| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บันไดสู่สติปัฏฐาน ตอนจบ
![]()
ตอนที่สิบสี่ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7255
การกำหนดดูตามเป็นของยาก เพราะสัญญาที่เราเก็บมาเทียบเคียงต่างๆ นั้น เป็นเครื่องร้อยรัดพันธนาการมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งวันนี้ เรายังไม่รู้ ไม่เข้าใจเลยว่า เริ่มตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา จนหลับตาไปเมื่อถึงเวลาเข้านอนนั้น อะไรทำงานตามหน้าที่ อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล ยังไม่รู้เลยว่าปัจจัยของการตื่นอยู่ตรงไหน เพราะไม่รู้หัวต่อของสัตติ
ไม่รู้ว่าอะไรคือเหตุ อะไรคือผล มองเห็นมันเกี่ยวเนื่องกันหมด มองเห็นแต่ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ตลอดเวลา เราต้องมีการตื่นอยู่เสมอ ตั้งแต่เล็กจนโต เกิดจากท้องแม่ตื่นมาได้กี่วัน เราก็ตื่นเท่านั้นวัน บางคนตื่นวันละหลายครั้งเพราะนอนกลางวันด้วย
ฉะนั้น เวลาตื่นอีกครั้งหนึ่ง ลองใช้อำนาจพลังสติเข้าไปดู ไปเห็นว่า เหตุปัจจัยมันอยู่ตรงหน นี่สำคัญมาก ดูให้รู้เสียก่อน เพราะอะไร เพราะในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เหตุปัจจัยอยู่ที่ไหน อยู่ที่สมุทัย ใช่หรือไม่
โดย ของฝากจากศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:05:58 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 1
การเจริญสติ เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน
ตั้งแต่เล็กจนโตมานี่ เรายังตื่นด้วยความไม่มีระเบียบ ยังตื่นด้วยความไม่รู้จริง ความหมายของคำว่า ตื่นนอน นั้น ขณะที่ตื่น หัวใจเป็นรูป รู้สึกตื่นเป็นนาม เอาสติรู้ทันตั้งไว้ที่ใจตื่น ยังไม่ต้องลืมตา ทำความรู้สึกว่า นามตื่น แล้วรูปยังไม่ตื่น นามจึงสั่งรูปให้เปิดเปลือกตา ลักษณะที่ ๒ จึงเกิดขึ้น เราเคยดูทันหรือไม่ มีเหตุปัจจัยของนาม จึงมีผลที่รูป ต้องมีปัจจัยก่อน ธรรมทั้งหลายขาดปัจจัยไม่ได้
เมื่อมีปัจจัยคือนามสั่งออกมาที่รูป นามสั่งให้เปิดเปลือกตาขึ้น ขณะที่ลืมตา คือเปลือกตาไหวเปิดออกเป็นรูป การรู้ว่าลืมตาเป็นนาม เอาสติรู้ทัน ตั้งมั่นไว้ที่เปลือกตา กำหนดรู้ลืมตา ทำงานให้เป็นที่ๆ คราวนี้รูปเป็นผลแล้วกลับเป็นเหตุอีก คือ เมื่อรูปเปิดเปลือกตาได้นี่เป็นผลจากนามสั่งใช่หรือไม่ นามสั่งแล้ว รูปจึงทำหน้าที่เปิดขึ้น
พอรูปเปิดขึ้นเป็นปัจจัยให้นามเห็นเกิดขึ้น ต้องเห็นปัจจัย เรามองดูแต่ผล ไม่เคยรู้ว่าเหตุมาจากไหน รูปที่ลืมตาเป็นเหตุให้การเห็นเกิดขึ้น เอาสติรู้ทัน กำหนดเห็น การเห็นอันนี้ เห็นเป็นนาม แล้วนามก็สั่งไปที่รูปให้มีการขยับ การไหวขยับนั้นเป็นรูป รู้เป็นนาม โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:06:53 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 2
การขยับนี้แล้วแต่อิริยาบถของใคร แตกต่างกันไป บางคนกระพริบตาแล้ว ขยี้ตา การขยี้ตา สั่งที่ไหน สั่งที่มือ เอาสติตามทุกขณะว่ามันทำงานกันอย่างไรบ้าง ให้รู้จัก ให้เห็นความเป็นไปอย่างนี้ การฝึกที่บ้านอย่างนี้เป็นหลักย่อย แต่มีประโยชน์มาก เท่ากับเป็นการฝึกสติให้มีอำนาจมากขึ้น ไวขึ้น
เมื่อตื่นแล้วกำหนดรู้สึกว่ารูปนอน รูปนอนนั้นถูกบีบคั้นให้ลุกขึ้น เพราะว่ามีงานมีการที่จะต้องทำ จะนอนอยู่ไม่ได้ ทุกข์มันบีบคั้น ต้องเปลี่ยนอิริยาบถจากรูปนอน เป็นรูปนั่ง ขณะเห็น สติต้องรู้ทัน นามเห็น รู้กระทบ เมื่อเห็นแล้วจึงมีการขยับ
การไหวขยับเป็นรูป เอาสติตั้งไว้ที่กาย ขยับกายส่วนไหนก็แล้วแต่ กำหนดตรงที่เราทำอยู่ นามรู้ขยับ กำหนดรู้การเคลื่อนไหว เมื่อขยับแล้วจึงมีการพลิกเกิดขึ้น ถ้าไม่เคลื่อนไหว จะพลิกไม่ได้ พลิกเป็นรูป รู้พลิกเป็นนาม
เอาสติรู้ทันตั้งไว้ที่กาย พลิก กำหนดรู้สึกการขยับพลิก รู้ทุกขณะจิต เมื่อพลิกแล้วจึงมีการนึกจะลุกขึ้น
ปรกติเราเคยแต่ตื่น ปุ๊บ ลืมตา ลงจากเตียง วิ่งเข้าห้องน้ำ เป็นการทำอิริยาบถไม่ถูกต้องทั้งสิ้น ทำไปด้วยความไวของสันตติ จึงไม่รู้ว่าอะไรมันสั่ง ต้องมี นาม สั่งก่อน เพราะรูปมันลุกเองไม่ได้ ต้องรู้เหตุ ปัจจัย โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:07:28 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 3
อะไรทำให้ลุกขึ้นได้ นามจะต้องนึกอยากจะลุกเสียก่อน จึงกำหนดรู้ที่นึก นึกแล้วจึงมีการขยับ พลิกมือ ใครจะลุกขึ้นมาเฉยๆได้ ต้องใช้มือยัน ไม่ให้เข่าขวิด ไม่เอียง ก็รู้ที่ท่าพลิก
มีสติรู้พลิก รู้ยก รู้มือไป รู้เอื้อม รู้เปิดมุ้ง รู้ออกมา รู้เหตุ รู้ปัจจัย หัวต่อของมัน ดูให้เห็นเสียก่อน เมื่อสติมีอำนาจมากแล้วจึงค่อยไปกำจัด เราอยากจะกำจัดอย่างเดียว โดยไม่รู้เหตุ ต้องไปควานหา เหมือนกับจะไปปราบผู้ร้าย ไม่รู้ถิ่นมันอยู่ตรงไหน ไปงมเสียเวลา
นี่คือการฝึกสติให้ไพบูลย์ขึ้น ให้สติมีอำนาจมหาศาล เพาะทางพ้นทุกข์นั้นอยู่ที่มหาสติปัฏฐาน และสติที่จะเป็นมหาสติได้ต้องมีการพัฒนาสติให้มีความไวนั่นเอง
การให้ดูนี่ รู้หรือไม่ว่าให้ดูอะไร ดูให้เห็นเหตุปัจจัยของมัน นึกจะลุก เราลุกขึ้นมาพรวด นั่งแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าอะไรสั่งให้นั่ง รู้แต่เพียงว่าอยากจะนั่ง รู้แต่ตัวอะไร กิเลส ตัณหา ไปรู้มันทำไป ไม่ต้องไปรู้มัน เพราะว่ามันเก่งแล้ว มันสันทัดแล้ว
เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถจากรูปนอนมาเป็นรูปนั่งแล้ว กำหนดรู้สึกว่ารูปนั่งนั้นคงทนคงที่ไม่ได้เพราะทุกข์มาบีบคั้น จะต้องทำกิจตามหน้าที่ จึงต้องเปลี่ยนอิริยาบถมาเป็นรูปยืน ต้องยืนก่อนจึงจะเดินได้ อย่าข้ามอิริยาบถ จากนอนต้องเปลี่ยนเป็นนั่ง จากนั่งเปลี่ยนเป็นยืน แล้วจากยืนจึงเปลี่ยนเป็นเดิน โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:07:58 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 4
รูปเดินไป ไปถึงประตู เปลี่ยนเป็นยืนก่อน กำหนดรูปยืน จึงเปิดประตู ไม่ใช่เดินไปด้วย ยื่นมือไปก่อนด้วย โดยที่ยังไม่ทันถึงประตู ต้องหยุดยืนแล้วจึงยื่นมือไปเปิดประตู เมื่อเปิดประตูแล้ว เอามือลงก่อน หมดภารกิจที่มือ ต่อไปต้องเห็นทางที่จะเดินไป แล้วจึงก้าวเดินไป หน้าที่อยู่ที่ขา รูปเดิน ผ่านพ้นประตูไปแล้ว
หน้าที่ที่ถูกต้องก็คือหันหลังกลับ เอามือปิดประตู ไม่ใช่เดินผ่านไปพลางใช้ขาปิด ไม่ก็ใช้ข้อศอก หรือหลังปิดประตู ไม่จำเป็นต้องทำ
เพียงแค่นี้เอง ไม่เสียเวลามาก เป็นการสั่งสมความชำนาญของสติไปในเรื่องของการนอน การตื่นนอน
เมื่อถึงเวลาที่จะต้อง เข้าห้องน้ำ ต้องกำหนดรู้ก่อนว่า ไปเพื่ออะไร เพื่อสบายใช่หรือไม่ ไม่ใช่ ไปเพื่อแก้ทุกข์ เพราะ ทุกข์มันมาบีบคั้น จึงต้องทำหน้าที่อันนี้ให้เสร็จ เดินไปถึงประตูแล้วทำหน้าที่อย่างเดียวก่อน ยืนอยู่ก่อน จึงเปิด เปิดแล้วจึงเข้าแล้วหันหลังกลับ ปิดประตู ปิดแล้ว
ลักษณะที่ถูกต้องก็คือ ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ บางคนอาบน้ำ แปรงฟัน แล้วจึงค่อยล้างหน้า กลับกัน เด็กๆ ก็เคยเรียนกันมา ที่โรงเรียนเทศบาลที่วัด (ไผ่สามกอ) นักเรียนท่องกันปาวๆ ว่า ตื่นเช้าขึ้นมา ต้องล้างหน้าแปรงฟัน ใช่ไหม ท่องกันเป็น แต่ทำไม่เป็น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:08:23 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 5
การล้างหน้า เกิดขึ้นขณะที่นึกจะล้าง พอนึกจะล้าง นามต้องสั่งงานมาที่รูป รูปจึงต้องหาอุปกรณ์ในการล้างหน้า คือขันน้ำ ต้องเห็นขันน้ำก่อน พอเห็นขั้นน้ำแล้ว ขันจะลอยมาหาก็ไม่ได้ ต้องกำหนดรู้ว่านามต้องสั่งให้เอื้อมมือออกไป จะจับเลยไม่ได้ ต้องถูกเสียก่อน ต้องแตะแล้วจึงค่อยจับ นามต้องสั่งให้จับ ไม่ให้หลุดอีกทีหนึ่ง เป็นระเบียบเลย
นี่คือการจัดระเบียบในเรือนใจ เมื่อจับขันน้ำแล้ว ยกขัน สาวเข้ามา ทำไปเพื่ออะไร ตอนนี้ต้องพิจารณา ขณะล้างหน้า ยกขันขึ้น ลง ต้องกำหนดรู้ตลอดเวลา
การแปรงฟัน ก็มีความสำคัญมาก ต้องมีสติทุกขณะ การแปรงฟัน ใครเคยลำดับเป็น สักแต่ว่าใส่ๆ สีๆ
การแปรงฟันจะต้องนึกจะแปรงฟันเสียก่อน รู้ทันก่อน ทุกคนเลยลูก พอเข้าห้องน้ำ ฉันมีหน้าที่แปรงฟัน ใช้สัญญาตลอด โทสะมันเร่งสัญญามันหยิบพรวดพราด ต้องนึกเสียก่อน ไม่นึกจะแปรงได้หรือไม่ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:09:00 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 6
ถ้านามไม่สั่ง รูปก็ต้องอยู่เฉยๆ มันต้องมีปัจจัย คือมีการนึกเสียก่อน ไม่นึกจะแปรงได้หรือไม่ นึกจะแปรงแล้วนามจึงสั่งไปที่รูป เห็นแปรงต้องมองนะ ของอะไรที่ต้องหยิบ ต้องใช้ตามอง จึงจะเป็นระเบียบ
เห็นแปรงแล้วก็เห็นยาสีฟัน เห็นแล้วจึงลุกขึ้นจากอิริยาบถเดิม ถ้านั่งอยู่ก็ต้องลุกขึ้นยืนแล้วก้าวไป ไปแล้วต้องกำหนดถึงก่อน ถ้ายืนอยู่ก่อนแล้ว ก็เอามือออกไป ไม่ใช่ควานไป เมื่อถึง จึงหยิบ
นี่ ลักษณะการโยกย้าย ต้องมือออกก่อนแล้วจึงไป ไปแล้วเอามือลงแล้วจึงสัมผัสกับแปรง สัมผัสแล้วจงหยิบ คือถูกแล้วจึงหยิบ อวัยวะของเรา มือ ๒ มือนี่ยกพร้อมกันไม่ได้ จะต้องมีนามสั่งก่อน ขวาก่อน แล้วซ้าย แต่ความชำนาญของจิตที่ไวมาก จึงยกขึ้นทั้ง ๒ มือ
วิธีที่ถูกคือ ทำที่จำเป็นทีละขณะเดียว เราสันทัดมือไหนก็ใช้มือนั้นเป็นหัวหน้า อีกข้างหนึ่งเป็นผู้ช่วย อย่าให้ความสำคัญของมือเท่ากันทั้ง ๒ ข้าง และไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ผู้ช่วย โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:09:22 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อหยิบแปรงแล้ว ลำดับต่อไปคือ เปลี่ยนมือ กำหนดเปลี่ยนมือแล้วจึงเอาเอามือออกไปอีก ออกแล้วหยิบยา กำหนดว่า มา แล้วเปิดด้วยมือข้างเดียวไม่ได้ ต้องวางสิ่งที่ไม่สำคัญลงก่อน วางแปรง เปิดจุกยาออก เสร็จแล้วไม่ต้องถือค้างไว้ วางก่อนแล้วจึงหยิบแปรง หยิบแปรงแล้วบีบยาใส่ บีบแล้ววางแปรง ปิดจุก หมดหน้าที่ของยาแล้ว ต้องวาง
ไม่จำเป็นไม่ต้องถือไว้ เราจะไม่เป็นผู้สะเพร่า เมื่อบีบยาแล้ววางให้ดี ปิดจุกก่อน ไม่ใช่แปรงเสร็จแล้วปิดจุกทีหลัง เปลี่ยนมือ ใช้มือที่ถนัด จะต้องเปลี่ยนมืออยู่เสมอ เปลี่ยนมือแล้วจึงยกขึ้น ยกขึ้นแล้วดึงมาแล้วทำหน้าที่อ้าปาก อยู่ดีๆ ไม่อ้าปากจะแปรงฟันได้หรือไม่ อ้าปากแล้วก็แปรงถูก ถูกแล้วจึงแปรงด้วยสติ กำหนดรู้เพื่อไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน
จะแปรงขึ้น จะแปรงลง แปรงทแยงอย่างก็แล้วแต่ กำหนดรู้สึกให้หมด แล้วฟันก็สะอาด ไม่สะเพร่า
ไม่จำเป็นไม่ต้องแปรงฟันพร้อมกับนั่งถ่ายอุจจาระ คนละหน้าที่กัน มีบางคนนั่งถ่ายอุจจาระพร้อมกับแปรงฟันไปด้วย ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน อย่าทำความสะอาดพร้อมกับขับถ่ายของสกปรก ระหว่างแปรงฟัน มืออีกข้างหนึ่งต้องเป็นผู้ช่วย ถือขันน้ำ กำหนดรู้ว่า ต้องตัก ต้องยกมา มาเองไม่ได้ ให้เห็นว่าการที่ ต้องทำ นั้นเป็นทุกข์ทุกอย่าง โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:09:48 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 8
การอาบน้ำ ทำไมต้องสอนเรื่องอาบน้ำ ก็เพื่อจะให้มีสติทุกๆขณะเมื่อมีสติอยู่ ตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลง ก็เข้าไม่ได้ เพราะสติจะจับอยู่กับปัจจุบัน เราจะได้เห็นว่าตัวเองต้องทำ ตัวเองเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรที่จะพ้นไปจากทุกข์ได้ เพราะมีเหตุ ปัจจัยให้เกิดทุกข์ต่างๆ ขึ้นตามมาอยู่เสมอ
แม้กระทั่งการอาบน้ำ เราจะต้องเป็นผู้ทำ เราเจอทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่เพราะความเคยชินในสัญญาที่บอกว่า มันเป็นสุข ไปอาบน้ำ เย็นดี คิดว่าไปหาความสุข มันร้อน อาบน้ำเดี๋ยวก็เย็นดี แต่ก่อนที่จะเย็นดีนี่ ทุกข์เกิดขึ้นเท่าไร เราไม่รู้
เริ่มต้น นามต้องนึกอยากจะอาบน้ำเสียก่อน ถ้าไม่มีนามสั่งรูปให้ไป รูปเดินไปอาบน้ำเองไม่ได้ การอาบน้ำต้องมีลักษณะการอาบน้ำที่ถูก ทุกคนที่จะอาบน้ำ ต้องคิดจะอาบน้ำก่อน ถ้าไม่คิดจะอยู่ดีๆ เดินไปอาบน้ำได้หรือไม่ ไม่ได้ ต้องคิดจะอาบน้ำ
เมื่อคิดนึกจะอาบน้ำแล้ว จึงลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืนเพื่อจะเดินก้าวไป การไปนี่เป็นอย่างไร หน้าที่ทำงานที่รูป คือเท้าเดินไป กำหนดรู้ก้าวไป ไปแล้วนี่นามเห็นก่อน เห็นสถานที่ที่จะอาบน้ำ ไม่ใช่ไปถึงเลย จะต้องเห็นก่อน
ที่เคยไปถูกนั้นไปด้วยสัญญา เมื่อเห็นแล้วจึงถึง ใช่หรือไม่ ใครถึงก่อนแล้วเห็น ต้องเห็นก่อนแล้วจึงถึง ถึงแล้วจึงยืน รูปยืน ยืนแล้วนามจึงสั่งให้เอามือออกไป เอามือออกแล้วก็ไป ไปสัมผัส แตะ รู้กระทบ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง แตะ แล้วจึงจับได้ ไม่ใช่จับกันไปเลย
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:10:22 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 9
ต้องมีแตะก่อน แล้วจึงจับ จับแล้วจึงเปิด เปิดแล้วจึงดึงประตู ดึงประตูมาแล้วปล่อย ปล่อยแล้วจึงเห็นทาง
ไม่ใช่ปล่อยแล้วเดินเข้าไปเห็นอีก เมื่อกี้มันตันตรงหน้าประตูแล้ว ถ้าไม่เห็นทางเสียก่อนจะไปถูกหรือไม่ เรามีตา ต้องใช้ตา
ในเมื่อเรามีตาเห็นทางแล้วจึงก้าว ก้าวเสร็จแล้วยืน ยืนแล้วจึงหันหลังกลับ แล้วเห็นอีก ที่ปิดประตูอยู่ตรงไหน จับ จับแล้วปิด ไม่ใช่เอาขาปิด หรือเอามือผลักไปข้างหลัง นั่นเป็นลักษณะที่ไม่ถูก
การกระทำทุกอย่างจะต้องมองเห็น หันกลับ ยืน ปิด ปิดแล้วนึกจะเปลี่ยนผ้าอาบน้ำ จึงเอามือออกไป ไปถูกผ้าอาบน้ำ จับผ้า ดึงผ้า ดึงมา สติต้องตามมาให้ตลอด เพื่อไม่ให้ผ้าตก อย่าเอาสัญญาออกมาใช้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:10:45 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 10
สติตามขณะถูกกาย ขยับ ดึงจับ สลัด ถูก เปลี่ยน ดูทุกขณะ อันนี้ตามอิริยาบถของตัวเอง พึงมีสติอยู่ทุกขณะ ยึดตัวตรงเอาไว้ เมื่อเปลี่ยนผ้าได้แล้ว จึงเห็นตุ่มน้ำ เดินไป ถึงแล้วมอง มองไปที่ขัน เห็นขันแล้วจึงแตะ แตะแล้วจึงจับ จับแล้วจึงตัก ตักแล้วยก ยกแล้วกลับ กลับแล้วรด รู้สึกมาถูกกาย
อาบน้ำเป็นหรือยัง นี่คือการมีสติดูตามอยู่ทุกขณะ เว้น โลภ เว้นโกรธ เว้นหลง แล้วตอนนี้เว้นหมดเลย นี่แหละ ไม่ต้องมานั่งสมาธิ
การปฏิบัติเจริญสติอย่างนี่ดีที่สุด เพื่อให้เป็นบาทแห่งสติเขาเรียกว่า สมาธิวิปัสสนา ปัจจุบันที่ให้ดูตาม
การที่เราทำไปตามความเคยชิน เรียกว่าทำให้ไม่มีสติ แล้วอะไรมันแน่น สัญญามันแน่น ทำให้สันตติยิ่งสืบต่อมาก โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:11:05 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |