| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๙
![]()
![]()
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๙
คำถาม :การกำหนดรูปนามนั้นเรากำหนดได้เลย หรือต้องรอให้มีการปรุงแต่งก่อน
คำตอบ :ถ้าปรุงแต่งแล้วเป็นอดีต กระทบปุ๊บต้องกำหนดได้ทัน อย่างนี้ถูกต้อง
แต่เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้เสมอไปและไม่ได้ตลอดเวลา เช่น กำหนดรูปนั่ง หันไปเห็นสีม่วง สีม่วงมันของเก่าแล้วเป็นสัญญา ถ้าเราไม่เคยมีสีม่วงในอดีต เราจะไม่มีสีม่วงในปัจจุบัน ไม่ยากที่จะปฏิบัติ ไม่ใช่ผิดแล้ว เขาเรียกว่าไม่ทันอารมณ์ เราก็กำหนดนามเห็นต่อไปเลย เริ่มต้นใหม่ ที่เราผิดปุ๊ป เราเริ่มต้นใหม่ ผิดก็หมดไปคล้ายๆ กับเอาปัญญาเป็นตัวริดๆๆ อีกหน่อยก็ประหารเกลี้ยงเลย
(ตอนที่ ๘ อ่านที่นี่) http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7313
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:51:45 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
พอเห็นต้นเข็ม ถึงอย่างไรก็ยังเป็นต้นเข็มอยู่ เห็นคน ...ก็ยังเป็นคนอยู่ มันไม่เห็นเป็นรูปเป็นนามเสียที แต่สักวันมันจะเป็นของมันเอง เหมือนร้อนเราไม่ต้องทำให้ร้อนเลย มันร้อนเองเย็นเราก็ไม่ต้องทำให้เย็น มันเย็นเอง ขอให้รู้ว่าอะไรมันเย็น อะไรมันร้อน คือรูป เพื่อเอา เรา ออกเท่านั้น
นักปฏิบัติมองเห็น นี่เสื้อตากอยู่ นี่ปิ่นโตเขามาส่ง ใครส่งก็รู้ด้วยว่าชื่ออะไร เห็นไหม เพราะอะไร เพราะอดีตที่เราฝึกฝนความชำนาญไว้สันทัด....สติยังไม่ไว .. พอเข้าปุ๊บก็ผ่านปั๊บ
เนื่องจากสติที่เรามีอยู่ทุกวันนี้แต่กันบ้า กันเดินหกล้ม กันเดินชนโต๊ะ ยังไม่พอที่จะปราบของละเอียด มีคนเดินผ่านเข้ามา เราจะบอกนามเห็น มันเห็นเป็นตัวเสียแล้วว่าเพื่อนเรา พระเดินมา คราวนี้เห็นอยู่ต่อไหม ก็ยังเห็นอยู่ คราวนี้เรารู้ว่าเราไม่ทันแล้ว ก็กำหนด นามเห็น ขอให้ทันตรงนี้ มีหน้าที่อย่างเดียวคือแก้ไข
ส่วนมากพูดว่า มันก็ยังม่วงอยู่ ไม่เอาแล้ว ยังไงก็ไม่เห็นนามรูปปริจเฉทญาณ จะให้ม่วงมันหาย ม่วงมันก็เป็นสัจจะนะ เหลืองก็เป็นสัจจะ อย่าพยายามทำให้เหลืองกับม่วงหายไป เพราะเป็นสัจจะ แต่เป็นเพียงสมมุติเท่านั้นเอง อย่าไปติดสมมุติสัจจะ แต่ก็อย่าไปทำลายสมมุติสัจจะเพียงแต่รู้เฉยๆ ไม่ใช่สิ่งทำให้เกิดสุขทุกข์ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:52:14 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 2
จิตของเรา ต้องกำหนดนาม พอมันอยากได้ก็จิตโลภะ นามโลภะเข้า ตอนที่รู้ว่าโลภะเข้าตอนนั้น....โลภะออกแล้ว เรามีหน้าที่คือ มาทีหนึ่งก็ไล่ไปทีหนึ่ง ถ้าแขกไม่มา เราจะไล่ใครล่ะ จำหน้าที่อันนี้ไว้ ถ้าไม่มีแขกมา จะไปนั่งไล่ใคร เขาเรียกว่า บ้า แขกมาแล้วค่อยไล่
ทุกวันนี้เราก็เหมือนกับการนั่งเป็นประธาน คอยไล่ โลภ โกรธ หลง คน เดิน นั่ง นอน เป็นแขกหมด มีหน้าที่กำจัด คือ ไล่ ไล่อะไร กำหนดตรงนี้เพื่อไล่ความรู้สึกว่าเป็นตัวเราออก สิ่งที่รู้แล้วกำหนดก็เท่ากับไล่ทันที อย่างกำหนดรูปนั่ง พอเห็นศาลาปฏิบัติธรรม ....ก็ระลึก สติเกิดขึ้นมากำหนดนามเห็น หรือไม่สติเกิดขึ้นมากำหนดนามฟุ้ง ที่เห็นเป็นศาลาเป็นเรื่องเป็นราวก็จบลงทีหนึ่ง
เรามีหน้าที่คือพอเรื่องเกิดขึ้นมาก็ทำให้จบ ตรงกับปรมัตถ์ด้วย สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นของธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นของธรรมดา แต่ถ้าเรื่องมันเกิดขึ้นมากลับทำให้มันยาวต่อไปแล้วค่อยจบ จึงเรียกว่าสันตติเกิด โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:52:32 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 3
คำถาม :ในเวลาปฏิบัติพอเรากระทบแล้วเรารู้ว่านามรู้ ถ้าทำจนชินเข้านามจะหายไปหรือไม่
คำตอบ :พระอรหันต์เดินบิณฑบาต หรือเดินไปทักใครก็ไม่ได้บอกว่านามเห็น นามได้ยิน ก็คุยธรรมดา แต่เพราะสติมีพลังอันกล้าแข็งแล้ว คอยทำลายความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะสติเป็นหัวหน้า เป็นหัวใจ เป็นหัวหน้าของฝ่ายคุณธรรมความดี เมื่อสติครองความเป็นใหญ่จะดำเนินไปที่ไหน สติก็จะพาความดีกลับเข้ามาสู่ คือ มีหิริ มีโอตตัปปะ มีความระลึกรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าสมควรหรือไม่สมควร ก็พูดทักทายปราศรัยกับคนธรรมดานี่
มีคนหนึ่งเดินไปถามท่านว่า ท่านจะไปไหน คนนั้นเป็นพระอรหันต์ท่านก็ตอบว่า ฉันจะไปวัด หรือ ฉันจะไปเยี่ยมโยม ไม่ใช่ว่าพอเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด ถามไม่พูด... ไม่ได้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:52:51 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 4
สติจะครองความเป็นใหญ่ แต่กันและคอยระวัง ปิดประตูความชั่วทั้งหมดไม่ให้เข้า ก็ตอบไปโดยปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง พระอรหันต์ก็คุย ก็กินข้าว ฉันข้าว ฆราวาสก็กินข้าว หิวเป็น เมื่อยเป็น เจ็บเป็น ปวดเป็น ยุงกัดก็เจ็บ หกล้มก็เจ็บ ไม่มีข้าวกินก็หิว ทุกข์ก็เกิด
แต่เพราะสติเป็นตัวรู้สึกประกอบกับศรัทธา ๔ ที่พร้อมแล้ว จึงได้คำตอบทางจิตว่า วิบากไม่ดี ไม่ใช่ว่าจะต้องมีรูปนามตลอดเวลา
สิ่งใดที่มีอำนาจรุนแรงเข้ามาทำให้เกิดอภิชฌา โทมนัส ขณะนั้นรู้ว่านามกับรูป และการดำเนินของวิถีจิตต่อไปนั้นมีหิริ มีโอตตัปปะ มีสติ มีสัมปชัญญะเข้าอยู่ทุกขณะ มีอินทรีย์อันแก่กล้าสำรวม ไม่แสดงออกซึ่งปฏิกิริยาอันทนไม่ไหว
เพราะพระอรหันต์จะไม่มีอะไรที่ทนไม่ไหว ทนได้ทั้งสิ้นด้วยรู้ว่าเป็นเพียงวิบาก นี่คือบุคลิกของผู้สง่างาม โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:53:17 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม :พระอรหันต์เวลาเกิดเจ็บปวดขึ้นมาท่านกำหนดอย่างไร คำตอบ :นี่ไม่ใช่การเดา และก็ไม่ได้ลดข้อเท็จจริง เพราะตัวเองก็ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ก็เอาข้อมูลมาจากหลักที่เรียนแล้วเคยปฏิบัติมาพิจารณาเข้าไปว่า
พระพุทธองค์ก็คัน ท่านก็ปวด ท่านก็หิว พระอรหันต์ท่านก็คัน ท่านก็ปวด ท่านก็หิว กินเข้าไปมีใครไม่ขับถ่าย มีใครเอาเก็บไว้ได้บ้าง ต้องปวดท้องก่อนอาการนี้ต้องถูกบีบเมาจากลำไส้ รู้สึกปวดปัสสาวะ รู้สึกปวดอุจจาระจึงถ่าย มีใครไม่ปวดแล้วถ่ายบ้าง นอกจากเพลิน คุยไปถ่ายไป หรือถ่ายไปอ่านไป ก็ไม่รู้ว่าปวด
ธรรมชาติของชีวิตต้องรู้สึกแล้วจึงทำ ต้องมีตัวรู้ มีตัวถูกรู้ แล้วสามารถแก้ไขได้ ต้องมีเหตุและมีผลเสมอ
ฉะนั้น เวลาพระอรหันต์คันหรือยุงกัด หรืองูกัด เพราะความที่ฝึก รู้จักเหตุ รู้จักผลมาจนแก่กล้าแล้ว มั่นคงกับเหตุกับผลแล้ว รู้ว่าวิบากกรรม มั่นคงกับการกระทำกรรม ศรัทธาในเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน ศรัทธาในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อศรัทธาแล้ว แจ้งแล้วในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป มีสติแก้ไข ไม่อนาทรบ่นมากมาย แหม ยุงเยอะจังแถวนี้ ใครเปิดประตูมุ้งลวด หน้าที่เกา ไม่ใช่หน้าที่บ่นว่า ส่วนมากเป็นอย่างนี้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:53:37 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 6
คำถาม :เวลาปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานเมื่อทุกข์เกิดก็กำหนดนามทุกข์ ส่วนมากเวลาปฏิบัติก็จะเปลี่ยนแล้วกำหนดรูปใหม่ จะไม่ดูอาการเคลื่อนไหวของอิริยาบถย่อย เช่น เวลาเปลี่ยนมีอาการเคลื่อนไหวของมือ หรืออาการเคลื่อนไหวของร่างกาย ควรจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้อง และมีความสมบูรณ์ในอารมณ์ปัจจุบันของสติปัฏฐาน
คำตอบ :ถูกต้องแล้ว การกำหนดคือกำหนดอิริยาบถใหญ่ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่จำเป็นไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถใดๆ ทั้งสิ้น
จะจำเป็นต้องเปลี่ยนก็ต่อเมื่อทุกข์มาบีบคั้น จึงกำหนดทุกข์แล้วเปลี่ยนอิริยาบถ เช่นนั่งอยู่กำหนดรูปนั่ง รู้สึกเมื่อยเพราะนามเมื่อย ก็ต้องมีสติเปลี่ยนเป็นรูปยืน หรือรูปเดินต่อไป
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:53:55 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 7
ไม่จำเป็นจะต้องดูอาการเคลื่อนไหวของมือ การย่าง การเดิน ไม่ใช่กำหนดว่าขาเดิน การเดินนี่ถ้าเห็นว่าเท้าเดินผิด นอกจากในการลุกขึ้นนั้นมือไปกระทบของแข็งจึงกำหนดนามเจ็บ หรือไม่ก็กำหนดรูปแข็ง ถ้ากระทบจึงจะกำหนด
จากการนั่งเปลี่ยนเป็นยืนนี่ ให้ทำความรู้สึกตัวมีสติกำลังจะยืน พอยืนแล้วกำหนดรูปยืนเลย นั่นแหละได้ปัจจุบัน ไม่ต้องไปบอกว่ารูปจะยืน นี่เป็นการฝืนธรรมชาติ
ทำความรู้สึกว่าจะยืนไปทำไม เพราะทุกข์มันเกิด เรามีสติยืน เมื่อยืนแล้ว กำหนดรูปยืน ตรงที่มีความรู้สึกกระทบรุนแรงจึงจะกำหนด แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างการยืนก็มีสติยืน เพื่อให้การแก้ไขทุกข์เสร็จลุล่วงไปโดยเร็ว จะได้ไม่ทุกข์มาก แค่นั้นเอง โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:54:12 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 8
คำถาม :ขณะอยู่ในสำนักปฏิบัติมีคนมาพูดด้วย ซึ่งเราไม่ได้พูดโกหก แต่อาจจะเพ้อเจ้อ
คำตอบ :ไม่เรียกว่าเพ้อเจ้อ เขามาพูดกับเรา เมื่อเรามีเหตุปัจจัยมาทำให้เราต้องได้ยิน เราก็ตอบ แต่เราไม่ต้องไปกลัว
วิธีควบคุมความเพ้อเจ้อก็คือ มีสติในการพูด มีใครมาพูดด้วย หน้าที่ของเราคือมีคนมาพูดด้วยต้องฟัง เมื่อเขาถาม เรามีหน้าที่ตอบ มีหน้าที่ฟังกับหน้าที่ตอบ แล้วการฟังก็ฟังด้วยสติ ตอบด้วยสติ ไม่เผลอเพ้อเจ้อ
พูดได้แต่ไม่ใช่คุยกัน เราระลึกรู้นี่เหตุจำเป็น ความจำเป็นต้องฟัง เราฟังตอนนี้ไม่ต้องกำหนดนามได้ยิน เพราะบางทีเขาอาจจะซักถามอะไรเราก็ได้ ฟังให้จบ การยอมรับฟังไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วย เอาหลักนี่ไปใช้
เมื่อเราฟังจบแล้วเราเห็นว่าเราสมควรที่จะเข้าไปร่วมไหม ถ้าไม่สมควรก็บอกว่า ขอเวลาก่อนตอนนี้กำลังปฏิบัติ ขอโทษนะ แต่ถ้าเราเห็นว่าสมควร เช่นมีคนเดินมาพูดว่า ที่บ้านให้มาตามเพราะมีคนป่วย ฟังเสร็จ จำเป็นไหม ระลึกรู้พูดว่า รอสักครู่ เดี๋ยวไปเก็บของก่อน แล้วจะไป ต้องรู้ว่าใช้อย่างไร พูดให้น้อยที่สุด ผิดน้อยที่สุด โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:54:31 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 9
คำถาม :ในการกำหนดสติดูอารมณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ วางใจให้เหมือนตอนกำหนดนามรูป แต่ไม่มีนามรูปเป็นอารมณ์ เพราะรู้ว่าการทำงานของรูปต้องมีจิตสั่งคือ เป็นเหตุปัจจัยร่วมกัน ไม่ว่ารูปหรือนามทำอะไรก็ดูอยู่เสมอ ไม่เผลอไปจากปัจจุบัน อยากทราบว่าจะเป็นอารมณ์ของสติปัฏฐานได้หรือไม่
คำตอบ :ได้ ถ้าดูอย่างนี้นะ เพราะการที่ดูจิต จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอย่างไร เช่น เราหันไปมองปุ๊บ นามเห็น ที่จริงจิตมันเห็น เรากำหนดนามเห็น มันก็ต้องยังมีนามรูปอยู่ แต่มาบอกว่าไม่มีนามรูปเป็นอารมณ์ ซึ่งจะไม่อธิบายก่อน แต่จะถามว่าดูอย่างไร ขอให้ยกตัวอย่าง โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:54:52 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : )
สลักธรรม 10
คำถาม :เหมือนเราทำกิจในบ้านทั่วๆไป ไม่ได้กำหนดนามรูป แล้วก็พยายามสำรวจจิต ทำไปเรื่อยๆ
คำตอบ :หมายถึงว่า ตอนนั้นไม่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน แต่จะหยิบช้อนก็รู้ มีสติรู้ จะตักน้ำก็รู้ว่าตอนนี้ตักน้ำ จะถูบ้านก็รู้ว่าตอนนี้ถูบ้าน เขาเรียกว่ากำลังเจริญสติ และมีสมาธิมั่นคง
กำลังมีการกระทำมั่นคงต่องาน อันนี้ไม่ได้อยู่ในสติปัฏฐาน เป็นการเจริญสติ เขาเรียกว่าฝึกสติ ฝึกสมาธิ ฝึกการกระทำที่ตรงต่องาน ฝึกหน้าที่ที่สมควร
โปรดติดตามตอนต่อไปในคราวหน้า
![]()
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [3 มิ.ย. 2548 , 07:55:11 น.] ( IP = 202.183.134.8 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |