พึงทราบ ภาวนา มี ๓ อย่าง คือ
๑. บริกรรมภาวนา
หมายถึงมหากุศลจิต หรือมหากิริยาจิตที่เกิดขึ้นก่อนติดต่อต่อเนื่องกันตั้งแต่เริ่มเจริญสมถกรรมฐาน จนถึงขอบเขตแห่งอุคคหนิมิต
วิถีจิตที่จัดแจงปรุงแต่งอัปปนา หรือ วิถีจิตที่เป็นเหตุแห่งการเจริญกรรมฐานเบื้องต้น โยคาวจรควรกระทำให้ติดต่อกันไป วิถีจิตนี้แหละชื่อว่าบริกรรมภาวนา
๒. อุปจารภาวนา
หมายถึงมหากุศลจิต หรือมหากิริยาจิตที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับอัปปนาฌาน
วิถีจิตใดก็แล้วแต่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับขอบเขตของอัปปนาฌาน วิถีจิตนั้นชื่อว่าอุปจาร
วิถีจิตนี้แหละ โยคาวจรควรกระทำให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ วิถีจิตนั้นชื่อว่า อุปจารภาวนา
วิถีจิตใดชื่อว่า อุปจารด้วย ชื่อว่าภาวนาด้วย วิถีจิตนั้นชื่อว่าอุปจารภาวนา
๓. อัปปนาภาวนา
คำว่า อัปปนา ว่าโดยธรรม เป็นชื่อของวิตกโดยตรง เพราะเป็นเหตุปฐม
ส่วนธรรมอื่น มีมหัคคตจิต โลกุตตรจิต เจตสิกที่ประกอบนั้น เรียกว่า อัปปนาโดยอ้อม
เช่น รูปวจรจิตดวงที่ ๑ มีเจตสิกประกอบ ๓๕
ยกเอา วิตกออก เป็น อัปปนาโดยตรง
เจตสิกที่เหลือ เป็น อัปปนาโดยอ้อม
ธรรมชาติใดก็แล้วแต่ ย่อมยกสัมปยุตตธรรมขึ้นสู่อารมณ์เฉพาะหน้า หรือ
ธรรมชาติใดก็แล้วแต่เป็นอัปปนาด้วย เป็นการกระทำที่ถึงซึ่งความเจริญด้วย
ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อัปปนาภาวนา
นิมิต ๓
๑. บริกรรมนิมิต
อารมณ์กรรมฐานต่างๆ มี ปถวีกสิณ เป็นต้น ชื่อว่า นิมิต
ธรรมชาติใด พึงรู้ได้ด้วยจิต เจตสิก ธรรมชาตินั้นคืออารมณ์นั่นเอง
อารมณ์ของบริกรรมภาวนา ชื่อว่า บริกรรมนิมิต
( ปากว่า ตาจ้อง ใจนึกบริกรรม)
บริกรรมนิมิตนั้น เห็นได้ด้วยตา
เป็นปัจจุบันรูปารมณ์
๒. อุคคหนิมิต
อารมณ์ของมโนทวารวิถีจิต ชื่อว่า อุคคหนิมิต
อุคคหนิมิต เป็นภาพที่เห็นได้ด้วยใจ เป็นอดีตรูปารมณ์
๓. ปฏิภาคนิมิต
เป็นอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นทางใจ แต่ต่างกันตรงที่สภาพต่างกัน
ปฏิภาคนิมิตมีความใสสะอาดกว่า บริสุทธิ์กว่าอุคคหนิมิตมากกว่า ๑๐๐ เท่า
เป็นกระจกเหมือนกัน แต่ปฏิภาคนิมิตเป็นกระจกตัดแสง
เหมือนความบริสุทธิ์ของพระจันทร์วันเพ็ญ
ปฏิภาคนิมิต ไม่มีรูปร่างสัณฐาน ไม่มีสีสรร วรรณะ
เพราะเป็นเพียงสภาพที่เป็นบัญญัติ
บุพพกิจ กิจเบื้องต้นของผู้ที่จะปฏิบัติ มี ๗ ประการ
๑. ตั้งอยู่ในศีล
๒. ตัดมหาปลิโพธ ๑๐ ประการ
๓. ต้องแสวงหากัลยาณมิตร
๔. ต้องอบรมกรรมฐานที่เหมาะกับจริตของตน
๕. เว้นจากสถานที่ที่เป็นโทษแก่การปฏิบัติ
๖. อยู่ในสถานที่ที่ควรแก่การปฏิบัติ
๗. ตัดขุททกปลิโพธ คือเครื่องกังวลเล็กๆน้อยๆ
เราจะรักษาปฏิภาคนิมิตไว้ได้อย่างไร?
ผู้ปฏิบัติพึงเว้นจากอสัปปายะ อันเป็นสิ่งไม่สมควรแก่สมถภาวนา มี ๗ อย่าง คือ
๑. อาวาส ที่อยู่อาศัย
๒. โคจระ หมู่บ้าน
๓. ภัสสะ ถ้อยคำ
๔. ปุคคล บุคคล
๕. โภชนะ อาหาร
๖. อุตุ อากาศ ฤดู
๗. อิริยาบท การเดิน นั่ง นอน
รู้สึกเหนื่อยแล้วใช่ไหมค่ะ (ถามตัวเองค่ะ แฮะ.ๆ).ขอสรุปเลยดีกว่านะค่ะว่า
ทั้งๆที่หลวงพ่อเสือท่านเน้นเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่เรื่องสมถกรรมฐาน หลวงพ่อเสือกรุณาสอนอย่างละเอียด เพื่อชี้ให้เห็นว่า
ขั้นตอนการปฏิบัติสมถะนั้นจนถึงขั้นได้นิมิตต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ
และเมื่อได้มาแล้วต้องรู้จักรักษานิมิตนั้นไว้
จะเห็นได้ว่าแต่ละขั้นตอนที่จะให้เกิดความคืบหน้าขึ้นไปนั้นล้วนอาศัยกิเลสเจือปนตลอดเวลา
อาศัยกิเลสเป็นตัวช่วย จึงจะสำเร็จได้
ซึ่งตรงข้ามกับวิปัสสนา โดยสิ้นเชิงซึ่งต้องละกิเลส
และอีกอย่างหนึ่งนะค่ะ กว่าจะทำได้ก็ยากแสนยาก
ทำได้ก็เพิกทิ้ง ไปคว้าอีกอย่างที่คิดว่าดีกว่า
และข้อสำคัญถ้าไม่หมั่นเข้าวสีบ่อยๆ ฌานทั้งหลายที่ได้มา fail หมด เริ่มต้นใหม่อีก แล้วทที่ๆทำมาตั้งเยอะตั้งแยะ ก็แค่เป็นบาทไปสู่วิปัสสนา (ถ้าคิดได้ ไม่ติดใจทำต่อ )โอ๊ย...กลุ้มจัง
หัดฝึกวิปัสสนาดีกว่า ไม่มีการเสื่อม ได้แล้วได้เลย
คราวหน้าจะต่อเรื่องวสีหน่อยค่ะ
มีธุระต้องรีบไปแล้วค่ะ
ด้วยความปรารถนาดีเช่นเคย
ลูกหลวงพ่อเสือค่ะ