| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บันไดสู่สติปัฏฐาน ๒
(ตอนแรก http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7151)
การเรียนธรรมะใครๆ ก็เรียนได้ ไม่เคยเรียน ก, ข, ค, ง ก็สามารถเรียนได้เพราะฟังได้ มีทวารหูอยู่ แต่ถ้าจะปฏิบัติแล้ว จะต้องตั้งเป้าหมาย สอนไปแล้วว่า
ประการที่ ๑ ตั้งเป้าหมายก่อนว่า มาที่นี่เพื่ออะไร? เพื่อหาปัญญา
ประการที่ ๒ ตั้งเป้าหมายต่อมาว่า เอาปัญญาไปเพื่ออะไร? เพื่อหลุดพ้น
เป้าหมายของทุกคนที่มียังไม่มีเข็มทิศที่ถูกต้อง เพราะมาฟัง บ้างก็จดจบ บางก็อัด (เทป) จบ บ้างก็จำจบ บ้างก็ท่องจบ แต่ไม่รวมการปฏิบัติจบ
เราจะต้องถามตัวเองอยู่เสมอ เหมือนเราไปดูลิเก เราจะต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะต้องไปที่โรงลิเก ไปที่อื่นจะเจอลิเกไม่ได้ เมื่อไปดูลิเกแล้วเอาอย่างอื่นไปทำ จะได้ดูลิเกเต็มที่ไหม ไม่ได้
การตั้งเป้าหมายคือการทดสอบ หรือสอบสวนเรื่องราวของตัวเองว่า
ทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น
เพราะว่าเรามีทุกข์ เราเข้าใจในเรื่องของทุกข์ จึงตั้งเป้าหมายว่าจะหนีทุกข์ การไปต่างๆ นี้ดีหรือชั่ว ได้ผลอย่างไร แล้วจึงลงมือกระทำ
ในการที่จะทำ จะต้องถามว่า มาทำไม มาฟังเดี๋ยวก็จบ จบไปแต่ละวัน แต่เราไม่จบด้วย เป็นความทุกข์ ดังนั้น เราจึงควรปฏิบัติไปด้วย
ทุกครั้งที่ทำ ทุกครั้งที่ฟัง ทุกครั้งที่มา มีสติรู้ทันทุกขณะ เริ่มทำเสียตั้งแต่ที่บ้าน จะไปไหน ไปทำไม มีอะไรที่นั่น เพื่ออะไร จะออกจากบ้านมาวัด ก็ต้องไปถามว่า ที่วัดให้อะไรบ้าง พ้นทุกข์ไหม ถามตัวเองเสียก่อน แล้วค่อยไป
โดย ของฝากจากศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 14:05:33 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เราจะต้องทำสติให้มีพลังมหาศาล พลังอันเข้มข้นที่บริบูรณ์ด้วยอินทรีย์อันแก่กล้า แต่เราไม่เคยพัฒนาให้อำนาจนั้นออกมาใช้เลย ถูกปิดซ่อนเร้นด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาตลอดเวลา ไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาแสดงหน้าที่อันมหาศาล
ฉะนั้นหันไปดูความสำคัญของสติเสียบ้าง ด้วยการเริ่มต้นนึกก่อนว่าจะไปไหน
เราต้องมีตัวรู้ก่อนว่าวันนี้จะไปไหน มีสติรู้ทันทุกขณะ ที่มีการนึกคิดเสียก่อน พอลงมือกระทำ เอ้า แต่งตัว มีสติรู้ทันว่าการแต่งตัวนี้เพื่ออะไร
จะไปวัด มีสติรู้ทันว่าการไปวัดนี่เป็นกุศล ไปเพื่อจะหากุศล มันจะได้เบาบางกิเลส สวมพอกอะไรน้อยลง เพราะสติเข้าไปช่วยแล้ว ได้ผลตลอดเวลาขณะทำแล้วดำเนินตามการกระทำนั้นให้มีสติมาจนถึงที่นี่
และมีสติรู้ว่าการมานั้น เรามาเพื่ออะไร ฝึกสติเอามาใช้บ้าง มันถูกปิดบังซ่อนเร้นอำนาจอยู่นานแล้ว
ตั้งเป้าทุกวัน ไม่ต้องตั้งเป้าเป็นปี ไม่อยู่กับปัจจุบัน เอาใกล้ๆที่ปัจจุบันนี่แหละ เรายังตั้งทุกขณะไม่ได้ เอาวันต่อวันนี่แหละ ไม่ใช่นั่งนึกในวันนี้ว่า อาทิตย์หน้าฉันจะไปกิน ตั้งเป้าไม่ถูก โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 14:19:32 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 2
ถ้ามีสติต้องตั้งเป้าเช่นนี้ ....
ตื่นขึ้นมา ฉันจะไปวัด นี่ ตั้งเป้าแล้ว
ให้เป้าหมายออกไปต่อว่าไปเพื่ออะไร ชำระล้างกิเลสและหาปัญญา
ตั้งเป้าแล้วขณะกระทำจึงเกิดขึ้น ลงมือแต่งตัว
เอาสติมาใช้ว่า ไปไหน ไปวัด ชำระล้างกิเลสที่ตัวเอง การพอกพูนอะไรขึ้นมา มันจะกำจัดกิเลสตัณหาออกไป เข้าใจไหม ใช้ได้ทั้งหญิงชาย ไม่จำเป็นต้องเป็นสตรีเพศ ผู้ชายก็เยอะ
ส่วนวันธรรมดาที่ลูกต้องไปทำงาน ทำสวน อะไรก็แล้วแต่ ให้มีสติรู้ว่าลืมตาขึ้นมาต้องพบความพอใจ ไม่พอใจ
เมื่อเราจะไปทำงาน ตั้งเป้าหมายเลยว่าไปที่ไหน มีสติตาม มิใช่ไปจากสัญญาที่ทำงานอยู่ที่ไหน ตั้งเป้าเสียในเป้าหมายอันเป็นโลกียะ
รู้ว่าการงานนั้นทำไปด้วยความจำเจซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อหน่าย แต่หนีไม่พ้น ตั้งเป้าทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ฝ่ายต้องการกับฝ่ายปฏิเสธ
อยู่ดีๆ ไม่รู้จักอะไรจะเข้าห้องกรรมฐานปฏิบัติ ถูกหรือไม่ ฉะนั้นต้องทำที่บ้านก่อน แต่ละวัน ทำเสียให้จิตมันรู้จักงานชอบและงานละ นั่งฟังอยู่ที่นี่
ลูกไม่แยกจากปัจจุบันแล้ว เข้าห้องกรรมฐานลูกก็จะแยกไม่ได้ ถึงแยกได้ก็ต้องใช้เวลานานโขทีเดียว
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 14:22:57 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 3
ในชีวิตควรจะมีคำว่า พรหมวิหาร
พรหมวิหาร คือ ธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐ ได้แก่
๑. เมตตา ให้ชีวิตของทุกคนนั้นประกอบไปด้วยเมตตา เมตตา คือความปรารถนาดี มีไมตรีจิต ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุขเท่าที่ตัวเองทำได้
เมตตาเป็นคู่ปรับกับพยาบาท เมื่อเกิดความพยาบาทขึ้นมากับใครสักคนหนึ่ง เราก็ไม่อยากให้ความเมตตาเขา
เมื่อเป็นคนมีเมตตาก็สามารถละความพยาบาทได้
๒. กรุณา ให้ชีวิตประกอบไปด้วยความกรุณา กรุณา คือความสงสาร อยากช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้อง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข บำบัดความอยาก ความเดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง
กรุณาเป็นคู่ปรับกับการเบียดเบียน การเบียดเบียนผู้อื่นคือการอยากได้ของของเขามาเป็นของเรา อยากให้เขาพังพินาศไป
เมื่อมีความกรุณาก็สามารถละการเบียดเบียนได้
๓.มุทิตา ให้ชีวิตประกอบไปด้วยมุทิตา มุทิตา คือ ความชื่นชมยินดีอย่างบริสุทธิ์ใจที่เห็นผู้อื่นได้รับความสุข หรือได้รับความสำเร็จต่างๆ เห็นเขาได้เจริญอยู่ในกุศล เช่น ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็พลอยยินดีกับเขาอย่างบริสุทธิ์ใจที่ชีวิตของเขากำลังมีกุศลส่ง เป็นวิบากกุศล
มุทิตาเป็นคู่ปรับกับริษยา ความริษยาคือไม่ยินดีในความสุขของผู้อื่น
เมื่อมีมุทิตาในจิตก็สามารถละความริษยาเสียได้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 15:04:29 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 4
๔. อุเบกขา ให้ชีวิตประกอบไปด้วยอุเบกขา อุเบกขา คือความมีใจเป็นกลาง มองเห็นตามความเป็นจริง โดยวางสภาพจิตตัวเองให้เกิดความสม่ำเสมอมั่นคง เที่ยงตรง ไม่ลำเอียง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ตัวเองก็ไม่สั่นไหว เคลื่อนคลอนกับสิ่งที่มากระทบทั้งดีทั้งชั่ว
รู้ว่าที่กระทบคือวิบาก แต่ที่กำลังกระทำคือเจตนา
สิ่งที่ได้มาทั้งดีทั้งชั่วนั้นเป็นผลมาจากการกระทำของเราเอง
เราสร้างเหตุเอง เราย่อมได้รับผล
เหตุดีก็ไม่เที่ยง เหตุดีก็เป็นทุกข์ เหตุดีนั้นก็บังคับบัญชาไม่ได้ ความสุขซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุดีก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้เช่นกัน ความทุกข์ที่ได้รับเกิดจากเหตุของเราที่สร้างมา
ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง ความทุกข์คงสภาพเดิมไม่ได้ และความทุกข์ก็บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
การกระทำนั้นทำไปเป็นกลาง ไม่หวังได้และไม่หวังเสีย เพราะรู้ว่าที่หวังนั้นคือการเสื่อมหมดไปแน่นอน
อุเบกขา เป็นคู่กับความลำเอียง ความลำเอียงคือยึดถือความพอใจองตนอย่างเดียว ไม่ชอบความไม่พอใจ
เมื่อมีอุเบกขาในจิตก็สามารถละความลำเอียงเสียได้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 15:08:17 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 5
การมอง ที่ถูกต้องควรจะ มองด้วยความเมตตา เพราะว่าเราก็รู้แล้วว่าการเกิดเป็นทุกข์ ที่เดินอยู่ตามถนนไม่ว่าคนหรือสัตว์เดรัจฉานย่อมหนีทุกข์ไปไม่พ้น จึงมีจิตใจระลึกรู้ว่าอยากจะให้เขาพ้นไปจากทุกข์ เพียงแต่นึกคิดก็เป็นกุศลจิตเกิดขึ้นในตน
กิริยา ของเราเคยตอบสนองสิ่งเร้าเพื่อรับมาและปฏิเสธไปคือไม่ต้องการ มีการโต้ตอบออกไปเป็นพฤติกรรมแห่งการกระทำทั้งดีทั้งชั่ว มันก็ไม่มีผลอะไรที่เป็นสาระแก่นสาร เพราะว่าเกิดขึ้นมาแล้วต้องเป็นทุกข์ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะมั่งมีศรีสุขหรือจะเป็นยาจกยากแค้น ต่างก็มีทุกข์เกิดขึ้นในจิตใจตลอดเวลา
กิริยาจึงเป็นไปด้วยความกรุณาช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อให้ได้รับความสุขขึ้นมาแทนความทุกข์อันนั้น ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ช่วยให้เขาได้รู้แจ้งเห็นจริงว่าการเกิดเป็นทุกข์ จึงควรแก้ไขด้วยการดำเนินเพื่อความสิ้นสุดของการเกิด
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 15:10:46 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 6
วาจา ของเราทุกวันนี้ที่เคยพูดออกไป เคยเปล่งออกไปเป็นสัมผัปปลาปวาส คือ คำพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งตัวเองและผู้อื่น วาจานั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การดับนี้เป็นอกุศลภายในจิตตน จึงควรจะเปลี่ยนไปเป็น
วาจาที่เปี่ยมด้วยมุทิตาจิต
เมื่อเห็นเขาได้ดีก็ควรยินดีกับเขา เพราะโอกาสน้อยนักในชีวิตที่คนเราจะพบกับความสุขสักครั้งหนึ่ง นอกนั้นเป็นทุกข์หมด
ความสุขที่เกิดขึ้นเพียงนิดหนึ่งก็ควรยินดีกับเขา ที่ในขณะนั้นจิตเขาย่อมไม่มีโทสะ ชื่นชมตรงที่ตอนนี้จิตของเขาปราศจากโทสะ ปราศจากโลภะ จิตมีกุศล
วาจาจึงควรชื่นชมยินดีอย่างบริสุทธิ์ใจ
จิตใจ ของเราที่เคยหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบทั้งดีทั้งชั่ว เคยมองไปว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมฉันไม่เหมือนเ ทำไมเขาสบาย ทำไมฉันเดือดร้อน
เราควรคำนึงถึงสภาพตัวเองว่า ในการเกิดนี่เป็นทุกข์ จะต้องกินเข้าไปแต่ละมื้อ นึกว่าคลายความทุกข์ได้ มีแต่เพียงไประงับทุกข์ชั่วคราวเท่านั้นเอง เดี๋ยวก็หิวอีกแล้ว กินซ้ำกินซาก นอนซ้ำนอนซาก เดินซ้ำเดินซาก ยืนซ้ำยืนซาก นั่งแล้วนั่งอีก ไม่มีท่าใดเป็นสุขที่แม้จริงเลย
มีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นอย่างแล้วค่อยๆทวีคูณ คือหนักขึ้น จะต้องเปลี่ยนอิริยาบถไป เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราหรือเขา มีรูปร่างขึ้นมาแล้ว จะหนีทุกข์ให้พ้นไปไม่ได้
ไม่มีใครสามารถจะเกิดมาโดยไม่พ่วงเอาทุกข์ติดตามมาด้วยได้
มีความรู้แจ้งเห็นจริงในความทุกข์แห่งการเกิด เมื่อมีเหตุผลดีแล้ว จะได้ขจัดความวิปลาสออกไป มีความมั่นคง ไม่ยินดียินร้าย เป็นอุเบกขา
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 15:13:16 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นธรรมพื้นฐานภายในแล้ว ก็จะต้องมีหลักธรรมที่จะแสดงออกมาภายนอก
ด้วยในหมวดของการบำเพ็ญการสงเคราะห์ผู้อื่น เรียกว่า สังคหวัตถุ ๔ ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา
ทาน เมื่อเรามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเกิดขึ้นเป็นพื้นฐานแล้ว การแสดงออกก็ต้องเป็นไปด้วยทาน
ทาน คือการให้ปัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละสงเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อื่น
คำว่า ทาน ได้แก่การเสียสละออกจากกิเลส ถ้าเกิดทานขึ้นมาในจิตใจ ตอนนั้นกิเลสก็เข้าไม่ได้
ปิยวาจา ได้แก่การกล่าวถ้อยคำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุมีผลชักจูงไปในทางดี ทางงาม หรือแสดงออกซึ่งความเห็นอกเห็นใจ ช่วยให้ผู้อื่นเกิดกำลังใจ รู้จักพูดให้เกิดความเข้าใจที่ดี พูดในสิ่งที่ทำให้เกิดความสมานสามัคคี โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 15:16:15 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 8
อัตถจริยา ได้แก่การทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือด้วยแรงกายก็ดี แรงใจก็ดี ช่วยแก้ไขปัญหา ปรับปรุง ส่งเสริมไปใน ทางที่ชอบธรรมเท่านั้น
สมานัตตตา ได้แก่การเอาตัวเองเข้าสมานทำตนให้กับคนอื่นได้ วางตนในที่เสมอต้นเสมอปลายให้เกิดความเสมอภาคทั้งคนจนคนมั่งมี ตลอดจนคนทั่วไป
วางตัวเองให้มีความเสมอเหมือนกันหมด ไม่เอาเปรียบ ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมรับรู้ร่วมแก้ไขให้แก่ผู้อื่น เพราะรู้ว่า
ใครทำ ใครได้
ทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นการบำเพ็ญสงเคราะห์ซึ่งมาจากพื้นฐานเดิม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
โปรดติดตามตอนต่อไปในคราวหน้า
![]()
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [9 พ.ค. 2548 , 15:20:06 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 9ขอก้มกราบระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่อครับ
จดและจำคำสอนสังวรจิต
พ่อให้คิดสร้างตนพ้นวิสัย
พ่อให้ทางแก้เหตุกิเลสใจ
พ่อให้ทางสว่างไสวไม่มืดมน.
![]()
![]()
![]()
ขอบคุณมากครับ
โดย พี่เณร [9 พ.ค. 2548 , 15:28:18 น.] ( IP = 61.90.82.12 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |