| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒
![]()
![]()
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒
นิพพานคืออะไร นิพพานคืออารมณ์ชนิดหนึ่ง และอารมณ์ ก็คือ สิ่งที่จิตรู้
นิพพานเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เห็นความจริงว่า อารมณ์เหล่านี้มันมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สักแต่ว่าเป็นอารมณ์เฉยๆ ไม่ใช่ฉันและของของฉัน มันก็จะไม่สร้างความทุกข์ใหม่ พร้อมทั้งมีปัญญาทำลายความผูกพัน ที่ทำให้ชีวิตนั้นต้องเวียนว่ายตายเกิดออกไป
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น จึงจะสามารถมีอารมณ์อันหมดจดจากกิเลสโดยสิ้นเชิงได้
คนที่ชอบสมาธิและปฏิบัติสมาธิ ยึดมั่นในสมาธิ เมื่อบอกว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ก็ควรจะต้องค้านออกมาเพื่อหาความจริงในเมื่อคิดว่าตัวเองปฏิบัติถูก ...เมื่อไม่มีผู้ค้านและเป็นผู้ที่มีปัญญาเห็นด้วย ยอมรับแล้วก็ควรวางทิ้งของเก่า เริ่มของใหม่ต่อไป
(ตอนที่ ๑ อ่านที่นี่) http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7272โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:48:24 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
อย่างไรก็ตามการฝึกสมาธิก็เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ที่จะเจริญวิปัสสนา การทำสมาธิเพื่อให้จิตมีความตั้งมั่น ไม่โน้มเอียง ไม่ระลึกไปในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านไปแล้วทำให้เราฟุ้งซ่านรำคาญใจ หาความสงบเป็นปกติไม่ได้ จิตใจก็เศร้าหมองหดหู่ มีแต่ความท้อแท้ในชีวิต
ฉะนั้น จึงต้องเข้าใจความสำคัญของสมาธิว่า เราจะฝึกสมาธิไปเพื่ออะไร
การที่จะถึงสัมมาสมาธิได้ต้องรู้หลักอันประเสริฐว่า ต้องอาศัยความตั้งมั่นของจิตนั่นเอง ความตั้งมั่นของจิตได้แก่การที่จิตจับอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่เลยไปในอดีต ไม่เลยไปในอนาคต ทำให้ทำลายนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้
การฝึกสมาธินอกจากจะเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ที่จะเจริญวิปัสสนาแล้ว ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ที่มีชีวิตในด้านโลกียะเป็นใหญ่ เพราะถ้าอารมณ์ของเรานั้นเกิดวู่วามขึ้นมา ภัยพิบัตินานาประการก็จะติดตามมา
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:51:04 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 2คำถาม-คำตอบเรื่องวิปัสสนา
คำถาม: การฝึกสมาธิทุกวันเป็นการสมควรหรือไม่? คำตอบ: เป็นของสมควร เพราะว่าปุถุชนคือผู้หนาแน่นด้วยกิเลส มีอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์พอใจกับไม่พอใจอยู่ทุกวี่ทุกวัน หาความสงบไม่ได้ จึงต้องเริ่มต้นหาความสงบเสียก่อน เป็นบาทแรก
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:51:47 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 3
คำถาม : ขอให้อธิบายวิธีฝึกจิตใจให้สงบ คำตอบ : ต้องรู้จักจิต จิตของคนเรานั้นเปรียบเสมือนช้างตกมัน ต้องล่ามไว้กับเสาใช่ไหม เพราะจิตคนเราไม่ว่าง จิตว่างไม่มี มาดูว่าทำไมจึงไม่มี เพราะจิตทำงานทุกขณะ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวได้กลิ่น เดี๋ยวรู้รส เดี๋ยวสัมผัสถูกต้อง เดี๋ยวพอใจ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวเฉยๆ เดี๋ยวรู้สึกเบื่อ เดี๋ยวรู้สึกง่วงนอน เดี๋ยวรู้สึกหดหู่ เดี๋ยวรู้สึกเศร้าหมอง เดี๋ยวดีใจอีกแล้ว ไม่มีการว่างจากการรู้อารมณ์เลยจิตมันไว
ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น หน้าที่ของจิตทั้งสิ้น จิตไวเหมือนช้างตกมัน ต้องล่ามไว้กับเสา ทำให้คนเราจึงมีแต่ความซัดส่าย วอกแวกอยู่ตลอดเวลา เราพูดกันว่ามันฟุ้งซ่าน ต้องรู้จักคำว่า ฟุ้งซ่าน จึงจะแก้ไขได้
ฟุ้งซ่าน หมายถึง การที่จิตระลึกนึกไปในสิ่งที่ผ่านมาแล้วและยังไม่เกิดขึ้นเลย ซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้ง ๒ เรื่อง เพราะอดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน แต่ความจริงอยู่ที่ปัจจุบัน ฉะนั้น เมื่อเรารู้สภาวะของความฟุ้งแล้วมันไม่มีความจริงเลย เราจะได้สอนใจตัวเองอยู่เสมอๆ คนเราถูกสอนอะไรมากๆ จะให้หายไปเป็นไปไม่ได้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:52:16 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 4
ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ แต่ให้รู้จักของจริงเสียก่อน สอนใจว่าควรจะทำต่อไปหรือจะแก้ไขใช่ไหม ความจริงอยู่ตรงนี้ เมื่อเรารู้จักแล้วว่าความซัดส่ายของจิตไม่มีความจริงเลยในปัจจุบัน เมื่อจิตของเรานึกคิดไปในเรื่องไม่จริง เป็นอดีตบ้าง อนาคตบ้าง
สอนใจเข้าไปเวลาเรานึกได้ว่ามันฟุ้ง ส่วนมากนึกว่าฉันฟุ้งไป เปลี่ยนใหม่ แทนที่จะนึกว่าฉันฟุ้งไป สอนใจไปว่า เรื่องที่นึกที่คิดนั้นไม่มีความจริงเลย
เหมือนเราเห็นของไม่ดี เราก็จะไม่เข้าใกล้เลย จิตก็จะมีการป้อนข้อมูลที่ถูก แล้วจิตก็จะมีอำนาจ เหมือนเด็ก ฝึกไปจนชำนาญจะสอนง่าย ทุกทีเราสอนอะไรให้จิต พอฟุ้งทีหนึ่ง เราก็เพลิดเพลิน นั่งเสียใจวิตก ไม่น่าเลย ฯลฯ เราได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไร้สาระมามากแล้ว ควรจะเริ่มสอนใจตนเองเมื่อสอนใจแล้วก็ฝึกจิตตัวเองให้รู้จักสงบด้วยการทำสมาธิ แล้วรีบผลิตปัญญาเพื่อจะพาพ้นทุกข์
นึกคิดอะไร นึกได้ แต่เมื่อเรารู้สึกตัว อย่าพูดว่าแหม มันฟุ้งจังเลยวันนี้ ไม่จำเป็นไม่ต้องพูดว่าฟุ้งจังเลย ให้นึกว่าเรื่องเมื่อกี้นี้ไม่มีความจริงเลย
เปรียบเหมือนกับเราเคยเหยียบมูลสุนัข เราตั้งใจเหยียบหรือเผลอเหยียบ ...เราเผลอเหยียบ มูลสุนัขก็เหมือนกับสิ่งที่เราไม่ต้องการคือ ความฟุ้งซ่านของจิตนั่งเอง เมื่อเราคอยดูแลตรวจสอบดู บอกอยู่เสมอว่า นั่นมันมูลสุนัข อย่าเหยียบนะ ... ก็ไม่เหยียบ เหมือนกับที่เราบอกตัวเองว่าไม่มีความจริงเลย มันก็ไม่ติดข้อง สมาธิก็มีความกล้าแข็งขึ้น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:52:48 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม : ในการทำสมาธิ จะทำอย่างไรจึงจะให้มีสมาธิเกิดขึ้น? คำตอบ : ต้องรู้จักคำว่า สมาธิ อยู่ดีๆ เราจะทำแกงส้มขึ้นมา เราจะต้องรู้จักว่าสูตรของแกงส้มมันเป็นอย่างไร จะทำขึ้นมาเลยโดยไม่รู้จักว่า แกงส้มจะต้องมีหอม มีกระชาย เราทำแกงส้มไม่เป็น เหมือนเราไม่รู้ว่าสมาธินั้นคืออะไรเราก็ทำสมาธิไม่ได้
คำว่าสมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิต การที่จิตกำหนดได้ในอารมณ์ๆ เดียว สมาธิเกิดขึ้นได้หลายๆ รูปแบบ เช่น ฟังรู้เรื่องต้องมีสมาธิเพราะจิตไม่ซัดส่าย จิตเป็นหนึ่ง ฉะนั้นคนที่อ่านหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวและรู้ได้ต้องมีสมาธิ คนที่ดูหนังแล้วเห็นตัวละครตาย หรือถูกตีร้องให้ไป ก็ต้องมีสมาธิดู มีความเอาใจใส่ ครูเขียนกระดานดำเป็นตัวหนังสือได้ ไม่โย้ไม่เย้เพราะมีสมาธิ ตอบปัญหาถูกต้องมีสมาธิเป็นตัวตั้งมั่นในอารมณ์
ดังนั้น ทำอย่างไรจะมีสมาธิ ก็ด้วยการฝึกฝนความมีจิตตั้งมั่นทีละเล็กทีละน้อยด้วยการใส่ใจในอารมณ์ๆ เดียว เช่น กำหนดลมหายใจเข้า กำหนดลมหายใจออก จะใช้คำภาวนาว่า พุทโธ สัมมาอรหัง โอมหังวันโท นโมพุทธายะ หรือจะเพ่งกสิณดิน น้ำ ลม ไฟ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:53:20 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 6
คำถาม : สมาธิมีหลายขั้นใช่หรือไม่ คำตอบ : สมาธิมีหลายขั้นตอน มีการกำหนดได้มากขึ้นเรียกว่าอุปจารสมาธิ และมีการกำหนดจนแนบแน่นไม่สั่นคลอนเคลื่อนไหวเรียกว่าอัปปนาสมาธิ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:53:42 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 7
คำถาม : คำว่า โอมหังวันโท นโมพุทธายะ หมายความว่าอย่างไร? คำตอบ : คำว่า โอมหังวันโท นโมพุทธายะ สัมมาอรหัง หรือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก หรือ นโมตัสสะ คือสระและพยัญชนะมาสะกดและอ่านได้ ท่องได้ ต้องการให้เกิดสมาธิ คือ ความสงบ ไม่ใช่ความหมายอันนี้จะขลัง สร้างโน่นสร้างนี่ได้
ไม่มีอะไรสร้างได้ จิตเป็นตัวสร้าง สร้างอำนาจ เช่น กำลังคุยๆๆกันอยู่ แต่พอไปหลวงพ่อเสือบอกให้ไปท่อง โอมหังวันโท นโมพุทธายะๆๆ จิตก็มีการทำงาน มีงานเป็นที่ตั้งจิต ไม่ซัดส่ายไปในเรื่องที่ผ่านมาแล้วและยังไม่เกิดขึ้น มีหน้าที่ให้ตรงต่องาน เรามีความตั้งใจทำความดี วาจาก็ไม่ได้ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ มันก็เป็นกุศลวจีกรรมเกิดขึ้น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:54:07 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 8
คำถาม :การที่จะมีสมาธิเกิดขึ้นได้จะขึ้นอยู่กับเวรกรรมของเราหรือเปล่า ? บางคนนั่งแล้วได้สงบเร็ว บางคนก็ช้า คำตอบ : การที่เราอ่านหนังสือได้จบนี้ก็มีสมาธิอยู่แล้ว สมาธิไม่ได้อยู่ที่นั่งสมาธิหลับตานะ เราเดินข้ามถนนด้วยความตั้งใจ ไม่หกล้ม ก็ต้องมีสมาธิ ทุกอย่างต้องมีกรรมเป็นพื้นฐาน มีจิตเป็นตัวเร่งเร้า
ฉะนั้น ความชำนาญจึงมีความสำคัญ เช่น เคยชอบเที่ยว ชอบไปไหนๆ กับเพื่อนฝูง อยู่ดีๆ จับให้มาทำสมาธิ มาฝึกสมาธิ กิเลสมันไม่อนุญาต เพราะความสันทัดในการเที่ยว กิเลสมันเฟื่องฟูแล้วจึงไม่ชนะกิเลส... ถามกันแต่เรื่องสมาธิ แต่สมาธิไม่สามารถถึงมรรคผลนิพพานได้ ทำไปทุกชาติแม้กระทั่งนั่งสมาธิได้เจ็ดวันเจ็ดคืน มรรคผลนิพพานก็จะไม่เกิดขึ้น
ทางที่จะถึงมรรคผลนิพพานได้ก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ใช่สมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานหมายถึงการทำสมาธิ แต่วิปัสสนากรรมฐานเป็นชื่อของปัญญา
เพราะความทุกข์เท่านั้นที่ทำให้เราอยากพ้นทุกข์ และที่เราไม่พ้นทุกข์เราก็กำลังเผชิญอยู่กับความทุกข์ นั่งนานๆก็เมื่อย เดินนานๆก็เมื่อย ยืนนานๆก็เมื่อย เพราะมันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:54:37 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 9
ความทุกข์มันติดตามเป็นเงาตามตัวอยู่ตลอดเวลา แล้วมันก็ทวีคูณขึ้น การมีปัญญาเท่านั้นจะรู้ว่าความจริงที่เกิดขึ้นคือธรรมชาติล้วนๆ ที่มีแต่ความไม่เที่ยง ไม่หลงระเริงให้เกิดความยินดียินร้ายแล้วมีการกระทำกรให้เกิดวิบาก โดยมีกิเลสเป็นตัวเร่งเร้าอยู่ตลอดเวลา ก็จะไถ่ถอนจากความวิปลาส จิตก็จะไถ่ถอนออกจากเครื่องร้อยรัดพันธนาการ ไม่หลงติดฟั่นเฟือนไปตามอาการเป็นสุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส และอัตตวิปลาส ไม่หลงผิดว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นฉัน ฉันไม่มี คนไม่มี สัตว์ไม่มี นั่นคือเรื่องของวิปัสสนา
เมื่อไถ่ถอนความรู้สึกอันนี้เสียได้ก็จะละสังโยชน์ได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา
หมายถึงว่า เมื่อมีความเข้าใจผิดในกายตนแล้ว ความลังเลสงสัยในผู้อื่นก็ยังมีอยู่เสมอ สงสัยโน่นสงสัยนี่ สงสัยว่าจะดีหรือจะชั่วจนทำให้หยุดชะงักการทำดี เมื่อมีการหยุดชงักแล้วก็เท่ากับเกิดความประมาทขึ้น
ในความประมาทนั้น ชีวิตของคนเราจะต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องรู้รส ต้องสัมผัสถูกต้อง มีรูป รสกลิ่นเสียง สัมผัส คือ ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ดี พอกระทบกับอารมณ์ที่ไม่ดี ปฏิฆะก็เกิด ติดอยู่ในรูป ติดอยู่ในอรูป เกิดมานะความลำพองถือดีที่ตน เมื่อมีความอวดดื้อถือดีแล้ว ความฟุ้งซ่าน กระจัดกระจายก็เกิดขึ้นว่าเขาจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไหม เขาจะรักฉันจริงไหม เพราะมันมาจากความไม่มีปัญญา คือ อวิชชา
โปรดติดตามตอนต่อไปในคราวหน้า
![]()
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [26 พ.ค. 2548 , 19:55:29 น.] ( IP = 61.19.188.238 : : )
สลักธรรม 10ตามมาหาความรู้ต่อครับ..และพบกับข้อเตือนใจที่ว่า....ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ ...ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่ให้ความสำคัญมากๆต่อการทำความดี โดยเฉพาะการมีสติระลึกในรูปและนามครับ
แหละถ้าตามระลึกบ่อยๆได้แล้วนั้นสักวันสติจะมีอำนาจต่อชีวิต... ปัญญาจะมีบทบาทต่อจิตที่จะกำจัดภัยคือกิเลสได้อย่างแน่นอน.
ขอบคุณมากครับ โดย พี่เณร [27 พ.ค. 2548 , 07:34:14 น.] ( IP = 61.90.82.125 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |