ หลังจากเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรอันเป็นชาติสุดท้ายแล้ว ก็จุติไปประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต

เมื่อประทับที่สวรรค์พอสมควรแล้ว เทวดาในสวรรค์ทุกชั้นจึงอาราธนาให้มาจุติในโลก เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วสั่งสอนเวไยสัตว์ต่อไป ทรงรับการอาราธนานั้น

จึงพิจารณาถึงเมื่อที่จะอุบัติ รวมทั้งพระบิดาพระมารดาทรงพิจารณาเห็นว่า พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาเป็นผู้ที่ได้บำเพ็ญบารมีร่วมกันมา และเหมาะสมที่จะไปอุบัติ เป็นพระโอรส

จึงเสด็จจากดุสิต มาปฎิสนธิ ในพระครรภ์พระนางสิริมหามายา หลังจากนั้นพระนางก็สุบินนิมิตว่าได้เข้าไปป่าหิมพานต์ แล้วมีช้างเผือกเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูงแล้วนำตอกบัวมาถวาย

เมื่อตื่นบรรทมแล้ว ทรงเล่าให้โหราจารย์ฟัง เหล่าโหรทั้งหลายต่างทำนายว่า จะได้พระโอรสที่มีบุญญานุภาพมาอุบัติในพระครรภ์ตั้งแต่นั้นมา พระนางก็ได้ดูแลทะนุถนอมพระครรภ์มาอย่างดี โดยได้รับการเอาใจใส่จากพระสวามีเป็นอย่างดี



โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 15:58:05 น.] ( IP = 61.90.118.34 : : )


  สลักธรรม 2



ทรงประสูติที่สวนลุมพินี


พระนางสิริมหามายาเมื่อทรงพระครรภ์ ๑๐ เดือนแล้ว เมื่อรู้สึกพระองค์ว่าจะประสูติพระโอรส จึงกราบทูลพระสวามีให้ทรงทราบ เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับเมืองเทวทหะ อันเป็นเมืองของพระองค์เอง เพื่อประสูติ พระโอรสที่นั่น อันเป็นธรรมเนียมโบราณที่ยึดถือมานาน

พระเจ้าสุทโธทนะได้จัดขบวนเสด็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่เมื่อถึงอุทยานลุมพินีวัน อันเป็นเขตแดนระหว่างสองเมือง พระนางก็มีอาการปวดพระครรภ์ จึงได้หยุดพักโดยเหนี่ยวกิ่งต้นสาละ และยืนประสูติพระโอรสในสวนนั้นเอง ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ เดือนวิสาขะ ตรงกับวันศุกร์ ปีจอ ก่อนพุทธศา ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินี (Lumbini) ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ..รุมมินเด (Rummindie) ห่างจากเมืองกบิลพัสดุ์ ๒๒ กิโลเมตรโดยประมาณ

เจ้าชายน้อยประสูติแล้วทรงเดินได้ ๗ ก้าวนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์พร้อมชี้นิ้วชี้ขวา และตรัสอาสภิวาจาว่า

"เราเป็นผู้เลิศในโลกเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ชาติอื่น ภพอื่น ไม่มีอีกแล้ว"

โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 16:27:04 น.] ( IP = 61.90.118.34 : : )


  สลักธรรม 3

ในการนี้ได้มีสิ่งที่เกิดพร้อมกับพระองค์ ๗ อย่างเรียกว่า สหชาติคือ

๑. พระนางพิมพา
๒.เจ้าชายอานนท์
๓.อำมาตย์กาฬุทายี
๔.นายฉันนะ
๕.ม้ากัณฐกะ
๖.ต้นโพธิ์
๗.ขุมทองทั้งสี่


ต่อมาในวันที่ ๓ นับจากประสูติมา อสิตดาบส (Asita Ascetic) หรือกาฬเทวิฬดาบสที่อาศัยในป่าหิมพานต์มีอิทธิฤทธิ์ ได้สมาบัติ ๘ และคุ้นเคยกับพระพุทธบิดาเป็นอย่างดี

ได้เข้าเยี่ยมพระเจ้าสุทโธทนะ ณ พระราชวังพร้อมชมบารมีพระโอรส ดาบส ได้ชมพระบารมีและตรวจตราพระลักษณ์มหาบุรุษ ๓๒ ประการอย่างละเอียดก็ถึงกับตะลึง ได้ก้มลงกราบพระกุมารน้อยด้วยอาการเคารพอย่างสูง พร้อมกับหัวเราะและร้องไห้ไปด้วยสร้างความตกตะลึงให้แก่พระเจ้าสุทโธทนะอย่างยิ่ง จึงได้ตรัสถามว่า เหตุใดจึงหัวเราะและร้องไห้ ดาบสผู้เฒ่ากล่าวตอบว่า ..

"ที่หัวเราะ เพราะตื้นตันใจที่ได้เจอพระกุมารที่มีบุญญาบารมี มีลักษณะมหาบุรุษครบ ๓๒ ประการ นับว่าหาไม่ได้ในภัทรกัปป์นี้ ตัวเองมีวาสนาโดยแท้จึงได้เห็นและที่ร้องไห้เพราะพระโอรสเจริญวัยขึ้น จักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศาสดาเอกของโลก พระองค์จะแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางและที่สุด เสียดายที่อายุตัวแก่เหลือเกิน คงไม่อาจได้สดับฟังคำสอนของพระองค์จึงร้องไห้"



โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 16:32:39 น.] ( IP = 61.90.118.34 : : )


  สลักธรรม 4

คำกล่าวนี่หาได้สร้างความยินดีปรีดาต่อพระราชาไม่ เพราะพระองค์มีพระโอรสพระองค์เดียว ทรงหวังอย่างยิ่งที่จะให้พระโอรสครองเศวตรฉัตรต่อจากพระองค์ ได้แต่หวังพระทัยว่าคำกล่าวของดาบสผู้เฒ่าจะไม่เป็นจริง ฝ่ายพระญาติฟังคำดาบสผู้เฒ่ากล่าวเช่นนั้น ก็บังเกิดความเลื่อมใส แล้วกราบกุมารเช่นเดียวกับพระดาบส

วันที่ ๕ พระบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะ ก็เชิญพราหมณ์ทั้ง ๑๐๘ ที่เจนจบไตรเพทมาเลี้ยงที่พระราชวัง พราหมณ์ทั้งหลายพร้อมใจกันขนานนามพระโอรส "สิทธัตถะ (Siddhattha)" (ภาษาสันสกฤตและฮินดีเรียกว่า สิทธารถะ Siddhartha อันแปลว่า ผู้มีความต้องการอันสำเร็จ) ในบรรดา พราหมณ์ ๑๐๘ คน นั้นได้คัดกันเองเหลือ ๘ คนคือ

๑.รามพราหมณ์
๒.ลักษณะพราหมณ์
๓. ยัญญพราหมณ์
๔.ธุชพราหมณ์
๕. โภชพราหมณ์
๖.สุทัตตพราหมณ์
๗. สุยามพราหมณ์
๘. โกณฑัญญพราหมณ์

โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 16:35:57 น.] ( IP = 61.90.118.34 : : )


  สลักธรรม 5

ให้ทำนายพระโอรส พราหมณ์ทั้ง ๗ พยากรณ์เป็น ๒ นัย หากว่ายังครองราชสมบัติจักได้เป็นพระจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของชมพูทวีปแต่หากว่าออกผนวชจะได้เป็นพระศาสดาเอกของโลก สั่งสอนเวไนยสัตว์สืบไป คงมีแต่เพียงพราหมณ์หนุ่มนามว่า โกณฑัญญะ เท่านั้นที่กล้าประกาศชัดแจ้งว่า เจ้าชายน้อยจะออกผนวชแน่นอน และจักได้เป็นพระศาสดาเอกของโลกแน่ จึงเตรียมตัวเพื่อออกบวชตามปรนนิบัติดูแล ซึ่งต่อมากลายมาเป็นหัวหน้าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ

วันที่ ๗ หลังประสูติ พระมารดาคือพระนางสิริมหามายาก็สวรรคตจากพระโอรสองค์น้อยไป นำความโศกเศร้ามาให้แก่พระเจ้าสุทโธทนะและพระญาติยิ่งนัก ภาระการดูแลพระโอรสจึงเป็นของพระนางมหาประชาบดีโคตมี ภคินีของพระพุทธมารดา ต่อมาพระนางก็มีพระโอรสกับพระเจ้าสุทโธทนะ อีกพระองค์คือ เจ้าชายนันทะ (Nanada) และพระธิดาอีกพระองค์นามว่า รูปนันทา (Rupananda) พระโอรสและพระธิดาทั้งหมดได้รับการดูแลอย่างดีอย่างเท่าเทียมกัน

พระชนมายุ ๗ พรรษา พระบิดาก็ประทานเครื่องทรงสำหรับยุวกษัตรย์ คือ จันทน์สำหรับทาผ้าโพกพระเศียร ชุดฉลองพระองค์ ผ้าทรงสะพักพระภูษา ทั้งหมดทำมาจากผ้าไหมกาสีซึ่งถือว่า มีชื่อเสียง มีค่ามากผู้มีฐานะดีเท่านั้นจะได้ใช้ นอกจากนั้น พระบิดายังขุดสระสำหรับสนาม ๓ สระ คือสระที่หนึ่งปลูกดอกอุบลขาว สระที่สองปลูกดอกปทุมบัวหลวง สระที่สามปลูกบุณฑริกสีขาว พร้อมกับการตกแต่งที่งดงามน่าทัศนาอย่างยิ่ง พร้อมกันนี้เจ้าชายก็ได้รับการศึกษาทั้ง ๑๘ ศาสตร์ เช่นการยิงธนู การบังคับม้า การใช้ดาบ การรบ เป็นต้น กับครูวิศวามิตร (Vishvamitra) ที่มีชื่อเสียง พระองค์ได้ศึกษาจนจบภายในเวลาอันรวดเร็ว


โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 16:38:38 น.] ( IP = 61.90.118.34 : : )


  สลักธรรม 6

เมื่อพระชันษา ๑๖ พรรษา พระองค์ก็ทรงสำเร็จการศึกษาทั้ง ๑๘ ศาสตร์ พระบิดาได้สร้างปราสาท ๓ ฤดูคือ

๑.รัมยปราสาท สำหรับฤดูร้อน
๒. สุรัมยะปราสาท สำหรับฤดูหนาว
๓. สุภปราสาท สำหรับฤดูฝน


ให้เป็นประทับเหมาะสมในสามฤดู ต่อมาพระองค์ก็ทรงเลืองคู่ครอง มีพระธิดาจากหลายเมืองมาให้เลือก แต่สุดท้ายก็ทรงเลือกและอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธรา (Yasodhara) หรือพิมพา พระธิดาของเจ้าสุปปพุทธ (Suppabuddha)
และพระนางอมิตา (Amita) แห่งเทวทหะนคร

แม้พระองค์จะทรงอภิเษาสมรสนาน แต่ก็ได้หาได้มีพระโอรสธิดาไม่ จนพระชนม์ได้ ๒๙ พรรษาพระนางยโสธราจึงทรงพระครรภ์ และประสูติพระโอรสแล้วทรงให้พระนามว่า ราหุล (Rahul) อันหมายถึงบ่วง พระองค์มีพระหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง แต่เจ้าชายเป็น ผู้มีบุญบารมีอันบริบูรณ์จึงไม่พอใจชีวิตคฤหัสถ์ จึงเสด็จแอบประพาสอุทยานกับนายฉันนะ (Channa)

นายสารถี ทรงได้เห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิตและทรงพอใจในการออกบวช จึงตัดสินในแน่วแน่ที่จะออกผนวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นหนทางดับทุกข์ถาวร ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

ในตอนกลางคืน จึงเสด็จไปปราสาททรงอำลาพระนางยโสธรา พระกุมารราหุล พระหฤทัยช่วงนี้เป็นกังวลอย่างมากเพราะอาลัยอาวรณ์ในพระชายาและพระโอรสน้อยที่พึ่งประสูติ

โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 16:44:27 น.] ( IP = 61.90.118.34 : : )


  สลักธรรม 7

ตรัสรู้ (Enlightenment)

เจ้าชาสิทธัตถะจึงได้เรียกนายฉันนะมาแล้ว สั่งให้นำม้ากัณฑกะที่ปราดเปรียว และรวดเร็วมาให้ทรง จากนั้นเสด็จออกประตูเมืองทางทิศตะวันออก เสด็จถึงฝั่งอโนมานที จึงตัดมวยผมและเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นดาบส เมื่อพระองค์เดินลับตาไป ม้ากัณฐกะ ผู้ภักดีก็อกแตกตาย สิ้นบุญ ณ ฝั่งอโนมานทีนั้นเอง คงได้กลับแต่นายฉันนะเท่านั้น พระองค์ในเครื่องทรงของนักบวชได้เดินทางไกลอันเดียวดายแต่พระองค์เดียว จนทะลุแคว้นมคธพระเจ้าพิมพิสาร พระราชาเมืองราชคฤห์ทรงทราบ ให้อาราธนามาประทับพร้อมจะมอบราชสมบัติให้ครองครึ่งหนึ่ง แต่พระองค์ปฏิเสธ พระเจ้าพิมพิสารได้ทูลต่อว่า ถ้าหากได้บรรลุสัจธรรมขอให้มาโปรดด้วย พระองค์รับคำอาราธนาทรงเดินทางต่อเพื่อศึกษากับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายสำนัก เช่น อาฬารดาบส กาลามโคตร จนชำนาญจนได้สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ จนมีความรู้เท่าเทียมอาจารย์และไม่สามารถสอนอะไรให้อีก จึงเสด็จไปศึกษากับอุทกดาบสรามบุตรที่มีชื่อเสียง



ทรงตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม


โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 17:32:10 น.] ( IP = 61.90.118.239 : : )


  สลักธรรม 8

เมื่อลงมือปฏิบัติจนชำนาญตามคำแนะนำของอาจารย์แล้วจึงทราบว่านี้ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์ บรรลุโพธิญาณตามที่มุ่งหวัง

จึงเสด็จไปที่อุรุเวลาเสนานิคม ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างยิ่งยวด ณ ทิวเขาดงคสิริ โดยมีปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ คอยปรนนิบัติการทำทุกกิริยา เช่น ทรงกดพระทนต์ (ฟัน) ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุ (เพดาล) ด้วยพระชิวหา(ลิ้น) กลั้นลมหายใจเข้าออก พระองค์ทำอยู่จนพระวรกายซูบผอมเห็นซี่โครงทั่วพระสรีระอย่างชัดเจน จนพระโลมา (ขน) หลุดออกจากขุมขนหมด การกระทำอย่างนี้เป็นที่ประทับใจต่อปัญจัควัคคีย์อย่างมาก เพราะพวกเขาคิดว่านี่คือทางแห่งการบรรลุธรรม

แต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นอุปมาดังพิณสามสาย ซึ่งแสดงให้ทราบโดยพระอินทร์

สายแรกเคร่งเกินไปดีดได้ไม่นานก็ขาด

เส้นที่สองยานเกินไป เสียงไม่ไพเราะ

ส่วนสายที่สามพอดี เสียงไพเราะน่าฟัง จึงละแนวทางเดิมหันมาเสวยภัตตาหาร และเริ่มปฏิบัติแนวทางใหม่ทำให้ปัญจวัคคีย์ๆไม่พอใจหนีจากไป

โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 17:34:53 น.] ( IP = 61.90.118.239 : : )


  สลักธรรม 9

เช้าวันหนึ่งนางสุชาดาลูกสาวนายบ้านได้อธิษฐานกับเทวดาอารักษ์ว่า ...

ถ้าได้สามีที่มีศักดิ์เสมอกันและได้บุตรชายจะทำการเซ่นสังเวยบวงสรวง ด้วยข้าวมธุปายาสและวัตถุ มีค่าแสนกหาปณะ

เมื่อสมความปรารถนาจึงนำข้าวมธุปายาสมาเซ่นสรวง เมื่อเห็นมหาบุรุษมีลักษณะงดงามประทับนั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จึงคิดว่าเป็นเทวดาอารักษ์ จึงน้อมถวายข้าวมธุปายาส

พระองค์ทรงรับหลังจากเสวย แล้วทรงลอยถาดที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา โดยอธิษฐานว่า ถ้าจะได้บรรลุสัมมาสัมมาสัมโพธิญาณขอให้ถาดใบนี้ลอยทวนกระแสน้ำ และผลก็เป็นไปอย่างที่พระองค์หวัง

ถาดได้ลอยทวนกระแสและจมลงสู่ก้นแม่น้ำ ต่อมาโสตถิยพราหมณ์เห็นมหาบุรุษที่กิริยาอาการงดงามน่าเลื่อมใส จึงถวายหญ้ากุสะเพื่อปูประทับนั้ง

พระองค์เสด็จนั่งบำเพ็ญสมณธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในที่สุด ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ เดือนวิสาขะ ก็ทรงบรรลุพระอรหันต์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา (Buddhagaya) รัฐพิหารปัจจุบัน ผู้กลายเป็นพระศาสดาเอกของชาวโลก



คัดลอกมาจากหนังสือ 'ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย' ซึ่งเขียนและรวบรวมโดยพระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ พระธรรมทูตสายต่างประเทศรุ่นที่ ๙

กราบอนุโมทนามา ณ.ที่นี้ด้วยครับ


โดย ทับตะวัน..นำมาฝาก [23 เม.ย. 2548 , 17:39:32 น.] ( IP = 61.90.118.239 : : )


  สลักธรรม 10


ขอบพระคุณทับตะวันด้วยค่ะ...ที่นำความรู้ที่สำคัญมาฝากค่ะ

โดย เซิ่น [23 เม.ย. 2548 , 20:57:41 น.] ( IP = 61.91.169.199 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org