มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บันไดสู่สติปัฏฐาน ๖.








(ตอนที่ห้า http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7186)

ข้อที่ ๓ ในจิต

สมรรถภาพแห่งการหยุดยั้งและความเนิบช้า “การหยุดยั้ง” อันนี้หมายถึง การหยุดยั้งปัญหาที่นำพาแต่ทุกข์ การที่เราประสบอารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ ไม่ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ตัวตัณหาจะทำหน้าที่เข้ามาเป็นผู้นำในการกระทำทุกๆ แหล่งกำเนิด

เรารู้จักกับตัณหาด้วยการสอบถามว่า มาเพื่ออะไร จะทำสิ่งนี้เพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ด้วยวิธีการอันไม่รุนแรงและบีบบังคับ

เมื่อเกิดความทะยานอยากได้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา เช่น แก้วแหวน เงินทอง เปรียบเสมือนสายสร้อยของลูกก็แล้วกัน อยากได้ขึ้นมา มีสติรู้ทัน อะไรเกิด ตัณหาเกิด ตัณหาความอยากได้

วิธีการจะทำลาย ท่องว่าไม่เอา ไม่เอา อย่างนี้เป็นการรุนแรงหรือไม่ รุนแรง มันไม่ชนะแน่นอน จะต้องผ่อนปรน

เมื่ออยากได้เจริญสติตั้งเป้าไว้ว่า อยากได้อะไร ถามต่อ มีความสำคัญกับฉันมากไหม ตัณหามันช่วยตอบ สำคัญมาก มีเงินซื้อพอไหม ตัณหาช่วยตอบ มี เมื่อเอามาแล้วจะเป็นทุกข์ไหมตัณหาช่วยตอบ ไม่เป็นทุกข์ ตัดสินใจซื้อ

แต่ก่อนตัดสินใจ คิดอีกครั้งว่า เมื่อซื้อมาแล้วมันจะได้ใส่คุ้มหรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้การใส่เพชรทองเป็นอันตรายใช่หรือไม่ ถ้าใส่ออกไปได้ทุกวันก็ควรจะทำ แต่ถ้าซื้อมาเพื่อเก็บบูชาก็น่าคิดก่อนตัดสินใจ

โดย ของฝากจากศาลาเสือพิทักษ์ [13 พ.ค. 2548 , 08:48:15 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถ้าแม้ตัณหาจะชนะคือซื้อไปจนได้ แต่สติก็เกิดขึ้นหลายขณะ
ได้พลังเก็บเข้ามา ถึงหากสูญเสียอิสรภาพของความเป็นตัวเองไป พลังอันนี้ก็สะสมอยู่กับตัว

ความเนิบช้าจะเป็นตัวช่วยในการผ่อนคลายความตึงของสันตติที่สืบต่อกันไม่มีวันขาด การกระทำเจริญสติสำรวมที่สุดก็คือ การสำรวมอินทรีย์ แล้วจะมีสมบัติผู้ดีที่แท้จริงเกิดขึ้นในกายตน ทำช้าๆ
ด้วยความเนิบช้าเพื่อขยายทางแห่งการติดต่อให้มีช่วงว่างเกิดขึ้นบ้าง

เมื่อเรามีพลังเข้าไปปฏิบัติดูจริงๆ มันจะได้เห็นการเกิด ดับเป็นขณะๆ ทุกวันนี้มันไม่ดับเลย

ความเนิบช้านี่จะช่วยในการเจริญสติ ทำอะไรกำหนดรู้ กำหนดดู กำหนดเห็น จะหยิบ ตามองเสียก่อน มันไม่ช้าหรอกลูก เพราะนามสั่งเร็ว ดูรูปแล้วดูนามตาม รู้สึกหิวน้ำขึ้นมา นามสั่ง รู้สึกว่าทุกข์เกิดขึ้นแล้ว มอง มือก็ไป จับถ้วยแก้วแน่นแล้วยกขึ้นมาดื่มเสร็จ
มองก่อน วาง ให้รู้จักสถานที่

จัดระเบียบในเรือนใจให้เป็น นี่คือวิธีการไม่บีบบังคับและซ่อนเร้นเปิดเผยต่อตัวเองตลอดเวลาว่าหน้าที่คือที่หน้า

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [13 พ.ค. 2548 , 08:57:37 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

ข้อที่ ๔ ในธรรม

“ความตรงดิ่งแห่งการมอง” สัมมาทิฏฐิ

ในเรื่องนี้ก็เป็นหัวข้อรวมระหว่างกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน รวมทั้ง ๓
ข้อจัดอยู่ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ความตรงดิ่งแห่งการมอง คือ การพิจารณาถึงธรรม ธรรมที่เกิดขึ้นในกายตนในปัจจุบัน เช่น มีจิตโลภ จิตโกรธ จิตหลงต่างๆ เข้ามา ก็รู้ทันว่าอันนี้มันถูกปรุงแต่ง ดีหรือชั่ว ตอบเลย ไม่ดี ถ้าเป็นจิตโลภ ตอบปฏิเสธ ดีหรือชั่ว-ไม่ดี ใครได้รับ-ฉันเอง

เมื่อฉันรู้ว่า ของไม่ดีแล้ว ธรรมชาติของจิตไม่ต้องการเกาะ ปฏิเสธเลย ถามตัวเองก่อน แม้จะต้องทำ สืบต่อไปให้รู้ว่าดีหรือไม่ ให้จิตมันสั่งสมอะไรเข้าไป ความรู้จักสั่งสมความรู้จักเข้า

ทุกวันนี้รู้จักไหม-ไม่รู้จัก เหมือนฝุ่นมีอยู่ในบ้านไม่เคยกวาด เสร็จแล้วพออาทิตย์หนึ่งมากวาดก็กองโตแล้วไม่รู้จะกวาดอะไรทิ้ง

เหมือนสมบัติที่ขนซื้อกันเข้ามามาก เสร็จแล้วก็หมกใต้บันใด เวลาจะเอามาใช้จริง ซื้อเอาใหม่ ใช่ไหม มนุษย์มีมาก เห็นถ้วยโถโอชามอะไรไม่รู้กองกันพะเนินเทินทึก ไปดูมันเกะกะมากมาย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [13 พ.ค. 2548 , 09:04:49 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

ดังนั้น การพิจารณาความตรงดิ่งแห่งการมองก็คือ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน ที่มีอารมณ์มากระทบ เช่น เกิดอะไรขึ้นก็ให้รู้ รู้จักก่อน

นิวรณ์ ๕กามฉันทะ พยาปาทะ ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ..มันเกิดอาการอะไรขึ้นมาก็ให้รู้ สติรู้จัก แล้วก็ปฏิเสธทันทีว่าดีหรือไม่ แต่มันจะเกิดมากต่อจากนั้นช่วยไม่ได้ เพราะมันไม่ไว แต่รู้จักแล้วคำว่าดีหรือไม่ดี เป็นกุศลหรืออกุศล นี่ เอาให้รู้จัก

จิต คือธรรมชาติที่รู้ คนเราธรรมชาติต้องการรับ ไม่ต้องการเสีย นี่หลักธรรมชาติ ต้องการได้สิ่งที่ตัวเองพอใจ สิ่งที่ไม่พอใจใครต้องการบ้าง ...ไม่มี

แต่ทุกวันนี้ถูกใส่เข้ามาโดยไม่มีสติเข้าไปช่วยรับ เหมือนกับบ้าน ใครจะเข้าจะออก ไม่มีคนซักถาม เรียกชื่อ ว่ามาจากไหน เข้ามาเกลื่อน บ้านเราก็เป็นที่สาธารณะ

ถ้าเราเอาสติเป็นผู้อยู่หน้าประตู คอยซักคอยถาม คนที่จะเมาจะกล้าหรือไม่
เพราะมีเจ้าของคือสติมาอยู่เป็นเจ้าของ

ทำงานอยู่ทั้งวัน ก่อนจะออกจากที่ทำงาน ให้เวลาแก่ตัวเอง ระลึกนึกว่านี่คือสิ่งที่ผ่านมา ทางด้านโลกียะ จำเจซ้ำซากหนีไม่พ้น เนื่องจากมีเกิด ท่องไว้ เนื่องจากมีเกิด

มันให้รู้สึกอะไร จิตมันได้รู้สึกเบื่อหน่ายเอง เมื่อเราไม่ชอบ จิตมันรู้มากขึ้น จิตมันเบื่อไหม นี่เป็นอุบาย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [13 พ.ค. 2548 , 09:11:33 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

มีการประมาณตัวเองอยู่เสมอจะดี พ่อเคยสอนแม้กระทั่งเทวดาให้เนรมิตน้อยลง ไม่อยากได้คือความหมดตัณหาเสียบ้าง เรามีแค่นี้ใช้แค่นี้คือความรู้จักประมาณ อดเพราะจน จนอะไร จนต่อการมีตัณหาเยอะๆ แต่อย่าไปทนเพราะอยาก

เรามีการรู้จักประมาณ อดออม รู้จักยับยั้งชั่งใจ เพราะเราจนตัณหาที่จะพอกพูนยิ่งขึ้น แต่อย่าไปทนสู้กับความทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะตัณหา

อดเพราะจน ทนเพราะอยาก ที่เรามาทนทุกวันนี้เพราะอะไร ต้องเกิดมาเป็นคนทุกวันนี้ต้องทนทุกข์เพราะอะไร เพราะตัณหาใช่หรือไม่

ที่เราต้องมาแปรปรวนสับปลับอยู่ตลอดเวลากับสิ่งที่มากระทบแล้วก็ดับไป กำหนดรู้ว่ามันเที่ยงไหม ดูว่ามันมีจริงหรือไม่ มันหมดไปแล้วมันไม่เที่ยงรู้ทันแต่อย่าไปท่อง ทำอะไรอยู่ทุกวันนี้ ทำอยู่ตรงนี้เดี๋ยวก็ผ่านไป แล้วก็กลับมาดูอยู่ตรงนี้ มันโมโห เดี๋ยวเรานั่งสบายใจมันก็ไม่เที่ยง สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ที่เราไปหลงติดนั้นเพราะมีตัณหาอุปาทาน อะไรแล้วแต่ อยากมาก ทุกข์มาก

ลำพังรูปนาม ก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว เราจะต้องแบกไปตลอดชาติ แบกอะไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แบกความพอใจกับไม่พอใจตลอดเวลา ที่เราหลีกเลี่ยงไม่พ้นเพราะเรายังมีตัณหา ถ้าไปเพิ่มคือความทะยานอยากกำลังทุกข์มันเกิดขึ้นที่จิตอยู่แล้ว

เมื่อเกิดความอยากมันก็เพิ่มอำนาจตัณหาเข้า เมื่อไม่สมความอยากจะเป็นทุกข์ขนาดไหน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [13 พ.ค. 2548 , 09:18:14 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

เราเอาความจริงเข้าวิเคราะห์ มีเวลานี่ลูก นั่งเพ่งพินิจพิจารณาไปว่าในร่างกายเรานี้ เราห้าม หยุดยั้งอะไรได้บ้าง

หยุดยั้งความคิดได้ไหม-ไม่ได้
หยุดยั้งความโลภได้ไหม-ไม่ได้
หยุดยั้งความโกรธได้ไหม-ไม่ได้
หยุดยั้งความหลงได้ไหม-ไม่ได้

แต่ อย่า เอาความไม่ได้นั้นให้กลายเป็นทุจริต คือเมื่ออยากเกิดขึ้นแล้วให้เป็นแค่โลภะอย่างตรุณ (อย่างอ่อน) อย่าให้เป็นพลวะ (อย่างรุนแรง) คือเมื่ออำนาจโลภะเกิดขึ้น ทะยานอยากอย่างแรงแล้วทำให้กลายเป็นทุจริต โทสะเกิดขึ้น คือความเดือดดาล ไม่พอใจ ความไม่พอใจนั้นอย่าให้เป็นทุจริต คือคิดพยาบาทอาฆาต คิดให้ผู้อื่นมีความเสื่อม ความพินาศ สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วให้ดับไป อันนี้สติรู้ทันมากยิ่งขึ้น

สติเป็นการกำหนดรู้สึกตาม ตามที่ผ่านมาแล้วทั้งดีทั้งชั่ว ทางดีก็ทำให้เกิดปิติ ทางชั่วเมื่อมีสติก็สกัดกั้นให้เกิดอารมณ์ดีเข้ามาแทน แต่มันก็ยากหน่อยเพราะเราชำนาญในการมักเผลอ แล้วก็ต้องขอร้องกันทุกวัน

เพราะความชำนาญของมนุษย์ชอบลงโทษตัวเอง อย่าลูก ไม่ใช่ทางที่ดี “ฉันเป็นคนมีปัญญาน้อย เรียนไม่ค่อยจะรู้เรื่อง” เมื่อมันไม่รู้เรื่องปัจจุบันแล้วยังย้ำให้มันยิ่งไม่รู้เรื่องอีกทำไม

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [13 พ.ค. 2548 , 09:32:02 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6

เรารู้ว่าเรียนเรื่องนี้ยังไม่เข้าใจ เราต้องเพิ่มกำลังซิ “พละ” เราจะต้องมีความขยันหมั่นเพียรมากยิ่งขึ้น ให้กำลังตัวเองเสีย ไม่ใช่ บอกว่า “ฉันมีปัญญาไม่ดี ฉันเรียนไม่ได้”

มันยิ่งปลูกผังความไม่ได้เข้าไป จิตมันเป็นตัวรู้ รู้ในตัวที่สันทัดจัดเจน และเอาออกใช้อยู่เรื่อย “ฉันนี่ท่าจะบ้า” ปกติคืออะไร

ทุกคนที่เกิดมา สติควบคุมความบ้าอย่างขนาดหนักอยู่แล้ว ถ้าเผื่อขาดสติเป็นอย่างไร เรียกว่าคนบ้า

ตามปกติการควบคุมสติก็ยังอ่อนอยู่ มิหนำซ้ำยังไปลงโทษ “ฉันท่าจะบ้า” ไปว่ามันทำไม เดี๋ยวมันจะบ้าจริงๆ หรอกลูก “นี่มันน่าทุเรศทุรัง” รู้แล้วยังไปดูมันอยู่ได้

บ้างก็รู้แล้วว่าคนอื่นเขาพูดเพ้อเจ้อ แต่ก็ฟังเขาจนจบ ระหว่างที่ฟัง หลบหลีกได้ไหม เพราะเรามีทวารหู แต่เรามีสติกำหนดซิว่า สิ่งที่มากระทบนี้มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ รู้แล้วจิตก็ทำหน้าที่ของมัน จิตนั้นมีพลังอันมหาศาล


โปรดติดตามตอนต่อไปในคราวหน้า


โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [13 พ.ค. 2548 , 09:35:46 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 7

เข้ามาอ่านได้หยุดยังยั้งคิด
เข้ามาอ่านได้หยุดจิตเถลไถล
เข้ามาอ่านได้กอบโกยแต่กำไร
เพื่อจะพาชีวิตไป..ในความดี



คุรั

โดย พี่เณร [13 พ.ค. 2548 , 12:03:01 น.] ( IP = 61.91.201.99 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณค่ะ
สำหรับหลักที่จะช่วยในการเจริญสติให้อยู่กับปัจจุบัน
และการเพิ่มความเพียรในกุศล..แทนการบ่นไม่พอใจตนเอง
ขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น [13 พ.ค. 2548 , 12:58:03 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 9

มาเข้าห้องเรียนต่อค่ะ ชีวิตนี่มีตัณหาเป็นเพื่อนจริงๆนะคะ เพราะช่วยตอบคำถามของเราทุกเรื่องเลย และจะต้องหาทางคบสติเป็นเพื่อนแทน ขอบคุณค่ะ

โดย น้องอุ๊ [13 พ.ค. 2548 , 17:16:01 น.] ( IP = 203.151.140.112 : : 203.113.38.13 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org