มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๘







ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๘


คำถาม :เรากำหนดรูปนั่งอยู่เสร็จแล้วมันฟุ้งไป ฟุ้งไปตั้งนาน<พอรู้สึกตัวขึ้นมา ความเคยชินก็เกลับมาที่รูปนั่งใหม่ แต่ที่นี้ก็รู้ว่าเมื่อกี้นี้ฟุ้ง จะกลับไปดูนามฟุ้งจะทำอย่างไร
คำตอบ :นั่งอยู่ กำหนดรูปนั่งแล้วมันฟุ้งไป..ระลึกได้ สติเกิดมาพิจารณารูปนั่งใหม่ใช่ไหม

คำถาม :ค่ะ กลับมาที่รูปนั่งใหม่ แล้วทีนี้ก็รู้สึกว่าเมื่อกี้นี้นามฟุ้ง
คำตอบ :รู้สึกได้ว่าเมื่อสักครู่นี้นามฟุ้ง จะไปกำหนดนามฟุ้ง ก็แปลว่าตรงรู้สึกได้ว่าเมื่อสักครู่นี้นามฟุ้ง สติเกิด รู้ว่านามมันฟุ้งไป ตอนนี้ฟุ้งอย่างนี้อีกแล้ว ฟุ้งตามเรื่องเก่า ก็เป็นนามฟุ้ง ถูกต้องเลย

คำถาม :นึกว่าผิดค่ะ
คำตอบ :ไม่ผิด เปรียบอย่างนี้นะ กำหนดรูปนั่ง ฟุ้งไป หางตามองเจอวิทยุ นึกขึ้นได้ กลับมารู้สึกรูปนั่ง นึกขึ้นได้อีกแล้วเมื่อสักครู่ฟุ้งไป นี่ละ เมื่อสักครู่ฟุ้งไป แสดงว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้ฟุ้ง เป็นเรื่องเก่า ก็กำหนดนามฟุ้งอีก ฟุ้งนี้มันมีฟุ้งไกลกับฟุ้งใกล้ นี่เพราะทำบ่อยๆ จึงดูฟุ้งใกล้ อีกหน่อยไม่ฟุ้งเลย


(ตอนที่ ๗ อ่านที่นี่) http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7307

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:03:18 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

คำถาม :เวลาปฏิบัติท่านั่งส่วนมากจะมีแต่รูปนั่งกับนามฟุ้งเท่านั้นใช่หรือไม่
คำตอบ :มีเยอะแยะเลยนะ อย่างที่กำหนดอยู่นี่ รูปนั่ง นามฟุ้ง ใช่ไหม นามเห็นก็มีได้ เพราะนั่งนี่เราไม่ได้หลับตา ไม่จำเป็นไม่ต้องหลับตา ทวารมันเปิดนี่ บอกไม่เห็นไม่ได้ เห็นแล้วมีสัญญา นามฟุ้งอีกแล้ว สัญญาเข้า รู้อีก เพราะใครเห็นคนไม่เป็นคนแล้วบ้างล่ะ เมื่อเห็นเป็นคนก็เป็นเรื่องเก่าอีกแล้ว เป็นอดีต


คำถาม :ถ้าอย่างนั้นนั่งหลับตาได้หรือไม่
คำตอบ :เพราะอะไรจึงอยากหลับตา

คำถาม :เพราะเป็นการปิดทวาร จะได้ไม่ฟุ้ง
คำตอบ :นั่นคือตัณหาเข้าเลย อยากไม่ให้เกิด ตัณหาเข้าแล้ว ฉะนั้น ลืมตาไป ธรรมชาติเห็นก็เห็น ก็กำหนดไป ระหว่างที่เรามีหน้าที่เห็น สติเข้าได้เรื่อยๆ ระลึกได้ พออันนี้เข้ามา ไม่ใช่ว่าไม่ถูก สติเข้าทีหนึ่ง มันเป็นรูป สติเข้ามาอีกแล้ว สติมันก็เริ่มฝึกปรือขึ้นมากๆๆ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:04:21 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2

ฉะนั้น ทางพ้นทุกข์คือมหาสติ ไม่ใช่มหาปัญญา ปัญญารู้ว่ารูปนาม แต่สติมันมีอำนาจอยู่กับรูปนาม คือมหาสติปัฏฐาน

ดังนั้น ระหว่างที่เราระลึกได้ว่าเป็นรูปนั่ง เดี๋ยวมันฟุ้งไปแล้ว เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ เอ้า รู้สึกรูปที รูปมาน้อย นามมาน้อย แต่สติมามากแล้ว พอกลับมา ระลึกได้นี่ ได้สติไม่รู้เท่าไรแล้ว เพราะรูปนามนี่เราไม่สันทัดมาตั้งแต่เด็ก

ฉะนั้น รูปนามจึงเป็นของใหม่ พอของใหม่จะระลึกได้ สติก็ต้องมาบ่อยใช่ไหม สติมาบ่อยก็ถูกฝึกปรือเป็นมหาสติ เมื่อเป็นมหาสติแล้วรูปนามไม่สำคัญเลย มหาสติกลับมาเลี้ยงชีวิตเองในมรรคญาณ ไม่มีรูปนามแล้ว รูปนามมาเป็นตัวรื้อสัญญา แต่สตินั้นตัดการเกิด ตัดโมหะ ความหลงผิด สติละสังโยชน์ รูปนามแค่รื้อสัญญาแต่ไม่ละสังโยชน์ ก็ยังเกิดอยู่

ถ้าจะกำหนดรูปเฉยๆ ก็ไม่ได้ เพราะจะเป็นรูปเดียวกันหมด กำหนดนั่งเฉยๆ ก็ไม่ได้เพราะ “เรา” เข้ามาเป็นอัตตา จึงต้องมีรูปนั่ง รูปเดิน รูปยืน รูปนอน เพื่อให้อิริยาบถต่างๆ มีรูปแตกต่างกัน ไม่ใช่รูปเดียว ถ้าเป็นรูปเดียวแล้ว ความรู้สึกว่าเที่ยงจะเกิดขึ้น นั่งก็รูปนี้ เดินก็รูปนี้ กำหนดแค่รูปก็เที่ยงซิ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:04:43 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3

นี่รูปนั่ง นี่รูปยืน มันอีกรูปหนึ่งแล้วเพื่อจะได้เห็นความแตกต่าง ถ้าเผื่อนั่งรู้สึกรูป เดินก็รู้สึกรูป จากรูปนี้ไปรูปนั้น รูปเดียวกันหมด เที่ยงเกิดขึ้นแล้ว ใช่ไหม

แล้วอย่าไปกลัวสมมุติจะเข้ามาอยู่กับนั่ง เดิน ยืน นอน .... นั่ง เดิน ยืน นอนไม่ได้เป็นตัวทำให้เกิดอภิชฌาโทมนัส ฉันทำให้เกิดอภิชฌาโทมนัส

ฉะนั้นเอาอภิชฌาออกได้ด้วยการเอารูปมาใส่ เอานามมาใส่ แล้วยืน เดิน นั่ง นอน เป็นอิริยาบถที่เป็นสัจจะนะ แต่เป็นสมมุติที่เราทิ้งไม่ได้ด้วย แต่เราไม่ติ เราอย่าไปทำลายสัจจะอันสมมุติ

เหมือนกับเขาบอกว่านี่สีเหลือง เราเรียนแล้วว่าสีเหลืองไม่มี เรียนเข้าไปให้รู้จริงว่าสีเหลืองไม่มี เพื่อไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายแค่นั้น แต่อย่าไปบอกคนอื่นว่าสีเหลืองไม่มี เพราะเป็นจริงสมมุติที่หนีไม่พ้น เป็นที่ยอมรับด้วยว่าสีเหลือง แต่เราอยากจะรู้ว่าภายใต้สีเหลืองก่อนจะมาเป็นสีเหลืองนี้คืออะไรกันแน่ ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็เช่นกัน อย่าทำลายนั่งทิ้ง รู้ว่ารูปมันนั่งแค่นั้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:05:05 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4

คำถาม : ถ้าเกิดทุกขเวทนาขึ้น เช่น ปวดท้อง เวลาเรากำหนด จะกำหนดว่ารูปหรือนามจึงถูก เพราะบางอาจารย์บอกว่าต้องกำหนดรูป ว่ารูปเป็นทุกข์
คำตอบ :นามทุกข์ รูปเป็นที่อาศัยให้ทุกข์เกิด แต่นามเป็นตัวรู้ รูปเป็นหลายรูป เป็นรูปที่อาศัยรูปอื่นเกิดใช่ไหม เรียนมาอย่างนี้ มหาภูตรูปเป็นที่อิงอาศัยให้รูปอื่นเกิด รูปคือที่อาศัยให้ทุกข์ต่างๆ เข้ามา แล้วถ้าไม่มีจิตรู้ไม่ได้

ฉะนั้น ความสำคัญอยู่ที่มันคิดว่าเราเจ็บ มันไม่ได้อยู่ที่ต้องเป็นความทุกข์แต่เราเป็นผู้เจ็บ เราไม่พอใจ นามมันรู้ แต่ถ้าไปกำหนดที่ท้อง รูปเจ็บ แต่เราไม่ชอบเลย กิเลสก็ยังอยู่ ใช่ไหม รูปมันเจ็บแต่เราไม่ชอบ กำหนดรูปได้ แต่ “เรา” ยังอยู่

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:05:30 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5

คำถาม :กำหนดรูปนั่งเกิดถีนะมิทธะก็กำหนดนามง่วง แล้วเปลี่ยนเลยได้หรือไม่
คำตอบ :ได้ เรากำลังเดินจากที่นี่ กำหนดรูปเดินอยู่ คราวนี้รูปเดินเป็นทุกข์ กำหนดนามทุกข์ไปนั่ง พอนั่งปุ๊บ ยังไม่ทันเมื่อย เขาห้ามเปลี่ยน ไม่จำเป็นไม่ต้องเปลี่ยน

พอนั่งปุ๊บกลิ่นมูลสุนัขเข้ามากำหนดรูปเหม็น เปลี่ยนได้เลย เพราะทุกข์มันเกิดขึ้นที่รูปก็ได้ ที่นามก็ได้ นามมันทุกข์แล้วต้องไปที่อื่น รูปกับนามมันห่างกันไม่ได้ เมื่อนามมันทุกข์ นามมันก็บังคับบัญชารูปต่อไป โยนิโสให้ถูกเท่านั้นเอง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:05:52 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6

คำถาม :ขอเรียนถามว่ากำลังป่วย เศร้าโศก หรือดีใจ จะกำหนดตัวไหนเป็นตัวรู้ และตัวถูกรู้
คำตอบ :ไม่ได้สอนให้ไปกำหนดตัวรู้ และตัวถูกรู้ การกำหนดนั้นกำหนดเพื่อทำลายอภิชฌาและโทมนัส เมื่อกำหนดได้ในปัจจุบัน ตัวถูกรู้จะปรากฏขึ้นเอง ต้องเข้าใจหลักนี้ก่อนนะ กำลังปวดหลัง การปวดหลังมากๆนี่ไม่ใช่เราปวด นามปวด ถ้าจะถามว่านามเป็นผู้รู้อาการปวด แล้วตัวปวดนั้นเป็นตัวถูกรู้อีกทีหนึ่ง ใช่ไหม

การป่วยจะกำหนดอย่างไร จึงจะถูกต้อง ก็กำหนดนามทุกข์ ทุกขเวทนาเกิด แล้วทำอย่างไรต่อ ไม่ใช่นอน เช่น มีดบาดปุ๊บรู้ นามเจ็บ จะไปหาตัวถูกรู้ ตอนนี้ไม่ใช่หน้าที่ มีแต่มีสติ เข้าไปรักษาพยาบาล ห้ามเลือดไม่ให้ไหลต่อ ไปหาหมอ เพราะตอนนี้ทุกข์เกิดขึ้นมาแล้ว ต้องแก้ไข ไม่ใช่ไปหาตัวถูกรู้ การหาตัวถูกรู้ไม่ใช่หน้าที่ของรูป หน้าที่ของปัญญา

ฉะนั้น กำลังป่วย ปวดหัว หรือมีคนมาว่าปุ๊ป มึนหัว “เรา” ปวดหัวจังเลย ถ้าเผื่อมี “เรา” ปวดหลัง “เรา” ก็จะต้องมีความกระตือรือร้นว่าเขาเป็นผู้ทำให้ “เรา” ปวด ก็ยิ่งสร้างอำนาจโทสะขึ้นมา

เมื่อปวดหัวปุ๊บ กำหนดนามปวด เพื่อเอา “เรา” ออก เมื่อเอาเราออกแล้วตอนนี้จำเป็นต้องใช้สติในการแก้ไข กินยา กินแก้ทุกข์ไม่ใช่กินแก้อยาก อันนี้เอาสัมมาอาชีวะใส่เลย มีความจำเป็นต้องกิน นอนพักเพราะความทุกข์มากแล้ว ต้องแก้ไข
แล้วถ้าเผื่อนอนอยู่ยังไม่หลับก็กำหนดไป รูปนอน ปวดอีกก็กำหนดนามปวด มีหน้าที่ของจิตคือรู้อารมณ์ เรามีหน้าที่ใช้สติดูอารมณ์ อารมณ์นั้นคือรูปและนามเท่านั้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:06:12 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 7

คำถาม :การเห็นไม่รู้ว่าเป็นอะไรก็กำหนดนามเห็น ใช่หรือไม่ และถ้ารู้จะกำหนดอย่างไร
คำตอบ :ก็กำหนดแบบนั้น ขณะที่เห็นคือนามเห็น พอรู้ว่าเป็นอะไร เราไม่ต้องกำหนดต่อไปว่านามเห็น พอสีปรากฏขึ้น นามมันรู้ ให้เป็นหน้าที่ของนามตลอด เอา “เรา” ออกเสียก่อนด่านแรก รื้อสัญญาออกว่าเป็นเรา

คราวนี้เมื่อเกิดความชำนาญ เราไปแล้ว เราจะได้ไม่เป็นผู้มาติดสิน ตอนนี้ปัญญามาตัดสิน นี่นามเป็นผู้เห็น นามเป็นผู้รู้ พอสีมาปุ๊ป นี่มันสัญญา นามอีกตัวหนึ่ง นามมันปรากฏอยู่ตลอดเวลา

แล้วนามนี่ มันมาทีละหนึ่งๆๆ คราวนี้เมื่อจิตไวขึ้นมันก็เท่าทัน เห็น รู้ เห็นๆ ดับรู้ เกิดรู้ ดับ เกิดเห็น เกิดดับ มันจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้มันเป็นการเปลี่ยนแปลงของความจริง นี่แหละไม่เที่ยง

มันปรากฏขึ้นมาด้วยความเข้าใจว่านี่แหละมันผ่านไป เราเห็นผ่านไปเหมือนกับเราเห็นคนยืนกับคนวิ่ง รู้เลยลักษณะของคนเดิน คนวิ่ง ไม่ต้องมาบอกหรอกว่า ลักษณะนี่เขาเรียกว่าวิ่ง มันเป็นอนิจจัง แต่เข้าใจเดี๋ยวนั้นเลย ที่ปรากฏขึ้นมาเข้าใจทันทีว่านี่แหละไม่เที่ยง บรรลุได้

หรือไม่พอนามเห็น-ดับ นามรู้-เกิดชื่นชมอารมณ์ไม่ได้ รู้ทันทีเลย บรรลุได้เพราะทุกขัง หรือไม่พอผ่านมานี่ไม่ใช่คนหรือสัตว์ นามก็ยังบังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตา บรรลุได้ ความเข้าใจในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งในลักษณะทั้ง ๓ บรรลุญาณปัญญาได้ จบไหมอย่างนี้ เห็นไม่รู้อะไร อะไรไม่รู้ ใครเห็น นี่แหละ ในการปฏิบัติเป็นลักษณะนี้ แต่อย่าไปท่องอีกล่ะ เดี๋ยวบอกหลวงพ่อสอนวิปัสสนา “เห็นไม่รู้อะไร อะไรไม่รู้ใครเห็น” นักปริยัติเขาแห่กันมาแน่ นี่สอนให้เกิดความเข้าใจเท่านั้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:06:39 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 8

คำถาม :การกำหนดนามรูปที่จะไม่แช่อารมณ์จะทำอย่างไร
คำตอบ :เราต้องรู้ว่าปัจจุบันธรรมกับปัจจุบันอารมณ์ต่างกันอย่างไร ปัจจุบันธรรมคือธรรมที่มีอยู่ต่อเนื่องกัน โดยไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต อันนี้ก็จะต้องมีอยู่ เช่น การเห็น คลื่นแสงวิ่งมาโดยไม่ขาดสาย ที่เราเห็นกำแพงนี่ การเห็นนี่เป็นปัจจุบันธรรม เพราะอะไร เพราะจิตทำงานโดยไม่ขาดสาย เกิดดับๆ ของจิต เกิดดับๆ ของรูปมากระทบกันโดยไม่ขาดสาย เขาเรียกปัจจุบันธรรม

แต่การกำหนด คือนามเห็น เช่น เราเห็นต้นไม้ ต้นไม้เป็นอารมณ์ใช่ไหม อารมณ์คืออะไร อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ รู้อะไร รู้ว่านี่เป็นต้นไม้ ต้นไม้เป็นอารมณ์ การรู้โดยไม่ขาดสายจึงเห็นว่าต้นไม้มีอยู่แล้ว ต้นไม้เป็นอารมณ์โดยไม่ขาดสาย ทุกอย่างเหตุปัจจัยต้องสอดคล้องกัน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:07:06 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 9

แต่การที่เราเห็นต้นไม้นี่และต้นไม้สืบต่อกันไปโดยไม่ขาดสาย วิ่งมาโดยไม่ขาดสาย ไม่เป็นหน้ากระดาน มีแค่ซ้อนกัน ทุกอย่างเป็นภาพซ้อนทั้งสิ้น จิตที่เราเห็นนิ้วเป็นพืดเป็นอันนี่ ที่จริงไม่มี เราจะต้องกระทบจุดนี้ จุดนี้ทีละจุด แต่ความไวของจิตจึงทำให้เห็นว่ามันติดกันมันเห็นทีละจุด เช่นเดียวกับต้นไม้ที่เราเห็นยังเป็นต้นไม้อยู่ สีเขียวใบสด เพราะอะไร อารมณ์นั้นวิ่งต่อเนื่องกับการกระทำของจิตโดยไม่ขาดสาย เหตุปัจจัยวิ่งต่อกัน อันนี้วิ่งออก อันนี้วิ่งเข้า ต่อไปไม่ขาดสาย จิตมันทำงานรับรู้โดยไม่ขาดสาย รูปวิ่งมาโดยไม่ขาดสาย นี่คือปัจจุบันธรรม

ปัจจุบันอารมณ์หมายถึงอะไร ต้นไม้ที่เราเห็นอยู่นี่บางทีเราไม่เข้าใจ เราก็ฝึก ขณะใดที่เรากำหนดได้นามเห็น ขณะนั้นเราได้อารมณ์ปัจจุบัน

และวิธีการไม่แช่อารมณ์จะทำอย่างไร การจะไม่แช่อารมณ์เราจะต้องเป็นผู้รู้จักว่า การตามดู คืออดีต แต่การดูตามคือความจริง

๒ คำนี่แยกให้เป็น ตามดูหมายถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วเราตามไป ทุกอย่างมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แล้วเราไปรู้ทีหลัง จะยกคำใดดี มีคนบอกว่า “ไปหาหลวงพ่อเสือกัน” เราไม่รู้ก็คิดว่าประโยคเดียวก็รู้เลย แท้ที่จริง ไป-หา-หลวง-พ่อ-เสือ-กัน
กำหนดนามได้ยิน เท่ากับเรานี่ สันตติมันขาดด้วย ใช่ไหม ตรงนั้นแหละอารมณ์ปัจจุบัน

แต่ไป-หา-หลวง-พ่อ-เสือ-กัน มันเกิดขึ้นสืบต่อกันโดยไม่ขาดสายเป็นปัจจุบันธรรม ตรงที่เรารู้ว่านามได้ยินเป็นอารมณ์ปัจจุบัน แล้วเราอย่าไปจดจ่อว่าทำเพื่ออะไร

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:07:56 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 10

ทางโลกให้พิจารณาอยู่เสมอว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ทางธรรมอย่าไปทำเพื่ออะไร ให้ดูเฉยๆ หยุดอยู่กับที่ไม่หนีและไม่สู้ ดูเฉยๆ ด้วยการสงบ รู้เฉยๆ แล้วต้องรู้ว่าอะไรคือความฟุ้งซ่าน

ฟุ้งซ่านคือการที่จิตระลึกนึกไปในสิ่งที่ผ่านมาแล้วและยังไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดขึ้นในสมาธิอย่างเดียว เมื่อฟุ้งซ่านเกิดขึ้นขณะปฏิบัติวิปัสสนา เราก็สามารถแก้ความฟุ้งได้ ให้ฟุ้งนั้นหายไปได้ด้วยการกำหนดรู้ว่านามฟุ้ง รู้อย่างหนึ่งอีกอย่างหนึ่งก็ไม่เข้ามา

ขณะใดที่เรากำหนดนามฟุ้ง ฟุ้งช่วงนั้นหายไปแล้วแต่เราไม่เข้าใจ เพราะมันยังฟุ้งต่อ มีปัจจุบันธรรม เราไปแก้ไขปัจจุบันธรรมไม่ได้ เช่นเดียวกับเราไม่สามารถทำลายสมมุติสัจจะได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 มิ.ย. 2548 , 09:10:22 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org