| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
๔๕ ปีแห่งพุทธกิจ
สลักธรรม 1
พระพุทธเจ้าคือคนธรรมดา ที่ถือกำเนิดมาอย่างมนุษย์ทั้งหลาย ในช่วงเวลาหลายพันปีจึงจะมีขึ้นได้ และมีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นเป็นผู้ชนะอย่างประเสริฐแห่ง โลกทั้งหลาย ทรงสอนให้มนุษย์ได้รู้ถึงสัจธรรมอันประเสริฐ ฉุดมนุษย์ให้พ้นจากทุกข์ เมื่อเยาว์วัยพระองค์ได้ทรงรับการขนานนามว่าสิทธัตถกุมาร เป็นพระโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นชมพูทวีป
แม้ว่าพระองค์จะทรงได้รับการเลี้ยงดูและทะนุถนอมให้ทรงพระเกษมสำราญอย่างที่บุคคลผู้เป็นกษัตริย์จะพึงได้รับโดยประการใดๆ และความหรูหราฟุ่มเฟือยด้วย สรรพสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาจะได้ รวมทั้งพระราชวังอันสวยงาม และพระชายาผู้สิริโฉม ก็ไม่อาจสามารถทำให้พระองค์ทรงยินดีได้ตลอดไป เพราะในพระทัยของ พระองค์นั้นทรงสลดพระทัยเมื่อพบว่า ทุกคนต้องแก่ ต้องเจ็บไข้ทุกข์ทรมาน และตายไป และหนทางแห่งความ สงบที่จะพาไปสู่ความหลุดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย น่าจะมีอยู่
ความคิดในการที่จะค้นหาความหลุดพ้นจากความทุกข์ มีความแก่ ความเจ็บ และความตาย เป็นต้น เกิดขึ้นแรงกล้า เพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ จนในที่สุดพระองค์ทรงตัดสินพระทัยหลีกหนีออกจากพระราชวังและพระชายาผู้เป็นที่รัก ในราตรีอันสงบเงียบราตรีหนึ่ง และท่องเที่ยวไปศึกษาวิธีที่จะพ้นจากทุกข์สำนักแล้วสำนักเล่า แต่ไม่มีสำนักของ คณาจารย์ผู้ใดเลยจะทำให้พระองค์เข้าถึงความดับทุกข์ได้ โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:22:00 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 2![]()
ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จจากสำนักคณาจารย์ต่างๆ และทรงบำเพ็ญเพียรด้วยพระองค์เอง ด้วยความเพียรอันยิ่งยวด โดยการทรมานตนให้ลำบากด้วยประการต่างๆ ก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้ จึงหันมาบริโภคอาหาร แล้วบำเพ็ญเพียรทางใจ ก็ได้ตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ในตอนรุ่งอรุณของวันเพ็ญเดือน ๖ ณ ใต้ต้นโพธิ์
หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยการแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ ให้ได้ตรัสรู้ธรรมของพระองค์ และเมื่อมีพระสาวกเพิ่มมากขึ้น พระองค์ทรงส่งพระสาวกเหล่านั้นไปประกาศพระศาสนายังสถานที่ต่างๆของแคว้นชมพูทวีป
จนพระพุทธศาสนาตั้งมั่นคงได้ดีแล้ว พระองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ ใต้ต้นรัง แห่งเมืองกุสินาราในปีที่ ๔๕ นับแต่ปีอันได้ตรัสรู้
และในคืนที่จะปรินิพพานนั้น ได้แสดง ธรรมโปรดสุภัททปริพาชก จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายของพระองค์โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:25:20 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 3
ธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์มีเป็นอันมาก ในที่นี้จะนำเสนอเท่าที่หน้ากระดาษจะอำนวยให้ ดังนี้
พุทธศาสนากับสังคม : พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในสังคมที่มีการแบ่งแยกชั้นวรรณะ ด้วยการถือตัวถือตน ถือยศถือศักดิ์ ชาติ ตระกูล ตามลัทธิพราหมณ์ที่สั่งสอน กันมา ทำให้สังคมเกิดการแตกแยกอันเกิดจากลัทธิดังกล่าว
พระองค์ทรงปฏิเสธลัทธิการถือชั้นวรรณะโดยสิ้น เชิง และประกาศความเสมอภาคของมนุษย์ และรับรองเสรีภาพของมนุษย์ว่า
กำเนิด ชาติตระกูล ไม่ได้ทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์ มิได้ทำให้บุคคลเป็นกษัตริย์ เป็นพ่อค้า ความประพฤติของบุคคลเป็นเครื่องกำเนิดบุคคล ชาติตระกูลไม่ใช่เป็น เครื่องกำหนดความแตกต่างของบุคคล โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:29:59 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 4
พุทธศาสนากับสตรี : ในประเทศอินเดีย ฐานะของสตรีเป็นฐานะแห่งทาสของบุรุษ สตรีไม่ได้รับความเสมอ ภาค และไม่ยอมรับความสามารถของสตรี
พระพุทธเจ้าทรงยกย่องความสามารถของสตรีให้บุรุษเห็นว่า สตรีนั้นมีความสามารถไม่น้อยไปกว่าบุรุษเลย ทรงรับสตรีไว้ในพุทธมณฑล ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าสตรีไม่ สามารถบรรพชาอุปสมบทได้ และไม่สามารถบรรลุธรรม พิเศษได้
นอกจากนั้นยังยกย่องสตรีผู้เป็นภรรยาว่าเป็นเพื่อน ที่ดีของสามี อันสามีไม่พึงปฏิบัติต่อเธอเสมือนทาส และทรงยกย่องสตรีทุกคนให้อยู่ในฐานะของความเป็นแม่ อันบุรุษพึงให้ความเคารพรักเช่นเดียวกับแม่ของตน โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:35:52 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 5
พระพุทธศาสนากับหลักความเชื่อ : พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกาลามสูตรว่า ชาวกาลามะทั้งหลาย พวกท่าน ทั้งหลายอย่าเชื่อโดย ๑.ฟังตามกันมา ๒.โดยสืบต่อกันมา ๓.โดยตื่นข่าวลือ ๔.โดยอ้างตำรา ๕.โดยนึกเอาเอง ๖.โดยคาดคะเนเอาเอง ๗.โดยคิดเอาตามอาการที่เป็นไป ๘.โดยชอบใจว่าถูกต้องตามลัทธิของตน ๙.โดยเชื่อว่าผู้พูดควร เชื่อได้ ๑๐.โดยนับถือว่าท่านเป็นอาจารย์ของเรา
สรุปก็คือ ทรงสอนไม่ให้เชื่ออย่างงมงาย ความเชื่อที่ ถูกต้องนั้นต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องกำกับด้วย ผู้นับถือพุทธศาสนาจึงชื่อว่ามีเสรีภาพในการใช้ความเชื่ออย่างเต็มที่ พุทธศาสนาไม่มีการบังคับให้เชื่อ และไม่นิยมการ ล่อลวงให้เกิดความเชื่อในสิ่งทั้งหลาย โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:36:55 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 6![]()
พระพุทธศาสนากับหลักพึ่งตนเอง : หลักการพึ่งตน เอง คือ ปฏิเสธการพึ่งทั้งหลายอื่น หรือการอ้อนวอนสิ่งทั้งหลาย ในมหาปรินิพพานสูตรและสูตรอื่นๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมีตนเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย จงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่ง อื่นเป็นที่พึ่งเลย
มีความในพุทธศาสนาอีกหลายตอนที่สอนว่า มนุษย์ทั้งหลายไม่ควรวิงวอนต้นไม้ ภูเขา ดวงดาว และสิ่งใดๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะช่วยอะไรไม่ได้ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่ง ของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:44:12 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 7
พระพุทธศาสนากับฤกษ์ยาม : พระพุทธศาสนาปฏิเสธเรื่องฤกษ์ยาม ไม่ยอมให้นับถืออย่างงมงาย ปฏิเสธเรื่องดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ด้วย
พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ใดถือฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์จะผ่านพ้นบุคคลผู้เขลานั้นไปเสีย ประโยชน์นั้นเองเป็นตัวฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวจะมาทำอะไรให้ได้ โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:47:01 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 8
พระพุทธศาสนากับการล้างบาป : ลัทธิพราหมณ์นิยมว่า ผู้มีบาปต้องไปลอยบาปในแม่น้ำคงคา และแม่ น้ำศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ แต่ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรง ปฏิเสธการลอยบาปและล้างบาปไว้ในวัตถูปมสูตรว่า
คนพาลทำชั่ว แม้จะไปสู่แม่น้ำใด ก็ไม่บริสุทธิ์ได้ แม่น้ำจะช่วยอะไรได้เท่าบุคคลผู้ทำบาปหยาบช้า การรักษาศีล การมีความประพฤติดี ย่อมทำให้บุคคลเป็น ผู้บริสุทธิ์
ดูกร พราหมณ์ ท่านจงอาบตนด้วยธรรมวินัยนี้ ถ้าท่านไม่กล่าวเท็จ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ขโมย มีความเชื่อตามเหตุผล ไม่ตระหนี่ ท่านก็ไม่ต้องไปสู่แม่น้ำแห่งใดเลย
โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:49:08 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 9
พระพุทธศาสนากับหลักกรรม : พระพุทธศาสนาสอนเรื่องหลักกรรมไว้ว่า กรรมคือการกระทำ กระทำไว้อย่างไร ย่อมเกิดผลแก่การกระทำนั้น เหมือนชาวนาหว่าน พืชไว้เช่นไร ย่อมได้รับผลแห่งการหว่านพืชนั้น เช่นนั้น
ในวาเสฏฐสูตร มีความตอนหนึ่งว่าบุคคลไม่ได้เป็น คนชั่ว ไม่ได้เป็นคนดี เพราะชาติ หากเป็นเพราะการ กระทำ บุคคลเป็นชาวนา เป็นศิลปิน เป็นพ่อค้า เป็นคนรับใช้ เป็นโจร เป็นทหาร เป็นพระราชา ก็เพราะการกระทำ โลกเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายผูกพันอยู่กับกรรม เหมือนสลักลิ่มเป็นเครื่องยึดรถที่แล่นไม่ได้ฉันนั้น
ยังมีหลักธรรมที่น่าศึกษาสำหรับสังคมอีกมาก แต่หน้า กระดาษจำกัด จึงขอยุติไว้ด้วยปัจฉิมโอวาทที่ประทานแก่พุทธบริษัทในวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรว่า
บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
จากคอลัมน์ปกิณกธรรม : ๔๕ ปีแห่งพุทธกิจ โดย ผู้จัดการออนไลน์โดย ปกิณกธรรม [23 พ.ค. 2548 , 17:52:37 น.] ( IP = 202.183.132.147 : : )
สลักธรรม 10อนุโมทนาด้วยค่ะ...ที่นำมาฝาก
โดย เซิ่น [25 พ.ค. 2548 , 00:13:24 น.] ( IP = 58.10.88.72 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |