| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
สมถกรรมฐาน หมายถึง การทำสมาธิ เช่น นั่งเอาขาข้างขวาทับขาข้างซ้าย เอามือข้างขวาทับมือข้างซ้าย แล้วนั่งตัวตรงกำหนดลมหายใจเข้า กำหนดลมหายใจออก หาคำภาวนามาเพื่อท่องบ่นอยู่กับอารมณ์นั้น ให้จิตไม่คิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องอื่น จิตก็จะมีสมาธิในอารมณ์ที่ต้องการ
ฉะนั้น สมาธิคือการที่จิตกำหนดอยู่ในอารมณ์ๆ เดียว จะหาอะไรมากำหนดก็ได้เพื่อให้จิตจดจ่ออยู่ในอารมณ์นั้น เช่น ภาวนาว่า "พุทโธ" "สัมมาอรหัง" หรือกสิณมีถึง ๔๐ อย่างที่เราจะสามารถนำมาใช้ได้ จิตจะได้กำหนดอยู่กับสิ่งนั้น
ถ้าจะอธิบายให้ง่ายออกไปอีกนิดหนึ่ง เช่น เราหยิบกระบวยตักน้ำขึ้นมาจ้องแล้วก็ท่องว่า "นี่คือกระบวยตักน้ำ" นี่ก็เป็นสมถกรรมฐาน หรือการอ่านหนังสือด้วยความสนใจอยู่กับตัวสระพยัญชนะนั้น ไม่คิดไปในเรื่องอื่น หรือ เช่นขณะนี้เรากำลังตั้งใจฟัง ก็เป็นสมถกรรมฐาน
ฉะนั้นคำว่า สมถกรรมฐานคือการทำสมาธิ เกิดได้ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ก้ม เงย เหยียด คู้ อ่าน ดู หรือฟัง ทำให้เกิดความตั้งมั่นในอารมณ์ และเราก็รู้อารมณ์นั้นด้วยความเข้าใจด้วยความมั่นคง
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นชื่อของปัญญาเป็นการกระทำกรรมชนิดหนึ่ง เรียกว่ากรรมสกตาปัญญา คือ การกระทำกรรมอันประกอบไปด้วยปัญญานั่นเอง เป็นการกระทำเพื่อเข้าไปรู้ในความจริงที่เผชิญอยู่ที่ปัจจุบัน เราต้องเห็นที่ปัจจุบัน
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [25 พ.ค. 2548 , 20:13:18 น.] ( IP = 61.19.188.44 : : )
สลักธรรม 2
การทำสมาธิและวิปัสสนาต่างกัน จะอธิบายให้ฟังว่า ทำไมจึงมีความแตกต่างกัน เพราะการปฏิบัติ ๒ วิธีนี้เป็น การหนีภัย กับ การเผชิญภัย
การทำสมาธิเป็นการหนีภัย ปกป้องตัวเองไม่ให้เกี่ยวข้องกับอย่างอื่นที่ไม่ต้องการ เพราะคนเราเกิดมาต้องมีทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทวารทั้ง ๖ เปิดอยู่เสมอ รับการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัสถูกต้อง
แต่เรากักขอบเขตด้วยการไม่ฟัง ไม่ดู ไม่ดม ไม่ลิ้มไม่กระทบ ด้วยการฝืนธรรมชาติของความเป็นจริง เช่น มีเสียงคนพูดอยู่ หรือในที่ชุมนุมนชน มีคนเปิดวิทยุขึ้นมา เสียงย่อมเกิดขึ้น ประสาทหูของเรามีอยู่ธรรมชาติจึงต้องได้ยิน
แต่เราตัดอำนาจนั้นออก ตัดกรรมตัวเองให้มาท่องคำภาวนา เป็นสงบ ธรรมารมณ์เป็นไปทางใจให้ท่องบ่นในอารมณ์ เช่น พุทโธๆๆ เป็นการเอาอารมณ์ที่เราต้องการ มาบังคับอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติ หนีจากภัยจริงๆ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [25 พ.ค. 2548 , 20:21:33 น.] ( IP = 61.19.188.44 : : )
สลักธรรม 3
ลองนึกถึงคันธนูที่ยิงต้องถูกตัวทั้งสิ้น ฉะนั้น หูของเราเปิดรับเสียงเข้าตัว ตาของเราเปิดรับรูปเข้าตัว อำนาจอะไรเข้าตัวทุกอย่าง เรามีภัยอยู่ทุกขณะจิต
ภัยที่มาจากอารมณ์ภายนอก แต่เราหนีภัยในอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นการหนีความจริงนั่นเอง
เพราะความจริงเราต้องเห็นอยู่ตลอดเวลาระหว่างที่ลืมตา แต่เราหนีภัยมาหลับตาเสียทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวลาต้องหลับตา เราไม่ต้องการได้ยิน เราก็มานั่งท่องให้จิตข้องในอารมณ์เดียว หนีมาจากธรรมชาติที่เป็นจริง ธรรมชาตินั้นเป็นภัยอยู่ตลอดเวลา สร้างอำนาจให้เราต้องคิดต้องทำ
เห็นไหม ภัยธรรมชาติ จึงได้ตั้งลักษณะนี้ขึ้นเองว่าการทำสมาธิเป็นการหนีภัย ซึ่งมีอยู่จริงทุกๆคน เมื่อเราหนีภัยออกมาแล้ว เราจะไม่เจอธรรมชาติจริงๆ เลย
ก็หลงฟั่นเฟือนไปตามอาการว่า ชีวิตเป็นของดี เป็นของสุข เป็นของเที่ยง มีสาระแก่นสาร เป็นตัวตนคนสัตว์ เป็นฉันขึ้นมา ของของฉัน ฉันไม่ฟังก็ได้ ฉันไม่เห็นก็ได้
ทั้งๆ ที่ความจริง ฉันต้องเห็นอยู่ตลอดเวลา แต่ฉันไม่เห็นก็ได้ สร้างอำนาจความเป็นฉัน มานะก็มากขึ้น นี่คือหนีภัย
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [25 พ.ค. 2548 , 20:28:05 น.] ( IP = 61.19.188.44 : : )
สลักธรรม 4
การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นการเผชิญภัย เป็นการกระทำอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง คนเราเกิดมามีตาต้องเห็น มีหูต้องได้ยิน มีจมูกต้องได้กลิ่น มีลิ้นต้องรู้รส มีกายต้องรับกระทบสัมผัส เย็นร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง มีใจไว้รับรู้อารมณ์ต่างๆ เป็นธรรมชาติที่ทุกคนเกิดมาต้องมีจริง
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องอยู่กับความเป็นจริง และไม่หลงฟั่นเฟือนตามอาการนั้นด้วยการรู้จักว่า
ในการเห็นนั้นสิ่งที่เห็นคือรูป ที่เห็นได้คือนาม เสียงคือรูป ได้ยินคือนาม กลิ่นคือรูป รู้กลิ่นคือนาม รสคือรูป รู้รสคือนาม เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง คือ รูป รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึงคือนาม สิ่งที่เกิดขึ้นทางใจเป็นรูปทางใจ นึกคิด โกรธแค้นเป็นนามทางใจทั้งสิ้น
นี่คือธรรมชาติแท้ๆ เราต้องยืนอยู่กับธรรมชาติแท้ๆ และธรรมชาติแท้ๆ มิได้เกิดพร้อมกันทั้ง ๖ ทวาร แต่จะเกิดขึ้นทางทวารใดทวารหนึ่งเท่านั้น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [25 พ.ค. 2548 , 20:35:58 น.] ( IP = 61.19.188.44 : : )
สลักธรรม 5
ขอให้เราเท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น และรู้เฉยๆ ไม่หลงฟั่นเฟือน เพราะว่าอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ความคิดนึกของเราไม่ยอมดับไปตามนั้น ทำให้เรามีความโกรธ เกลียด รักชอบ ชัง
การปฏิบัตินี้เพื่อจะได้รู้ว่า เสียงเป็นธรรมชาติที่กระทบผ่านหู รู้สึกว่าเสียงเข้ามา แล้วเสียงก็ดับไป ของที่ดับไปแล้วไม่มีแล้ว เราจะจับมาเกลียด มารัก มาชอบ มาชังได้หรือไม่...ก็ไม่ได้
การปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นการทำลายรัก เกลียด ชอบ ชังออกไป ทำให้เรามีอิสระขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องหลับตา ห้ามหลับตา มองเห็นได้ แต่ขอให้รู้ว่า การเห็นนั้นอะไรเป็นผู้เห็น และเห็นอะไร
วิปัสสนาลืมตาเห็น แต่ไม่มีคน ไม่มีสัตว์เท่านั้นเอง ส่วนสมาธินั้นขนาดหลับตาแล้วยังเห็นได้เลย เห็นไหม? ผิดจากความเป็นจริง โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [25 พ.ค. 2548 , 20:39:06 น.] ( IP = 61.19.188.44 : : )
สลักธรรม 6
วิปัสสนาต้องการให้รู้ว่า เห็นอะไร ได้ยินอะไร ใครเห็น ใครได้ยิน กลิ่นอะไร ได้กลิ่นอะไร รู้กลิ่นอะไร หอม เหม็น ใครเป็นผู้รู้กลิ่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง อะไรรู้
รู้อยู่ ๒ ตัว ว่าชีวิตนั้นมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และทั้งรูป ทั้งนามก็ไม่คงที่ ไม่คงทน ต้องดับไป อะไรเล่าที่เราจะจับได้เป็นเจ้าของ อะไรที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นฉัน ใครทำฉัน ก็ไม่มีใครทำ เพราะฉันเข้าไปรู้เอง ...
นี่คือความแตกต่างระหว่างสมาธิกับวิปัสสนา "สมาธิคือการหนีภัย ส่วนวิปัสสนาคือการเผชิญภัย" ด้วยพุทธวิธีไม่หนีไม่สู้ ดูเฉยๆ
ดูให้รู้ว่าเห็นอะไร ใครเห็น เห็นอะไร-เห็นรูป ใครเห็น-นามเห็น เป็นผู้ดูละครเฉยๆ ทุกวันนี้เราเล่นตามละครอยู่ตลอดเวลา ลองคิดดูซิ คนเล่นละครกับคนนั่งดู ใครเหนื่อย-คนเล่นเหนื่อย คำว่าเหนื่อยเป็นคำสมมุติ แท้ที่จริงคือทุกข์
ฉะนั้น เมื่อเราไม่เล่นละคร ดูเฉยๆ เราจะมีทุกข์ไหม ทุกข์จะเข้ามาอีกมันก็หมดไป เป็นการแก้ไข ทุกข์เก่าทิ้ง แล้วก็ไม่สุมทุกข์ใหม่เข้ามาสร้างความพันธนาการ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [25 พ.ค. 2548 , 20:43:34 น.] ( IP = 61.19.188.44 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าการปฏิบัติ ๒ วิธี ไม่ใช่ทางเดียว ที่พูดกันว่า นั่งวิปัสสนา เดินวิปัสสนา นอนวิปัสสนา..ไม่มี แต่พูดว่า "ฉันนั่งสมาธิ" ได้ ฉันเป็นผู้ทำท่าให้เกิดสมาธิได้ ฉันเป็นผู้สร้างอำนาจอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง
แต่วิปัสสนา ฉันเป็นผู้ทำไม่ได้ เพราะฉันอยู่ตรงไหน-ไม่มี วิปัสสนาต้องทำลายฉันออกไป ตราบใดที่ยังมีฉันอยู่ ตราบนั้นชีวิตเป็นทุกข์
การปฏิบัติสมาธิที่แสวงหาอะไรเพื่อหยิบมาใส่ตัวนั้นเป็นทุกข์ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ทุกข์ของเราก็มีอยู่มากแล้ว
ร่างกายของคนเราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งอวัยวะภายในและอวัยวะภายนอก เรายังรู้จักไม่ทั่ว เรายังจะแสวงหาอะไรเข้ามาเก็บไว้ในใจอีก ยิ่งมีมากก็ยิ่งทุกข์มาก จึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
ในเมื่อเรามีความทุกข์มากอยู่แล้ว ทุกข์ตรงไหน? ต้องเกิดมา ต้องเดิน ต้องนอน ต้องขับถ่าย กินแล้วกินอีก อาบน้ำแล้วอาบน้ำอีก หงื่อไคลก็ออกมาอีก เดี๋ยวถ่ายหนักถ่ายเบา เดี๋ยวง่วง เดี๋ยวหิว เดี๋ยวเบื่อ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเมื่อย มันมีความทุกข์ตลอดเวลา เรายังแก้ไขไม่จบเลย โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [25 พ.ค. 2548 , 20:49:59 น.] ( IP = 61.19.188.44 : : )
สลักธรรม 8
ฉะนั้น ทางใดที่สอนให้เอาอะไรมาเพิ่มอีก ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่เป็นการเพิ่มความทุกข์
ต้องวางหลักว่าการปฏิบัติเช่นนั้นเป็นการเพิ่มความทุกข์ เพราะต้องเพิ่มของเข้ามา แม้กระทั่งเอาเข้ามาได้ตามที่เขาสอนมา ก็จะเป็นความทุกข์เพราะกลัวหายอีกแล้ว แล้วถ้าเผื่อไม่ได้ล่ะ ใครจะได้ดังใจเสมอไป
เช่น สมมุติว่าจะต้องเห็นสีเหลือง เอาสีเหลืองเข้าไว้ในใจ ตั้งแต่เด็กชอบสีม่วง สีเหลืองก็ไม่เกิด ฉะนั้น เป็นการเพิ่มความทุกข์
ส่วนวิปัสสนากรรมฐานไม่เอาทุกข์มาเพิ่ม มีแต่เอาของเก่าทิ้ง ปาทุกข์ออกไป ออกไปแล้วก็หมดทุกข์ได้ การปฏิบัติสมถกรรมฐานที่ปฏิบัติเพื่ออยากเห็น อยากได้ ยิ่งสร้างทางมีทุกข์มากขึ้น วิปัสสนาไม่มุ่งหมายจะอยากเห็นหรือ อยากได้อะไรทั้งสิ้น จึงเป็นทางพ้นทุกข์ คือ มรรคผล นิพพาน
โปรดติดตามตอนต่อไปในคราวหน้า
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [25 พ.ค. 2548 , 20:55:36 น.] ( IP = 61.19.188.44 : : )
สลักธรรม 9
ตามมาหาความกระจ่างในปัญหาของการปฏิบัติธรรมครับ เลยคิดไปว่าถ้าคนที่จะกระทำงานที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะไว้นั้น ควรจะต้องกระทำความเข้าใจให้รู้จักวิธีการเสียก่อนจะดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเกิดความสงสัยตามมา ดังนี้ การไขข้องข้องใจในวิปัสสนาจึงดีมากๆเลยครับผม
ขอบคุณมากครับ โดย พี่เณร [26 พ.ค. 2548 , 06:47:02 น.] ( IP = 61.90.82.120 : : )
สลักธรรม 10ขอบคุณมากค่ะ
"ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา" จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติคลายความสงสัย มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่หลงทางผิดต่อการปฏิบัติโดย เซิ่น [26 พ.ค. 2548 , 12:41:30 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |