มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เรียนปุจฉาพี่เณรเรื่องอัพยากตเหตุกับอัพยากตธรรมครับ




อยากทราบความหมายของอัพยากตเหตุและอัพยากตธรรมว่าคืออะไร และเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราตรงไหนครับท่าน กราบขอบพระคุณครับ

โดย ทองไทย [24 พ.ค. 2548 , 12:20:30 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ขอความเห็นอีกเรื่องนึงครับ อยู่เป็นโสดกับแต่งงานมีครอบครัวอย่างไหนดีกว่ากัน เพื่อจะได้วางแผนชีวิตบั้นปลายได้ถูกทางครับ

โดย ทองไทย [24 พ.ค. 2548 , 13:04:49 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2

สวัสดีค่ะ...คุณ ทองไทย
ก็ขอเข้ามาตอบก่อนนะคะ

เหตุ มี ๖ เหตุ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ

โลภเหตุ..องค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิก
โทสเหตุ..องค์ธรรม ได้แก่ โทสเจตสิก
โมหเหตุ..องค์ธรรม ได้แก่ โมหเจตสิก
อโลภเหตุ..องค์ธรรม ได้แก่ อโลภเจตสิก
อโทสเหตุ..องค์ธรรม ได้แก่ อโทสเจตสิก
อโมหเหตุ..องค์ธรรม ได้แก่ ปัญญาเจตสิก

โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ เป็น อกุสลเจตสิก เมื่อประกอบกับจิต ก็เป็นมูลฐานให้จิตเป็นอกุศล (เป็น จิตที่ชั่วที่บาป มีโทษและให้ผลเป็นทุกข์)

ฉะนั้น โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ จึงได้ชื่อว่าเป็น อกุสลเหตุ

อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ เป็นโสภณเจตสิก เมื่อประกอบกับโสภณจิตประเภทกุสล (เป็นจิตที่ดี งาม ฉลาด ปราศจากโทษ และให้ผลเป็นสุข)

ฉะนั้น อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ ที่ประกอบกับกุสลจิตทั้งปวง จึงได้ชื่อว่าเป็น กุสลเหตุ

เมื่อ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ ประกอบกับโสภณจิตประเภทวิบากและกิริยา อันรวมเรียกว่า อพยากตจิต (เป็นจิตที่ดี งาม ฉลาด ปราศจากโทษเหมือนกัน แต่ ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป เพราะไม่สามารถให้เกิดผลอย่างใดขึ้นมาได้)

ฉะนั้น อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ ที่ประกอบกับวิบากจิตหรือกิริยาจิตทั้งหลาย จึงได้ชื่อว่าเป็น อพยากตเหตุ

ปรมัตถธรรม มี 4 ได้แก่ จิต 89, เจตสิก 52, รูป 28, และ นิพพาน
ดังนั้น อัพยากตธรรม คือ ธรรมทั้งหลายที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล ได้แก่ วิปากจิต 36, กิริยาจิต 20, เจตสิก 38, รูป 28, นิพพาน

โดย เซิ่น [24 พ.ค. 2548 , 20:58:24 น.] ( IP = 58.10.89.173 : : )


  สลักธรรม 3

ถาม..เป็นโสดกับแต่งงานมีครอบครัว อย่างไหนดีกว่ากัน

ตอบ..ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ คงต้องสังเกตตนเองว่า เป็นบุคคลประเภทไหน

เช่น เมื่ออยู่คนเดียวตามลำพังที่บ้านหรือไปไหนมาไหนก็ตาม ก็สามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ โดยไม่รู้สึกเหงา หว้าเหว่ เบื่อ เซ็ง ไม่มีเพื่อนคุย .. ก็แสดงว่ามีแนวโน้มที่จะอยู่เป็นโสดได้โดยไม่ทุกข์ร้อนใจ และเป็นชีวิตที่อิสระ จะทำให้มีเวลาเป็นส่วนตัวมากขึ้น

โดย เซิ่น [24 พ.ค. 2548 , 21:31:27 น.] ( IP = 58.10.89.173 : : )


  สลักธรรม 4

ได้เข้ามาอ่านคำตอบครับ ดีจังเลยละครับคุณเซิ่น ที่ตอบได้อย่างกระจ่างชัดเจน ขออนุโมทนาในกุศลกรรมที่คุณเซิ่นได้ตั้งใจทำมานี้อย่างยิ่งนะครับ

โดย ทับตะวัน [25 พ.ค. 2548 , 07:34:33 น.] ( IP = 61.90.12.218 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณครับคุณเซิ่น สิ่งที่คุณเซิ่นตอบมาทำให้ผมเข้าใจอย่างนี้นะครับว่า อัพยากตเหตุเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตโดยตรง แต่เป็นส่วนที่ไม่สร้างผลกรรมให้เกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะเป็นเหตุที่ประกอบอยู่ในส่วนของวิบากและกิริยา จึงไม่มีอำนาจสร้างผลได้นั่นเอง

แต่อัพยากตธรรม เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งกับสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต และในส่วนของสิ่งที่มีชีวิตนั้นก็มีทั่วไปในทุกคนจนถึงพระอรหันต์ แต่ในส่วนของสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็คือรูปธรรมของสิ่งของ ต้นไม้

ไม่ทราบว่าผมสรุปอย่างนี้จะผิดถูกประการใด อย่างไรก็ตามผมยังรอคำตอบจากพี่เณรอยู่นะครับในทั้งสองคำถาม

สำหรับคำถามที่สองนั้น ตัวผมเองเคยคิดว่า อยู่คนเดียวท่าจะสบายกว่า แต่เมื่อสองวันมานี้มีญาติมาคุยด้วยบอกว่า อาจารย์สอนธรรมะบางท่านไม่แนะนำให้ฆราวาสอยู่เป็นโสดเพราะจะลำบาก ผมก็เลยไม่แน่ใจว่า เขาฟังมาผิดหรือเปล่า

จะส่งคำตอบแบบละเอียดไปให้ผมที่ thongthai44@hotmail.com ก็ได้นะครับ

โดย ทองไทย [25 พ.ค. 2548 , 08:14:17 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

ขอถามเพิ่มเติมอีกสักคำถามนะครับเพราะเป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเลย ไม่ว่าจะอ่านกี่ครั้งแล้ว คือเรื่องของอโสภณจิตน่ะครับ ทำไมกิริยาจิตของพระอรหันต์จึงเป็นสิ่งที่ไม่งาม

โดย ทองไทย [25 พ.ค. 2548 , 08:16:56 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 7

คำว่า อโสภณจิตนั้นไม่ได้แปลว่าจิตที่ไม่ดีนะครับคุณทองไทย

คำว่า อโสภณะ ไม่ได้หมายว่าเป็นจิตที่ไม่ดีไม่งาม แต่หมายเพียงว่าเป็นจิตที่ไม่มีโสภณเจตสิกประกอบด้วยเท่านั้นเองครับ เช่นอกุศลจิต ๑๒ ดวง เป็นอโสภณะ เพราะไม่มีโสภณเจตสิกประกอบด้วยเลยทั้ง ๑๒ ดวง

ส่วน อโสภณจิต ไม่ได้หมายความว่า เป็นจิตที่ไม่ดีงาม เพราะพระอรหันต์ก็ยังมีอเหตุกจิตซึ่งเป็นอโสภณจิตอยู่ จะกลายเป็นว่าพระอรหันต์ยังคงมีจิตที่ไม่ดีงามอยู่อีก ..ซึ่งความเป็นจริงนั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ

เพระพระอรหันต์เป็นผู้ที่สิ้นกิเลสทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ที่มีจิตใจขาวสะอาดบริสุทธิ์หมดจดแล้ว ไม่มีจิตใจอันไม่ดีไม่งามเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น อโสภณจิต จึงมีความหมายแต่เพียงว่า เป็นจิตที่ไม่มีโสภณเจตสิกประกอบ เท่านั้นนะครับคุณทองไทย


โดย ทับตะวัน [25 พ.ค. 2548 , 08:43:48 น.] ( IP = 61.90.12.218 : : )


  สลักธรรม 8

เนื่องจากอัพยากตธรรม ได้แก่ วิบากจิต / กิริยาจิต พร้อมเจตสิกที่ประกอบ รูปทั้งหมด แลพระนิพพาน

ชีวิตประจำวันของเราจึงต้องเกี่ยวข้องกับอัพยากตธรรมบางส่วน(จิต-เจตสิก-รูป)เกือบตลอดเวลา เราต้องรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ มีการเห็น การได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส และรู้กายสัมผัสต่าง ๆ



ขณะที่เห็น ที่ได้ยิน ฯ เหล่านั้น เกิดจากกระบวนการทำงานของอัพยากตธรรม(อเหตุกจิต)เป็นส่วนมาก อัพยากตธรรมจะอยู่ต้นวิถีก่อนที่จะเกิดกุศลธรรม หรืออกุศลธรรม และอยู่ท้ายวิถีหลังจากเกิดกุศลธรรม / อกุศลธรรม ไปแล้วก่อนจะชึ้นวิถีรับอารมณ์ใหม่

ในส่วนต้นวิถีนั้น ไม่มีอัพยากตเหตุประกอบโดยแน่นอน เนื่องเพราะอาศัยอดีตกรรมเกิดขึ้น แต่ส่วนท้ายวิถีหลังจากเกิดกุศลธรรม / อกุศลธรรมแล้ว จะมีอัพยากตเหตุประกอบก็ได้ ไม่มีเหตุประกอบก็ได้ เนื่องเพราะได้รับสงเคราะห์เหตุจากกุศลธรรม / อกุศลธรรมที่เกิดก่อนหน้าตนนั้น (นี่เป็นเพียงข้อสังเกต)

เราเลือกไม่ได้ว่าจะให้อัพยากตธรรมใดเกิดขึ้น เช่น เลือกไม่ได้ว่าจะเห็น / ได้ยิน ฯ เฉพาะสิ่งดี ๆ สวยงาม แต่เราสามารถปรับการตอบสนองต่อสิ่งที่เห็น / ได้ยินนั้น ให้เป็นกุศล หรืออกุศลก็ได้(ตรงชวนจิต) ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน

ทั้งนี้ หากมีความแจ้งแก่ใจว่าการตอบสนองใดเป็นกุศล / อกุศล และแต่ละส่วนนั้นให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ย่อมเกิดความละอายและสลดใจในผลเหล่านั้นว่า ไม่ใช่ใครอื่นเลย ก็ตนเองแหละเป็นผู้ได้รับเองทั้งสุข-ทุกข์

การยอมรับในความละอายมีส่วนผลักดันให้หาแนวทางเปลี่ยนวิถีการตอบสนองอารมณ์ที่เคยเบียดเบียนผู้อื่น ไปเป็นการให้อภัย ให้โอกาส และพยายามสงบที่ตนในขณะเห็น / ขณะได้ยิน ฯ ได้ง่ายขึ้น

โดย srman [25 พ.ค. 2548 , 11:05:11 น.] ( IP = 203.170.228.172 : : )


  สลักธรรม 9

ผมขอเรียกคุณsrmanว่าอาจารย์นะครับ เพราะที่ท่านอธิบายมานี้ทำให้ผมเข้าใจกระจ่างในเรื่องของอัพยากตกับความเกี่ยวข้องในชีวิต ผมอยากให้อาจารย์พระอภิธรรมอธิบายแบบนี้มากๆครับ จะได้รับประโยชน์จากปริยัติอย่างเต็มที่ เพราะที่ผมพบมาก็มีแต่การตอบด้วยองค์ธรรมโดยไม่มีคำอธิบายว่าสำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงๆตัวเป็นๆหรือหลังจากตายแล้วของเราตรงไหน ด้วยความเคารพในภูมิธรรมของอาจารย์srmanครับ

และขอบคุณที่ให้คำตอบมานะครับคุณทับตะวัน ผมมาเข้าใจดีมากที่ย่อหน้าสุดท้ายที่บอกว่า ไม่มีโสภณเจตสิกประกอบเท่านั้น แต่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับความงามหรือไม่งาม

โดย ทองไทย [26 พ.ค. 2548 , 08:05:29 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org