| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บันไดสู่สติปัฏฐาน ตอนจบ
![]()
ตอนที่สิบสี่ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7255
การกำหนดดูตามเป็นของยาก เพราะสัญญาที่เราเก็บมาเทียบเคียงต่างๆ นั้น เป็นเครื่องร้อยรัดพันธนาการมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งวันนี้ เรายังไม่รู้ ไม่เข้าใจเลยว่า เริ่มตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา จนหลับตาไปเมื่อถึงเวลาเข้านอนนั้น อะไรทำงานตามหน้าที่ อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล ยังไม่รู้เลยว่าปัจจัยของการตื่นอยู่ตรงไหน เพราะไม่รู้หัวต่อของสัตติ
ไม่รู้ว่าอะไรคือเหตุ อะไรคือผล มองเห็นมันเกี่ยวเนื่องกันหมด มองเห็นแต่ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ตลอดเวลา เราต้องมีการตื่นอยู่เสมอ ตั้งแต่เล็กจนโต เกิดจากท้องแม่ตื่นมาได้กี่วัน เราก็ตื่นเท่านั้นวัน บางคนตื่นวันละหลายครั้งเพราะนอนกลางวันด้วย
ฉะนั้น เวลาตื่นอีกครั้งหนึ่ง ลองใช้อำนาจพลังสติเข้าไปดู ไปเห็นว่า เหตุปัจจัยมันอยู่ตรงหน นี่สำคัญมาก ดูให้รู้เสียก่อน เพราะอะไร เพราะในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เหตุปัจจัยอยู่ที่ไหน อยู่ที่สมุทัย ใช่หรือไม่
โดย ของฝากจากศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:05:58 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 11
การรับประทานอาหาร ตัณหาเข้าอาศัยในการกินได้มากที่สุด ชีวิตนั้นต้องบริหารมาก ต้องเยียวยามาก เพิ่มเติมมาก คำว่าเพิ่มเติม ก็คือการที่ต้องกินเข้าไป อาหารที่เรารับประทานเข้าไป นึกว่าอร่อยและมีความสุข แต่อาหารนั้นก็ไม่คงทน คงที่ มีความวิปริตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บดย่อยแล้วก็ต้องขับถ่ายออกมา เป็นทุกข์ยิ่งนัก
ฉะนั้น จงกินเพื่อแก้ทุกข์ ความหิวมีขึ้นมาเพราะมีการเกิด ถ้าเราไม่มีการเกิด ความหิวก็ไม่ตามมา เมื่อเรามองแต่ความหิว แล้วเราสรรหามาเพื่อแก้แต่ความหิว ก็ไม่สิ้นสุด เพราะเราไม่รู้เหตุ ปัจจัยว่าทำไมจึงหิว เราได้แต่หาของมาปรุงแต่ง มาต่อเติมให้มันแก้ทุกข์ไป ไปแต่ละขณะ แล้วมันก็มีหมด มีเสื่อมไป ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริงแล้วมันต้องคงอยู่ได้ บังคับบัญชาได้
ใน ๑ เดือน ขอเพียงวันเดียว ถ้าทำได้ ใครทำใครได้ วันเดียวหรือมื้อเดียว ลำดับการกินอยู่ที่ว่า นามนึกจะกินก่อน นึกจะกินมี ๒ เหตุ คือ เพื่อแก้ทุกข์อันเกิดจากความหิว หรือมิฉะนั้นก็จำเป็นต้องรีบรับประทานก่อนโดยไม่หิว เพราะจะต้องออกไปทำงาน จะต้องกินก่อนทั้งที่ยังไม่หิว จะต้องมีการรู้ด้วยว่าจะต้องกินให้เสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้พัวพันไปเกิดทุกข์ทีหลัง แก้ทุกข์ตรงนี้ เพื่อจะไม่ให้ทุกข์เกิด
ต้องรู้ในทุกข์ทั้ง ๒ อย่าง เมื่อหิว ต้องกินเพื่อแก้ทุกข์ แต่ถ้าจะออกไปทำงาน หากไม่กินเสียก่อนก็จะไม่มีเวลากิน ทุกข์มันเกิด การกินเพื่อปราศจากตัณหา ให้รู้ว่าทุกข์มันเกิดทั้งสิ้น รู้ลักษณะของทุกข์ แล้วลูกจึงไปเพื่อแก้ทุกข์อันนั้น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:11:27 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 12
การกิน อยู่ดีๆ วิ่งไปไม่ได้ เดินแล้วต้องหยุด ให้รูปมันขาดจากกัน สันตติจะได้ไม่ต่อเนื่อง และไม่ใช่เดินไปปุ๊บ นั่งปั๊บ ไม่ถูกอิริยาบถ ต้องไปถึงสถานที่ที่จะนั่งได้ แล้วต้องดู การไม่ดูทำให้เกิดความประมาท เมื่อมีชามวางอยู่ นั่งทับแตก มีของอยู่ นั่งทับ พัง
เราจะต้องเป็นคนรอบคอบ ความประณีตที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้นเป็นของตัวเองทั้งสิ้น แล้วจึงนึกหยิบชาม นึกหยิบช้อน เอาวาง แล้วจึงนึกตักข้าว ต้องตักด้วยสติที่ประกอบไปด้วยปัญญาคือ พอประมาณ สำคัญมาก เพื่อกันกิเลส ตัณหา พอประมาณ แล้วจึงพิจารณาอาหารว่าเป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์ จึงตักมา
ถ้ามีผู้ตักข้าวให้เรียบร้อยแล้ว เราจะต้องมองก่อน มองด้วยสติ แล้วให้ความพอดีว่าข้าวนั้นพอสมควรหรือไม่ มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ถ้ามากเกินไป แบ่งเสียก่อน ถ้าน้อยเกินไปเติมเสียก่อน ไม่จำเป็นไม่ต้องตักหลายหน ตักครั้งเดียวให้พอดี แล้วเอามือวางที่หน้าตัก สำรวมในอินทรีย์ทุกขณะ มองอาหาร
พิจารณาอาหารด้วยสติและสัมปชัญญะว่า ต้องกินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก
นักปฏิบัติจะรู้ว่าการกินนั้น ตัณหาเข้าร่วมด้วย ทั้งที่มีสติ เช่น อาหารมี ๓ ชนิด อย่างไหนรสชาติถูกใจ หมดก่อน โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:11:55 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 13
ดังนั้น วิธีทำลายและสกัดกั้นตัณหา เราดูอาหาร พิจารณาคุณและโทษ ประโยชน์ ว่าร่างกายของเราต้องการอาหารชนิดใด แล้วกำหนดจิตพร้อมจะตัก แล้วจึงตักเอาไว้ในชาม และตักให้พอดีกับข้าวที่มีอยู่ ไม่ใช่ตักมามากเกินไป อะไรก็แล้วแต่ถ้ามากเกินไปเป็นภัยแก่ตัวเอง
เมื่อได้อาหารแล้ว มีสติสำรวมในการกิน ตามองแค่ขอบชาม ไม่มองเลยไปที่อื่น ตักอาหารให้พอดีทีละคำ ไม่โตเกินไป ไม่เล็กเกินไป
การตัก มีสติ ให้ถึงปากก่อนจึงอ้าปาก ไม่ใช่อ้าปากรอไว้ก่อน ตักเสร็จ ยก มา กำหนดรู้ว่าถึงแล้ว ต้องใส่ปาก ใส่แล้วยังไม่เคี้ยว ให้วางช้อนก่อน กำหนดต้องเคี้ยว มีสติกับการเคี้ยวเพื่อให้เกิดการบดย่อยให้ละเอียด ลำไส้และกระเพาะอาหารจะได้ทำงานน้อยลง เคี้ยวด้วยสติอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเคี้ยวจนละเอียดแล้วจึงกำหนดรู้ว่าต้องกลืน แล้วกลืนลงไป เมื่อกลืนลงไปแล้ว จึงตักใหม่ ไม่ใช่ตักมารอ การตักอาหารรอเป็นตัณหา หมดคำแล้วจึงต้องตัก เมื่อรู้สึกอิ่ม ไม่ต้องไปเสียดายของ จงเสียดายสติที่ถูกตัณหาชิงเอาไป โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:12:18 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 14
เสร็จแล้ว ควรรวบช้อน การดื่มน้ำในระหว่างการรับประทานอาหาร ไม่จำเป็น ที่ต้องดื่มน้ำกันก็เพราะว่าเคี้ยวไม่ทันละเอียด รีบกลืน ติดคอ ถ้าเราเคี้ยวอย่างมีสติ อาหารจะถูกบดย่อย น้ำหล่อเลี้ยงภายในช่องปากจะออกมาทำหน้าที่กลมกล่อม คือลักษณะของธรรมชาติ ให้คุณประโยชน์แล้ว จะทำให้เกิดการหล่อลื่นและกลืนง่าย ไม่ติดคอถ้ามีสติ
เจริญสติกลับไปกลับมาจนเกิดความพอดี พอแล้วจึงดี ไม่ใช่ดีแล้วจึงพอ รวบช้อนด้วยสติ พิจารณาด้วยสติว่า ทุกข์สงบแล้ว มันไม่ได้หมดไป กำหนดทุกข์ที่ทำให้ชำนาญสติ ฝึกสติให้เป็นมหาสติได้ง่าย อยู่กับบ้านก็ทำไป ทำอะไรมีเหตุปัจจัย รู้ทุกระยะ เหตุปัจจัยว่าที่จะไปนี่ มีอะไรสั่ง มันไปเองได้ไหม ต้องมีนามสั่งจึงไปได้ ให้เห็นเหตุปัจจัย สันตติมันจะได้ห่างออก ไม่เป็นวัฏฏะ
ในตัวมนุษย์ กระเพาะอาหารคือสุสานคนเป็น สรรพสัตว์ทั้งหลายที่กินเข้าไป บูด เน่า สารพัดที่หมักดองอยู่ ข้าวราดแกงไก่ นี่เปรียบเสมือนว่าชอบมันเหลือเกิน วิธีกินด้วยสตินี่แหละ แนวทางแห่งความพ้นทุกข์
เมื่อมีสติแล้ว สติจะปกครองความเป็นใหญ่ เราเคยทำอย่างไร ตักข้าวใส่ปากเคี้ยว เคี้ยวแล้ว มือหนึ่งก็หยิบหนังสือมอง อีกมือหนึ่งถือช้อนไว้ ไม่วาง มันมีความจำเป็นหรือไม่ เมื่อยเปล่าๆ เมื่อยนี่เป็นทุกข์ นี่อะไร ตัก ตัณหา กินไม่ถูกสุขลักษณะด้วย
บางคนกินพรวดๆ ดื่มน้ำตาม ขอไปที ให้มันจบ เครื่องบดย่อยมันทุลักทุเลมากแล้วปัจจุบันนี้ มันย่อยแล้ว ย่อยอีก อะไรที่ใช้มากมันเสื่อมมาก แล้วคนเรามีฟันไว้ทำไมลูก เพื่อบดอาหาร ทำไมเราจะต้องให้ไปบดข้างใน รีบกลืนไปทำไมในเมื่อยังเคี้ยวไม่ละเอียด โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:12:47 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 15
ลองดูว่า ถ้ากินอย่างมีสติ มันอร่อยจริงหรือไม่ ถ้าเราทำได้ เราจะเห็นว่ารสชาติมันไม่มีความอร่อยแท้เลย กินอาหารมีสติกิน กินเพื่อแก้ทุกข์ อย่ากินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อย อิ่มได้เหมือนกัน
เปรี้ยว หวาน มันเค็ม เผ็ด จืด อิ่มได้เหมือนกัน แก้ทุกข์ได้เหมือนกัน สมัยพ่อทานอาหารไม่ต้องมีเครื่องช่วย ไม่จำเป็นไม่ต้องใช้ส้อมไม่มีความสำคัญ สมัยโบราณไม่มี ที่เรามีเพราะอะไร เพราะต้องการความสบาย สบายไม่มี เป็นทุกข์ ใช้ ๒ มือ เปลืองมหาภูตรูป ไม่สบายแท้
ลักษณะการกิน มีสติในการกินอาหาร ทำให้ช้า แต่ถ้ามีความชำนาญแล้วมันไม่ช้า มือหนึ่งตักในใส่ปาก เมื่อตักอาหารยกมาสัมผัสกับปากแล้ว สิ่งที่ไม่จำเป็นไม่ต้องทำ ไม่จำเป็นคือ วางเสียก่อน เคี้ยวด้วยสติ
ลูกจะรู้เลยว่า ๑ คำนี่ ไม่ต่ำกว่า ๔๐ ครั้งของการบดเคี้ยว กว่าจะกลืน กว่าจะกลืนไปแต่ละคำแล้วค่อยตัก วาง มีสติรู้สึกตัว เคี้ยว จะได้ตั้งสติ และเครื่องบดย่อยจะทำงานน้อยลงแล้วเราจะรู้สึกว่าอิ่ม แค่นี้หายทุกข์แล้ว ที่เรากินเพลิดเพลินไป จุดนั้นแหละสักแต่ว่ากิน ไม่มีสติ สักแต่ว่ากินๆ เข้าไป
อิ่มแล้วกำหนดรู้สึกว่าพอแล้ว พอแล้วจึงดี ไม่ใช่ดีแล้วจึงพอ พอที่ตัว ไม่ใช่เพราะอาหารหมดแล้วจึงพอ จะอิ่มตอนไหน กำหนดรู้สึกว่าพอแล้ว ทุกข์สงบ กินเพื่อแก้ทุกข์ ถ้าเราดูตามได้ทุกขณะ เราจะเห็นว่าชีวิตต้องทำอยู่ทุกขณะ ที่ต้องทำนั้นเป็นทุกข์ยิ่งนัก
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:14:32 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 16
หรือว่าผู้ที่จะรับประทานอาหารนอกบ้าน จะมีข้อแม้ว่าจะทำอย่างไร ๑ มื้อใน ๑ เดือน เวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น มื้อเย็น เราตั้งสติว่าเราจะกินเพื่อแก้ทุกข์ ข้าวขาหมู ข้าหน้าเป็ด หรือข้าวมันไก่ เครื่องปดย่อยไม่ได้เลือกตัณหาเลือก มื้อนั้น ตั้งสติว่า จะกินเพื่อแก้ทุกข์ เจอร้านใดเข้าไปนั่ง จะเป็นข้าวผัด หรือก๋วยเตี๋ยว ๑ ชาม หยุดการปรุงแต่ง เปรี้ยว หวาน มันเค็ม เผ็ด จืด อิ่มได้เหมือนกัน มื้อนั้นทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก
นี่แหละ วิธีที่ลูกจะเริ่มฝึกฝน พัฒนาสติ ถ้าไม่ฝึกสติในสิ่งที่เป็นที่หน้าแล้ว ในห้องกรรมฐาน ลูกก็ทำไม่ได้ มันจะเกิดทุกขเวทนาจนทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ทุกข์มากจนเห็นทุกข์ แต่เป็นเพราะต้องออกมาเพื่อเสวยสุข
เมื่อรู้สึกอิ่มแล้ว วาง รวบช้อน นอกจากการทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ด้วยสติแล้ว จงรู้จักสงเคราะห์ผู้อื่น ถ้าเราไม่มีหน้าที่ล้าง มีสาวใช้คอยเก็บ เราเห็นคนอื่นอิ่มแล้ว ช่วยเก็บรวบรวมอาหารที่หกตกอยู่ ช่วยตะล่อมให้ดูสะอาดเรียบร้อย รวบรวมชามที่ใช้แล้ว ตั้งให้เก็บง่ายขึ้น
ให้ความสะดวก ความเรียบร้อยแก่ใคร เราจะได้รับความสะดวก เรียบร้อยกลับคืนมา อย่าคิดว่าเป็นหน้าที่ใคร ใครทำ ใครได้ ไม่ต้องเกี่ยงกันว่างานแม่บ้าน ผู้ชายทำมากก็ได้มาก อะไรก็แล้วแต่ที่ทำได้ ทำไป เป็นกุศลทั้งสิ้น นั่นคือการสะสมกำไรของชีวิต
เรียนธรรมะแล้วจะรู้ว่าเราขาดทุนย่อยยับที่ปล่อยปละละเลย คลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ไร้สาระไร้แก่นสาร อย่าคิดว่าเขาเป็นลูกจ้าง เป็นลูก หรือเป็นอย่างอื่น คิดแบ่งชั้นวรรณะ แล้วเราจะทำอะไรด้วยมานะ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:14:57 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 17
เราต้องการกินอาหารดี เขาก็เช่นเดียวกัน ชีวิตต้องการอย่างนั้น เมื่อตักอาหารจนมันพร่องไปแล้ว ลูกเกลี่ยให้ดูน่ารับประทานเหมือนกับที่เราชอบ เขาก็มีชีวิตเหมือนเรา ให้ความสะดวก ให้ความสุข ให้ความเห็นใจใคร นั่นแหละ เราจะได้รับเต็มที่ ใครทำ ใครได้ นี่ทางแห่งความพ้นทุกข์อยู่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ที่พระไตรปิฎก ไม่ใช่อยู่ที่วัดเลย อยู่ที่ตนทั้งสิ้น
บุคลิกของผู้มีสติสง่าผ่าเผยในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเดิน จะกิน จะนั่ง จะนอน พ่อขอมื้อเดียวต่อ ๑ เดือน ทานอาหารรวมกันในชามเดียว กับข้าว ๕-๖ อย่าง เรารู้แล้วอร่อยหรือไม่อร่อย อิ่มได้เหมือนกัน ประมาณตัวเองว่า ร่างกายต้องการบริโภคอะไรเพื่อไปชดเชยส่วนที่สึกหรอ ไม่ใช่ว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะ ไม่กินเนื้อสัตว์ไม่พ้นทุกข์ ไม่จำเป็นลูก ไม่ได้กินเพื่อแก้อยาก ไม่มีเจตนาฆ่า กินไป
ถ้าร่างกายทรุดโทรมแล้วหมอเขาบอกว่าต้องกินเนื้อสัตว์เข้าไปบำรุงซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เรามานั่งกินแต่ผัก เราก็ตาย ตายแล้วจะถึงมรรคผลหรือไม่ เปล่า ไปเกิดใหม่ เริ่มต้นทุกข์อีก จงกินเพื่อแก้ทุกข์
มื้อเดียวใน ๑ เดือน นักปฏิบัติต้องเริ่มต้น แล้วต่อไปจึงทำบ่อยๆ จะชำนาญ แล้วจะหลีก ละ ลด และเลิกได้ ๑ เดือนขอมื้อเดียวเท่านั้นเอง มื้อไหนก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก
การดื่มน้ำภายหลังรับประทานอาหาร มีความสำคัญมาก ไม่ใช่หยิบน้ำขึ้นมาโดยไม่มีสติ จะทำอะไรก็แล้วแต่ เราต้องเห็น จึงทำได้ มองน้ำจึงเห็น แตะ ให้เกิดความรู้สึกสัมผัสว่ากระชับแน่น แน่นแล้ว จึง ยก ยกแล้ว มาสำรวมในการกินกินทีละอึก ไม่จำเป็นต้องดื่ม อึ้กๆๆๆ ทำทุกอย่างทีละขณะ ไม่พอ ดื่มอีกได้ ไม่มีใครห้าม
เมื่อรู้สึกว่าพอสมควรแล้ว มองดูสถานที่ที่จะต้องนำแก้วนั้นไปวาง แล้วจึงวาง กำหนดว่าวางรอบคอบแล้ว จึงปล่อยมือ กลับมาอยู่ในท่าสำรวมใหม่ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:15:23 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 18
เรื่องการแต่งกาย พ่อเห็นแล้วเวทนา เสื้อผ้าแต่ละคนเปรียบเสมือนแมลงสาบเดินเข้าไป ออกไม่ถูก มีแล้วทุกข์ไหม ต้องซัก ต้องรีด ใส่เพื่อแก้ทุกข์ อย่าใส่เพื่อแก้อยาก
เช้าขึ้นมา จะมาฟังธรรม หรือจะไปทำงาน (หลวงพ่อพูดถึงการแต่งกายของลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งมีความพิถีพิถันในการแต่งกายมาก) หยิบกางเกงออกมาก่อน อยู่ในไม้ เทียบสีกับเสื้อด้วยสีเทา เทาเดียวกัน ใส่ได้ เป็นยังไงลูก อะไรมันเลือก ตัณหามันเลือก ถ้ากางเกงสีนี้ เสื้อยืดต้องสีนี้ดีกว่า อื้ออย่าเอาเลย เอาตัวสีแดงดีกว่า ชอบมาก ใช่ไหม ใช่ เลือกมาก ทุกข์มากไหมลูก (ผู้ถูกกล่าวถึง ยอมรับว่า คิดอย่างนั้นจริงๆ)
อาทิตย์หนึ่งมี ๗ วัน ตื่นขึ้นมา เปลี่ยนจากชุดที่ใส่นอนแล้ว จะมาใส่ชุดสำหรับออกไปข้างนอก เปลี่ยนวันละกี่ชุด ตอนที่จะออกจากบ้าน ๗ วัน พ่อขอชุดหนึ่ง ลูก ชุดละกิเลส ใส่เพื่อแก้ทุกข์ อย่าใส่เพื่อแก้อยาก สวยหรือไม่สวยกันอุจาดได้ทั้งสิ้น
วิธีดำเนินชีวิตสำหรับนักปฏิบัติที่อยากถึงมรรคผลนิพพานเร็วๆ จัดตู้เสื้อผ้า แยกแยะระเบียบให้เป็น ชุดข้างหนึ่งเลือกไว้สำสำหรับใส่ออกจากบ้าน ไปทำงาน ต้องสวย ต้องเรียบร้อยแยกไว้เลย ทำเป็นช่อง หรือเป็นตะกร้า โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:15:50 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 19
สมมุติว่าเป็นตะกร้า ชุดที่เราหมกไว้ พอจะใช้ คุ้ยๆๆ บ้านมันรก จะซื้อของใหม่ต้องจัดที่เสียก่อน ตะกร้าหนึ่งสำหรับใส่ไปทำงาน จะสวยอย่างไร เรื่องของลูก แต่ขอให้เขียนไว้ที่หน้าตะกร้านิดหนึ่งว่า ชุดอยู่กับกิเลส ไม่ดีเลย ถึงจะต้องใส่ แต่ใจจะได้ถ่ายถอนความชอบออกมา มันจะได้เกิดความละอายและรู้ของจริง เห็นทีไรปัญญาก็เกิด รู้ว่าไม่ดีเลย
ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ใครตั้งใจจะเหยียบขี้หมาบ้าง ขี้แมว ขี้หมา ไม่มีใครอยากจะเหยีบ ที่เหยียบลงไปก็เพราะเผลอ ใช่ไหมลูก รู้ว่าของไม่ดี ใครกล้าเหยียบลง จิตมันก็ไม่อยากรับเอง ถึงเราจำเป็นต้องใส่อยู่ ใจมันก็เริ่มสอนตัวเองว่ามันไม่ดีเลย ตะกร้าใส่ชุดอยู่กับกิเลส ถึงจะหยิบทีไรก็รู้ว่า ไม่ดีเลย มันก็ถ่ายถอนความชอบออกไปแล้ว
อีกตะกร้าหนึ่ง สมมติว่าจะสวมมาฟังธรรม อาทิตย์ละวัน หรือ ๒ วัน ลูกหาเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สีขาว หรืออะไรที่มันเรียบร้อย ไม่ส่งเสริมทางโลกมาก เอาใส่ไว้ เสื้อขาว แค่ ๒ ชุดเท่านั้นเอง เสื้อขาว กางเกงดำ หรือไม่ก็สีเทาทั้งชุด ให้มันเรียบร้อย ไม่ต้องมีสีสรรสวย ตะกร้านี้เขียนว่า ชุดละกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้พ้นทุกข์
จิตมันก็สอนใจตัวเองเข้าไปเรื่อยๆ ใช่ไหมลูก แล้วมันก็ให้ความรู้ เพื่อละกิเลสได้ มันก็เป็นเหตุให้พ้นทุกข์ สอนใจตัวเองแล้วได้ปัญญาด้วย อยู่กับกิเลส เป็นเหตุให้ทุกข์ มันก็รู้ว่า ไม่ดีเลย
การแต่งกาย สวมเสื้อผ้าต้องมีสติคอยควบคุมอยู่ ไม่ใช่สวมเสื้อผ้าไปพลาง คิดอย่างอื่น หรือคุยไปพลาง โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:16:17 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
สลักธรรม 20
กระจกเงาที่เราส่งกัน เขียนไว้ว่า ที่ส่องวิปลาส เวลาจะนั่งส่องอยู่นานๆ เห็นคำว่าส่องวิปลาส ไม่กล้า มันเกิดหิริ โอตตัปปะ หาอุบายจะให้ลูกถ่ายถอนกิเลสกันนั่นแหละ ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะพ่อยังไม่สุดความสามารถ สอนวิธีนี้ ลูกไม่ทำ พ่อหาใหม่ พ่อจะหาจนกว่าลูกจะตายไปนั่นแหละ ลูกไม่ทำ นั่นก็เรื่องของลูก
จะพยายามหาให้ จะสอนทุกวิถีทางที่ลูกจะชนะกิเลสได้ จะพยายามสอนแล้วจะทำได้เท่าไร ก็เรื่องของใคร ใครทำ ใครได้ ถ้าเราไม่เริ่มสอนใจให้ถูกต้อง มันจะฝึกจิตเป็นไหม ไม่เป็น เมื่อฝึกจิตไม่ได้ ผลิตปัญญาก็ไม่มีใช่ไหมลูก สอนใจ ฝึกจิต ผลิตปัญญา ไปพร้อมกันเลย
ทุกที เวลาส่องกระจก เราดูนาน หมุนซ้าย หมุนขวา ที่นี้เราเป็นนักธรรมะแล้ว ไม่ต้องอายใคร เรียนอยู่กลุ่มเดียวกัน อยากพ้นทุกข์นี่ เขียนตรงกระจกเงา ตัวโตๆ เห็นชัดหน่อยส่องวิปลาส บางทีเราลืม เผลอๆก็นั่งหวีผม ตาเห็นพอดี มันหยุดชะงักได้ หยุดการเพลิดเพลินในกิเลส
สำหรับสุภาพสตรี อธิบายให้ฟังอาภรณ์ประดับ เยอะแยะ ไม่เป็นไร เราไม่ได้ลักขโมยใครเขามา เราได้มาเพราะมีวิบากดีส่งผล ใช้ของเราไป แต่ตอนกลับบ้านมีที่ถอดแล้ววางใช่ไหมลูก แหวน สายสร้อย นาฬิกา ต่างหู สารพัด เช้าขึ้นมาลูกก็คุ้ย หยิบต่างหูมาเสียบหู บางคน หยิบข้างผิด ใส่ผิดคู่ ผิดแล้ว ผิดอีก คนละคู่แล้ว ถอดอีก โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 พ.ค. 2548 , 22:16:39 น.] ( IP = 202.183.141.5 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |