มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เชิญมาหาหลวงตากันต่อ..มาเรียนเจตสิกกันครับ




สวัสดีครับหลวงตาผมหายไปหลายวันเลยครับเพราะมีงานจรเข้ามามากครับแต่ก็เป็นงานกุศลนะครับคือว่าผมต้องจัดการเรื่องหนังสือที่จะพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านพระครูศรีโชติญาณครับ



เอาๆไม่ต้องกลัวจะว่าหรอกเณรเพราะย่อมเป็นรู้ๆกันอยู่ว่าเณรและคณะนะชอบทำบุญทำกุศลดีแล้วละว่าแต่วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันต่อถึง
เรื่อง
เจตสิกปรมัตถ์ กันต่อไป

หลวงตา เจตสิก คืออะไร และมีการงานเกี่ยวข้องกับจิตอย่างไร?
ในวิชาการทางโลกที่ว่าด้วยจิตวิทยาก็ดี
ในลัทธิหรือศาสนาใดๆ ก็ดี ได้กล่าวเรื่องจิตไว้ในวงแคบ
ทั้งมิได้ชี้เหตุผลที่เกิดขึ้นและเป็นไปของจิตอย่างพิสดารเลย
ในพระพุทธศาสนาเฉพาะอย่างยิ่งพระอภิธรรมปิฏก เณรจะศึกษา
เรื่องจิตนี้ได้อย่างโชกโชนทีเดียว ต่อให้ศึกษาอีกหลายปี เณรก็ศึกษา
พระพุทธศาสนาในเรื่องของจิตไม่หมด แต่ผู้ศึกษาจะได้ความละเอียดยิ่งขึ้นทุกที
ทั้งความสงสัยในเรื่องจิตก็จะลดลงเป็นลำดับ และจิตใจก็จะสดชื่นแจ่มใส
เป็นสุขมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

วิทยาการทางโลกที่ว่าด้วยจิต หรือลัทธิศาสนาอื่น
ที่กล่าวถึงจิต ก็ว่ากันแต่จิตตัวเดียวโดด ๆ
มิได้มีอะไรแฝงอยู่หรือเกิดร่วมกับจิตเลย
มีแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า
จิตมิได้อยู่โดดเดี่ยวแต่ลำพัง จิตนั้นมีธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง
เข้าประกอบร่วมด้วย ธรรมชาติที่เกิดร่วมกับจิตนี้
เมื่อแยกออกก็มีถึง ๕๒ ประเภทซึ่งเรียกว่า เจตสิก
ธรรมดาของบ้าน โรงเรือน จะมีแต่เสา
มีแต่กระเบื้อง หรือมีแต่กระดานเท่านั้นเราก็เรียกว่า
บ้าน..โรงเรือนได้ไม่ มันจะต้องมีพร้อมทั้งเสา พื้น ฝา หลังคา
ประตูหน้าต่างประกอบกันใช่ไหมเณร
ธรรมดาสิ่งของหรือเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นต้นว่า
หนังสือที่เณรถืออยู่ในมือ มันก็ต้องประกอบไปด้วยเซลโล๊ส
ซึ่งเป็นเยื่อใยของพืช ตัวยาเคมีบางชนิด แป้งหรือกาวตลอด
ไปจนถึงหมึกพิมพ์ ธรรมดาของสสารทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นธาตุแท้หรือธาตุผสม เมื่อแยกออกไปแล้ว
ที่สุดก็เป็นอนุภาคเล็ก ๆ เป็นประจุไฟฟ้าบวก
ไฟฟ้าลบ และพลังงาน

วัตถุทั้งหลายในโลก สิ่งสารพัดทั้งปวงบนพิภพนี้
ไม่ว่าจะเป็นในน้ำ บนพื้นแผ่นดิน และในอากาศจน
ถึงชั้นสตราโตเฟีย ไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวเดียวโดด ๆ
โดยมิได้มีอะไรมาปนเลย เมื่อเป็นเช่นนี้มันจะเป็นสิ่ง
แปลกประหลาดมหัศจรรย์ ถ้าหากว่าจิตซึ่งถึงแม้ว่าเป็นนามธรรม
แต่เป็นจิตตัวเดียวโดด ๆ มิได้มีอะไรแฝงอยู่ หรือเกิดร่วมด้วยเลย
ดังนั้น การสอนถึงธรรมชาติอันไม่มีอะไรมาปนอยู่เลย
ไม่ว่าธรรมชาตินั้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม
เราก็จะมีความรู้สึกว่าฟังไม่สนิท เพราะมันเป็นการฝืน
ความรู้สึกจากความนึกคิดตามเหตุผลของวิชาต่าง ๆ ที่เราได้เคยศึกษามา
เมื่อมีไฟเกิดขึ้น แม้เราจะเรียกว่าไฟคำเดียว
หรือเราจะเข้าใจว่าไฟมีอย่างเดียวก็ดี แต่ตามความจริงแล้ว
ในไฟนั้นก็ย่อมจะมีความร้อน มีแสงสว่าง มีพลังงาน
อันเกิดจากความร้อนกับแสงสว่างรวมอยู่ด้วย
และถ้าเป็นไฟตะเกียงด้วยแล้ว ก็ย่อมจะมีละอองน้ำมัน
ออกซิเจน และคาบอนไดอ๊อกไซด์เพิ่มขึ้นอีก

เจตสิกเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ประกอบกับจิต
เหมือนกับความร้อนและแสงสว่างต้องมีขึ้นประกอบกับไฟ
ไฟเกิดขึ้นมาแล้วจะไม่มีความร้อน แสงสว่าง และพลังงานหาได้ไม่
จิตเกิดขึ้นมาแล้วจะไมีมีเจตสิกประกอบร่วมกับจิตด้วยก็ไม่มีเลย
เป็นอันขาด ส่วนการที่เราจะทราบว่าเป็นเจตสิกนั้น
ด้วยยึดหลัก ๔ ประการ คือ

๑. เกิดพร้อมกับจิต

๒. ดับพร้อมกับจิต

๓. มีอารมณ์เดียวกับจิต

๔. มีที่อาศัยที่เดียวกันกับจิต

ธรรมชาติใดเกิดขึ้นครบถ้วยตามหลัก ๔ ประการนี้แล้ว ธรรมชาตินั้นชื่อว่าเจตสิก

โดย เณรชิต [17 ธ.ค. 2544 , 14:42:03 น.] ( IP = 203.170.156.188 : : 203.170.156.188 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

เจตสิกและจิตสนิทแนบ
เกิดดับแบบอย่างกันนั่นใช่แน่
อารมณ์เดียวเกี่ยวอาศัยไม่วอแว
คือของแท้เจตสิกไม่พลิกใด...

โดย ดอกสารภี [17 ธ.ค. 2544 , 17:12:08 น.] ( IP = 202.28.25.183 : : 202.28.25.183 )


  สลักธรรม 2

การบรรยายธรรมชาติที่เป็นนามธรรม เพื่อจะให้เข้าใจได้ง่าย บางทีเราก็ต้องยกเอารูปธรรม หรือสิ่งที่เห็นง่าย ๆ มาเปรียบเทียบ สำหรับเรื่องจิต เจตสิก แล้วเปรียบกับไฟเข้าใจได้ง่าย โดยเปรียบว่าจิตเหมือนกับไฟ ส่วนเจตสิกนั้นเหมือนกับความร้อน แสงสว่าง และพลังงาน



หลวงตาขาทั้ง ๔ อย่างนั้นเป็นอย่างไรค่ะ?

อ้อ!ช่างซักดีนี่เราดีละตั้งใจฟังนะหนู

๑. เกิดพร้อมกับจิต เช่น เมื่อไฟเกิดขึ้น เราจะห้ามไม่ให้มีความร้อน แสงสว่างและพลังงานหาได้ไม่ และเราจะกล่าวว่าไฟเกิดขึ้นก่อนแล้ว
แสงสว่าง ความร้อน และพลังงานจึงเกิดตามหลังมาก็ว่าไม่ได้อีก

เพราะในทันทีที่ไฟเกิดขึ้น ความร้อนก็ดี แสงสว่างก็ดี และพลังงานก็ดี ย่อมจะเกิดขึ้นมาพร้อมกัน
ไม่ก่อนไม่หลังกว่ากันเลย เพียงแต่ว่าไฟนั้นเป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นหัวหน้าในการเกิดนั้น

เจตสิกก็เหมือนกัน เมื่อจิตเกิดขึ้นมาแล้ว
จะไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ เพราะเจตสิกเป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิต และเมื่อจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ เช่น เห็นหรือได้ยินเป็นต้น เจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกันกับจิต

ไม่ก่อนไม่หลังกว่ากันเลย (เจตสิกมี ๕๒ ประเภทเจตสิกอะไรบ้างที่เข้าประกอบในขณะไหนจะทราบภายหลัง)

และจิตนั้นย่อมเป็นใหญ่เป็นประธาน เป็นหัวหน้าในการเกิดขึ้นรับอารมณ์นั้น

๒. ดับพร้อมกับจิต เรื่องดับนี้ก็เหมือนกันกับเกิด คือเมื่อไฟดับลงแล้ว ความร้อน แสงสว่าง และพลังงาน ก็พลอยดับไปด้วยพร้อมกัน จิตเจตสิกก็ไม่ต่างอะไรกัน เมื่อจิตดับลงแล้ว เช่น จิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ เห็น ได้ยิน ดับลง

หรือไม่เห็นไม่ได้ยินแล้วทันทีนั้น เจตสิกก็ดับลงพร้อมกันด้วย

๓. มีอารมณ์เดียวกันกับจิต ในข้อนี้หมายถึงว่า จิตมีอารมณ์อย่างไร เจตสิกก็มีจะมีอารมณ์อย่างนั้นเช่น

มีรูปมากระทบตา จิต “เห็น” ก็จะเกิดขึ้น เจตสิกจะได้ยิน หรือได้กลิ่นไม่ได้ จะต้อง “เห็น” เหมือนกัน

(จิตกับเจตสิกมีการงานในการเห็นต่างกัน) และเมื่ออารมณ์นั้นเกิดขึ้นทางมโนทวาร ประตูทางใจ คือคิดในเรื่องอะไรเจตสิกก็จะเกิดร่วมกับจิต คือประตูทางใจในเรื่องที่คิดนั้นด้วยกัน

จิต เจตสิก จะไม่มีอารมณ์แยกกันไปคนละอย่างเป็นอันขาด

๔. มีที่อาศัยที่เดียวกันกับจิต จิตกับเจตสิกมีที่อาศัยเกิดที่เดียวกันไม่ว่าจิตจะตั้งอยู่ที่ไหน เจตสิกก็จะอยู่นั่น จิตเกิดอยู่ในที่นั้น

เช่นในขณะเห็นจิตจะเกิดอยู่ที่ประสาทตา เจตสิกก็จะอยู่ที่ประสาทตาด้วยเหมือนกัน จิตกับเจตสิกไม่มีวันพรากจากกันเลย จะต้องมีวัตถุอันเป็นที่ตั้งที่อาศัยที่เดียวกันเสมอ


เณรชิต หลวงตาอธิบายถึงเรื่องเจตสิกคืออะไรไปแล้ว ผมก็พอจะเข้าใจบ้างเล็กน้อยยังมีปัญหาอีกมากนักที่ผมจะซักถาม แต่ผมเห็นว่าหลวงตาบรรยายขึ้นต้นนี้เพียงเป็นเค้าหยาบ ๆ พอให้เป็นพื้นฐานที่จะศึกษาต่อไป ผมจึงยับยั้งไว้ก่อน แต่อย่างไรก็ดีหลวงตากล่าวแต่เรื่องเจตสิกว่า คืออะไร แต่หาได้ชี้แจงต่อไปไม่ว่าการงานของเจตสิกนั้นมีอะไรบ้าง ?

หลวงตา เจตสิกเป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิต หน้าที่การงานก็คือปรุงแต่งจิต ส่วนปรุงแต่งจิตอย่างไรนั้น ขอให้ฟังตัวอย่างต่อไปนี้

เมื่อเราเอาน้ำที่ใสสะอาดใส่ลงไปในแก้วใบหนึ่ง แล้วเอาสีแดงใส่ลงไป น้ำที่ใสสะอาดอยู่นั้นก็จะกลายเป็นสีแดงไปทั้งแก้ว แต่ถ้าเอาสีเขียวใสลงไป น้ำในแก้วนั้นก็จะเป็นสีเขียวไปทั้งหมด
การที่หลวงตายกตัวอย่างที่เป็นวัตถุขึ้นมาให้เห็นเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะจิตนั้น เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ มีหน้าที่รู้อารมณ์ต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนกับน้ำใส ๆ ในแก้ว

แต่เจตสิกเหมือนกับสีแดงหรือสีเขียว เมื่อผสมลงไปในน้ำ ก็ทำให้น้ำบังเกิดเป็นสีแดงหรือสีเขียวขึ้น แม้จิตกับเจตสิกจะเกิดด้วยกัน หน้าที่การงานก็คนละอย่าง ซึ่งเหมือนกับน้ำในแก้วกับสี แม้น้ำกับสีจะละลายปนกันจนเรามองดูแล้วก็แยกมันไม่ออกก็จริง แต่น้ำกับสีก็เป็นคนละชนิด หน้าที่การงานก็เป็นคนละเรื่อง
เณรชิต หลวงตายกวัตถุขึ้นมาตั้งเพื่อเปรียบเทียบเช่นนี้ เข้าใจดีขึ้นมาก แต่ได้โปรดยกตัวอย่างที่เกิดอารมณ์ขึ้นมาจริง ๆ ด้วยเถิดขอรับ

หลวงตา ได้ซิเณร

เมื่อเณรมองเห็นภาพวิวที่ติดอยู่ที่ข้างฝา
เณรก็ชอบใจอยากได้ เห็นก็เป็นจิตเพราะจิตที่ลักษณะรู้อารมณ์

แต่ความอยากได้ภาพนั้นก็เป็นโลภเจตสิก
เพราะปรุงแต่งจิตให้อยากได้

เมื่อมีใครมาด่าเณร เมื่อได้ยินเข้า ได้ยินก็เป็นจิต เพราะจิตมีลักษณะรู้อารมณ์ แต่ความโกรธก็เป็นเจตสิก เพราะปรุงแต่งให้จิตโกรธ

เณรอย่าลืมว่า เมื่อเจตสิกปรุงแต่งจิตแล้วก็พลอยเป็นไปเช่นเดียวกัน เพราเป็นอารมณ์เดียวกัน การที่แบ่งแยกการงาน
ของจิตและเจตสิกออกเช่นนี้ ก็เพราะเราจะได้ทราบว่า อันไหนทำหน้าที่อย่างไร เหมือนเราเรียนเรื่องเครื่องยนต์โดยแยกให้รู้หน้าที่แต่ละชิ้นแต่ละอัน แล้วเราก็จะได้หายสงสัยว่า
เครื่องยนต์แล่นไปได้อย่างไร ถ้าเรารู้ชิ้นส่วนและหน้าที่โดยละเอียดดีแล้ว

เราก็จะได้ไม่งมงาย โดยจะได้ทราบว่าการที่เครื่องยนต์ทำงานได้นั้น

เพราะต่างก็ทำหน้าที่ต่าง ๆ กันต้นเหตุที่ช่างเขาบังคับไว้

สรีระยนต์ คือร่างกายของเราก็เหมือนกัน
ถ้าเรารู้เรื่องของมันโดยละเอียดแล้ว ความยึดมั่นตัวตนก็จะลดลง ความเห็นผิดต่าง ๆ ก็จะน้อยเข้า จากนั้นความทุกข์ก็จะบางลง อย่างไรก็ดี
สำหรับเครื่องยนต์ ถ้าเราเอาหม้อทำไฟ
เช่นเม๊กเน๊ตโต หรือเอาที่พักน้ำมัน คือคาบุเรเตอร์ออกเสียแล้ว

ความเป็นเครื่องยนต์ก็จะไม่สมบูรณ์ เราจะว่ารู้จักเครื่องยนต์ไม่ได้

โดยทำนองเดียวกัน ร่างกายของเราก็เหมือนกัน
ถ้าไม่ศึกษาเรื่องจิต เจตสิก ให้เข้าใจดีแล้วจะว่าเรารู้จักสรีระชีวิตหาได้ไม่ ข้อสำคัญหลานต้องไม่ลืมหลักเดิมที่ว่าเจตสิกนั้น

เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เดียวกับจิต และมีที่อาศัยอันเดียวกับจิต

หลวงตาจะว่าให้ง่าย ๆ อีกสักอย่าง จิตนั้นมีหน้าที่การงานในการรู้อารมณ์เท่านั้น
เช่น เห็น ได้ยิน คิด แต่เจตสิกมีหน้าที่การงานในการปรุงแต่งให้จิตเป็นไป
เช่น ทำให้โลภ, โกรธ, หลง, หรือไม่โลภ, ไม่โกรธ,
ไม่หลง เรื่องเจตสิกนี้ ถ้าเณรพอเข้าใจบ้างเล็กน้อยแล้ว หลวงตาก็คิดว่าจะพอกันที และจะได้ศึกษาเรื่องรูปต่อไป




กราบขอบพระคุณขอรับหลวงตา ผมคิดว่าผมเข้าใจชีวิตจิตใจตนเองมากขึ้นครับ
ไว้ผมจะมาเรียนถามเรื่อง รูปปรมัตถ์ ในครั้งต่อไปนะขอรับสวัสดีครับ

โดย เณรชิตครับ [18 ธ.ค. 2544 , 09:18:34 น.] ( IP = 203.170.147.52 : : 203.170.147.52 )


  สลักธรรม 3

กราบนมัสการหลวงตาค่ะ
อ้อกราบสวัสดีเณรชิตด้วยค่ะ
นักเรียนหายไปไหนหมดค่ะ หนูดาเรียนอยู่คนเดียว กำลังสนุกเชียว แต่เอ...ทำไมหลวงตาจบเรื่องเจตสิกเร็วจังละค่ะ
ตอนนี้ยังไม่มีคำถาม ขอไปนอนคิดก่อนนะค่ะ
สวัสดีค่ะ

โดย หนูดาเจ้าค่ะ [18 ธ.ค. 2544 , 14:27:22 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 4



มาแล้วคร้าบ มาแล้วคร้าบ ... แหม พี่ดาก้อ ... พวกเราไม่ได้หายไปไหนนะฮะ มีงานคั่งค้างบ้างแต่ยังไงก็ต้องกลับมาฟังธรรมจากหลวงตาต่อแน่นอนคร้าบ ... หลวงตาอุตส่าห์อธิบายธรรมะยากๆให้เข้าใจได้ง่ายอย่างนี้ ไม่มากันได้ไง จริงมั้ยคร้าบน้องแก้ว น้องกิ๊ฟ น้องเก๋ น้องถ้วย

โดย เณรจิ๋ว [19 ธ.ค. 2544 , 00:51:19 น.] ( IP = 61.202.146.248 : : )


  สลักธรรม 5

กราบนมัสการหลวงตาและพี่เณรชิตค่ะ หนูเล็กเข้ามาเรียนแล้วค่ะ หนูจะเป็นนักเรียนที่ไม่โดดเรียนแล้วค่ะ

โดย เล็ก [19 ธ.ค. 2544 , 10:21:37 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณหลวงตาและท่านเณรชิตเป็นอย่างสูงสำหรับธรรมะเรื่องเจตสิก อ่านแล้วเข้าใจดีค่ะ และขอติดตามตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อค่ะ

โดย ปราณี ตีรเศรษฐ [19 ธ.ค. 2544 , 12:00:25 น.] ( IP = 10.199.199.95 : : 10.199.199.95 )


  สลักธรรม 7

...สวัสดีค่ะท่านเณรๆ..กับพี่ดาน้องกิ๊ฟมารายงานตัวเข้าห้องเรียนแล้วค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [19 ธ.ค. 2544 , 12:44:43 น.] ( IP = 202.183.178.136 : : )


  สลักธรรม 8

แหมหนูดามาเรียนคนแรกเลยเหรอ เป็นหัวหน้าห้องก็ต้องมาก่อนจึงจะถูก เพราะห้องเรียนยังไม่ได้ถู
ตอนนี้ห้องสะอาดแล้วใช่ไหม
งั้นหนูอุ๊ ก็นั่งเรียนต่อได้แล้วละซิ พร้อมแล้วค่ะ หลวงตา เมื่อกี้หนูเอาเปรียบหนูดาไม่ช่วยถูห้อง อย่างนี้มีเจตสิกอะไรประกอบจิตค่ะ หลวงตาช่วยชี้แนะด้วยค่ะ

โดย หนูอุ๊ [20 ธ.ค. 2544 , 11:57:11 น.] ( IP = unknown : : unknown )


  สลักธรรม 9

มาแล้วค่ะ...มานั่งต่อแถวเรียนด้วยอีกคนค่ะ ไม่ยอมขาดเรียนแน่นอนค่ะ แล้วจะติดตามเรียนเรื่องรูปปรมัตถ์จากหลวงตาและพี่เณรชิตต่อค่ะ
สวัสดีทุกๆท่านค่ะ

โดย ธัญธร [20 ธ.ค. 2544 , 21:32:09 น.] ( IP = 203.146.235.19 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org