| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๑๒
![]()
![]()
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๑๒
คำถาม :จะถูกหรือผิด เช่น กำหนดรูปนั่ง กำหนดรูปเปรี้ยว ถือว่ามีบัญญัติเข้าร่วม ให้กำหนดรูปรสเฉยๆ
คำตอบ :ก็ถูก และการกำหนดรูปเปรี้ยวก็ไม่ได้ผิด บางที่หรือบางท่านให้กำหนดรูปรส ทำความรู้สึกรูปรส หลวงพ่อเสือให้กำหนดเลยรูปเปรี้ยว รูปหวาน รูปมัน รูปเผ็ด รูปอะไรก็ต้องรู้ไป เผ็ดก็รู้ว่ารูปเผ็ด เปรี้ยวก็รู้ว่ารูปเปรี้ยว หวานก็รู้ว่ารูปหวาน
ถามว่าอันไหนถูก อันไหนผิด ไม่มีอันไหนผิด แต่ตั้งคำถามเพื่อจะให้เราเข้าใจและโยนิโสว่าที่เราทำนั้นได้ผลไหมอย่างนี้ ไม่มีอันไหนผิด แต่อันไหนได้ผลกว่ากันล่ะ
แล้วทำเพื่ออะไร เพื่อทำลายความโง่ ถามว่าอะไรเป็นตัวโง่ ชีวิตทั้งชีวิตนี่ที่เราไม่รู้จักนี่โง่ เราเอาเราเข้าไปพัวพัน ใช่ไหมลูก ว่ามันจะเกิดสุขทุกข์ จึงต้องปฏิบัติเอา เรา ออก "เรา" ต้องไม่เข้าไปร่วมจะไม่มีอภิชฌาและโทมนัส
(ตอนที่ ๑๑ อ่านที่นี่) http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7343
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:48:25 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 1
เราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อทำลายอภิชฌาและโทมนัส คราวนี้ เรา มีอยู่ตราบใด อภิชฌาและโทมนัสก็เกิดอยู่ตราบนั้น เพราะเราเอา เรา ไปบงการในสิ่งนั้นๆ จึงโง่
ฉะนั้น เวลาเปรี้ยว เรารู้สึกว่าเราเปรี้ยวจัง ถ้าเปรี้ยวเป็นรสที่เราชอบ พอเปรี้ยวนิดหนึ่งก็สร้างชอบ อภิชฌาเกิด ถ้าเปรี้ยวไม่ชอบ เกิดรู้สึกเปรี้ยวขึ้นมา โทมนัสก็เกิด
เราเป็นตัวก่อดี เราเป็นตัวก่อไม่ดี สองตัวนี้เป็นความโง่ทั้งสิ้น สองตัวนี้ไม่ดีเลย เป็นอารมณ์ที่สมมุติ อารมณ์ที่สมมุติอยู่ตรงนี้ แต่เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด ไม่ได้สมมุติ ไม่ว่าคนไทย คนจีน แขก ฝรั่ง รสเหมือนกัน แต่เรียกต่างกัน
ดังนั้น เวลาเปรี้ยวก็ดี เผ็ดก็ดี จืดก็ดี ขมก็ดี กำหนดไป หรือจะกำหนดรูปรสก็ได้ แต่ที่ให้กำหนดรูปเปรี้ยว เพื่ออะไร เพราะการกำหนดรูปเปรี้ยว เช่น มะนาว นี่พริก เผ็ดมันก็อยู่ตรงนี้ ที่เม็ดนี้ เปรี้ยวมันก็อยู่ตรงนี้ โอชะอยู่ตรงนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ลิ้นของเรา โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:49:13 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 2
ลิ้นของเราเป็นเพียงทวารเท่านั้นเอง และจิตเราเข้าร่วมกับชิวหาประสาทจึงรับรู้ได้ เราเอา เรา เข้าไปเกี่ยวก็สร้างยินดีได้ เราเอา เรา เข้าไปเกี่ยวก็สร้างยินร้ายได้ แต่เรารู้เหตุว่ารูปมันเปรี้ยวเหมือนกับเราบอกว่า
เปรียบให้ฟังนะ มีอยู่ ๒ พี่น้อง คนหนึ่งทำแก้วแตก แต่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน แม่ถามว่าใครทำแตก คนที่ไม่ทำแตกก็ไม่ต้องพูด ไม่ต้องนั่งอธิบายว่า หนูไม่ได้ทำนะ มีหน้าที่ฟังเฉยๆ ฟังแล้วก็บอกว่า เปล่า สั้นๆ แต่คนทำเขาจะต้องบอกสาเหตุเองว่า ลูกไปเดินชนล้ม เราไม่มีหน้าที่ไปบอกว่า เขาเดินไปชน เราไม่ได้ทำต้องอยู่เฉยๆ เปรี้ยวมันอยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่เรา เอามะนาวไปวางไว้ เปรี้ยวมันก็อยู่ตรงนั้น
เอาอย่างนี้ง่ายๆ ตั้งคำถามว่า ใครเผ็ด อะไรเผ็ด ถ้าเราไม่มีปัญญาก็ตอบว่า เราเผ็ด เราแค่อ้าปากให้เห็นว่ามีพริกที่เคี้ยวแล้ว แค่ชี้ที่เม็ดพริก พริกมันเผ็ด ไม่ได้ชี้ที่คนเผ็ด คนเผ็ดไม่ได้ถ้าไม่มีจิต โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:49:38 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 3
เอาพริกเม็ดเดียวกันนี่ใส่ปากอีกคนหนึ่งก็เผ็ดตามอีกนั่นแหละ เราจึงหลงผิดว่าเราเผ็ด แท้ที่จริงพริกมันเผ็ด จึงต้องกำหนดรูปมันเผ็ด
พอกำหนดรูปเผ็ด เราไม่เข้าร่วมแล้ว อภิชฌาไม่เกิด โทมนัสไม่เกิด นอกจากนั้นยังทำลายความเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพราะรูปรสนี่ รสอะไรล่ะ ระหว่าง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด ยังไม่ทำลายฆนสัญญาได้ การกำหนดจำแนกรูปรสออกไปนี่ นอกจากจะเป็นการทำลาย เรา แล้ว ยังเป็นการกระจายฆนสัญญาด้วย คือ ไม่ใช่รูปเดียวกัน
เหมือนกับนั่ง เดิน ยืน นอนนี่ กำหนดรูปเฉยๆ ถามว่า รูปอะไร แย่เลย นั่งก็รูปนั่ง เดินก็รูปเดิน ยืนก็รูปยืน เพื่อให้รูปมันต่างกัน เพราะถ้าไม่ต่างกัน เครื่องกีดขวางไตรลักษณ์ คือสันตติ อิริยาบถ ฆนสัญญา จะไม่คลายความวิปลาสได้ ทำไมเราไม่ทำทุกอย่างให้มันหมดไป
กำหนดไป รูปนั่ง พอรู้ว่ารูปนั่งเราก็รู้ว่าไม่ใช่รูปยืน รูปยืนมันต่างกับรูปเดิน แล้วปัญญาจะแทรกเข้ามาเอง เป็นตัวสอนให้เราเข้าใจว่า ไม่ใช่คนๆเดียว หรือใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นรูปที่เกิดขึ้นต่างๆ กัน
และในหน้านี้ก็ไม่ได้มีรูปนั่งอย่างเดียว มันมีรูปไหวตามเข้ามาอีก การดูรูปนั่งก็จะเห็นรูปไหวในนั่ง การดูรูปยืนก็จะเห็นรูปไหวในยืน ละเอียดเข้าไปในญาณปัญญา โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:50:02 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 4
ถ้าบอกว่ารูปรสประชุมไหม รสมีอะไรบ้าง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด ขม แยกไม่ได้ แล้วตั้งคำถามว่าเวลาเปรี้ยวเข้าปาก ใครไม่รู้สึกว่าเปรี้ยวบ้าง เปรี้ยวมันเข้าแล้ว คือสัญญา เราไม่มีหน้าที่ทำลายสัญญา เรามีหน้าที่ทำลายความยินดีกับความยินร้ายออกไปเท่านั้นเอง
ทุกอย่างพระพุทธองค์ตรัสว่า อภิชฌาก็ดี หรือ โทมนัสก็ดี เป็นบ่อเกิดของความฉิบหายด้วย จึงต้องทำลายตรงนี้ ไม่ต้องไปทำลายบัญญัติ อย่างไรก็แล้วแต่ ถึงเราจะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา เรารู้ว่าเปรี้ยวมันเป็นรูป และรุ่นหลังเราที่จะมีเกิดต่อไปก็ยังมีเปรี้ยวอยู่ มันไม่ได้หายไปกับพระอรหันต์ด้วยนี่ ถ้าเปรี้ยวมันหายไป ป่านนี้คงไม่เปรี้ยวถึงเราแล้ว เราก็ยังเปรี้ยวอยู่ แต่เราทำลายความยินดีออกไปเท่านั้นเอง
ถ้านั่งยังมีบัญญัติเข้านะ ยืนยังมีบัญญัติเข้านะ ขอถามว่ารูปอะไร เพราะว่าคนเรานี่ก็รูป ( ชี้ออวัยวะต่างๆ และรอบๆ ตัว ) นี่ก็รูป รูปทั้งนั้นที่มองเห็นทางตา จึงต้องมีความแยบคายเพื่ออะไร เพื่อทำลายฆนสัญญาด้วย แต่ไม่ต้องไปเถียงกันหรอก ต่างคนต่างปฏิบัติไป ระหว่างที่เถียงกัน มาพิจารณาดีกว่าว่าการเถียงนั้นเจริญไหม ไม่เจริญ เอาเจริญดีกว่า โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:50:20 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม:แล้วอย่างเวลาเห็นสีแดง สีเขียว จะกำหนดอย่างไร คำตอบ :สีแดง สีเขียวเป็นสมมุติ ทำไมสมมุติ เพราะสีแดงเป็นภาษา สีเขียวเป็นภาษา ไปอยู่สหรัฐอเมริกาใช้ไม่ได้แล้ว วิปริตผันแปรไปตามสถานที่
แต่จริงๆ แล้วคือรูป รูปคืออะไร คือสิ่งที่เห็นได้ทางตา เป็นแสงเท่านั้นเองคลื่นแสงที่มีความละเอียดมาก สะท้อนเข้ามาทางประสาทตาไวมาก ตรงจุดโฟกัสของตาเป็นเลนส์ชนิดหนึ่งดูดภาพเข้ามา แล้วก็ประชุมกัน แล้วเราตัดสินเองว่านี่สีเขียว เอาของเก่ามาตัดสิน
ฉะนั้น เวลากำหนดต้องมีปัญญารู้เข้าไปในความจริง พอรู้ความจริงก็ทิ้งสมมุติ เรามีหน้าที่รู้ความจริงทิ้งสมมุติ แต่ไม่มีหน้าที่รู้ความจริงแล้วพยายามทำลายสมมุติด้วย ถ้าเราไม่มีหน้าที่ทิ้งสมมุติ พระพุทธองค์ไม่ตรัสแยกหรอกว่า สมมุติสัจจะ และปรมัตถ์สัจจะ เป็นสิ่งที่เราทำลายไม่ได้ แต่ให้รู้จักแค่นั้นเอง
เราจึงต้องกำหนดความจริงแล้วทิ้งสมมุติ แต่ทำลายไม่ได้ วิธีกำหนด เช่น สีแดงผ่านเข้ามา กำหนดนามเห็น จิตมันเห็นเป็นสีแดง หรือไม่คนยื่นของให้เป็นกุหลาบ รู้เลยว่ากุหลาบสีแดง ถามว่าอะไรเป็นตัวรู้ นามรู้ ก็กำหนดนามรู้ซิ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:50:39 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 6
คำถาม :สีแดงกับสีเขียวคนละอย่างกับรูปเปรี้ยว รูปเผ็ดใช่หรือไม่ คำตอบ :ใช่ เพราะคนละทวารกัน ตากับหูกำหนดที่นาม ลิ้นกับจมูกกำหนดที่รูป
ทุกวันนี้พอเรียนจบบทหนึ่ง ปริจเฉทหนึ่ง พออาจารย์บอกจบฉันจบด้วย ปริจเฉทสองขึ้น ฉันขึ้นด้วย พอจบฉันจบด้วย เราเรียนให้รู้แล้วทำใจระลึกนึกถึงความจริง ก่อนจะปฏิบัติวิปัสสนาได้ ต้องเรียนเรื่องความจริง
พระพุทธองค์สอนว่าความจริงมี ๒ อย่าง สมมุติสัจจะและปรมัตถ์สัจจะ เติมสัจจะเข้าไปเพื่อให้เห็นว่าเป็นความจริงที่วิปริตได้ และเป็นความจริงที่วิปริตไม่ได้ เราจะมีหน้าที่ไปทำลายไหม เรามีหน้าที่ไปเดินบอกใครๆ ไหมว่า คนไม่มี
แต่ขอให้เรารู้แค่นั้นเองว่าคนไม่มีจริงๆ ถ้าไปตะโกนซิเขาต้องว่าเราบ้า ไม่มีหน้าที่ไปบอก แต่มีหน้าที่รู้คนเดียว มีหน้าที่รู้ด้วยตัวเองว่าหญิงชายโดยจริงๆ แล้วก็คือรูป
หญิงที่นั่งอยู่แท้ที่จริงคือรูปนั่ง ชายที่นั่งอยู่แท้ที่จริงคือรูปนั่ง ไม่ต่างกันเลย แต่แยกเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แล้วเราเข้าใจคนเดียว ไม่ต้องไปตะโกนหรือไม่ต้องไปเถียง เพราะไม่มีใครถูก ใครผิด ระหว่างที่เถียงนั้นผิดทั้งคู่ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:51:00 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 7
คำถาม :ในการกำหนดนามรู้ กับนามเห็น ต่างกันอย่างไร คำตอบ :ความรู้สึกนั่นคือนาม ขณะที่เห็นเป็นสีๆ นี่นามมันรู้ใช่ไหม นามเห็นก็แปลว่ารู้สึกตัวว่าขณะนี้นามเห็น
คำถาม :เกิดพร้อมๆ กันได้หรือไม่ คำตอบ :เกิดพร้อมกันได้ แต่ความจริงจะเป็นนามรู้ตลอด ใหม่ๆ เป็นนามรู้ ๆๆ ต่อไปก็นามเห็น เพราะมันไวขึ้น แต่อย่าไปกลัวว่านามรู้หรือนามเห็นแล้วจะผิดกัน ทั้งนามรู้และนามเห็น ถ้ามันจะไขว้กันบ้าง ขอให้ไม่มีเราก็พอแล้ว โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:52:11 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 8
อะไรที่เป็นตัวสำคัญในสังโยชน์ อวิชชา ..ความโง่ ความโง่นี่พาให้ชีวิตของเราเกิด สักกายทิฏฐิ ความสำคัญผิดในกายตนว่าเป็น คนเป็นสัตว์เป็นฉัน เป็นของฉัน จึงต้องเอาโง่ออก ฉันก็ออกไปด้วย มันจะไขว้กันบ้าง สับกันบ้าง แต่ตอนนั้นมี "เรา"ไหม ดีกว่าเราเป็นผู้ถูก เรากำหนดถูก ฉันรู้สึกว่าฉันกำหนดถูก ถึงตัดสินว่าถูกฉันก็ยังอยู่
แต่กำหนดสับกันนิดหนึ่งระหว่างนามรู้ กับนามเห็น แต่ตอนนั้นมีเราไหม ตอนนั้นละที่มีความเจริญขึ้นในจิต คือมีปัญญาเข้ามาแล้ว ปัญญาคือความสว่างที่รู้เท่าทันอารมณ์ ค่อยๆ ฝึกไป ขอให้มีสติมากๆ
เพราะหนทางแห่งการพ้นทุกข์ คือการเจริญมหาสติปัฏฐาน คือ ความระลึกรู้สึกตัวด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่ถูกต้องตรงตามที่ตั้งของอารมณ์นั้น พระพุทธองค์ไม่ได้บอกกว่าการพ้นทุกข์ต้องเจริญมหาปัญญา สติเกิดขึ้นเองตามลำพังได้ แต่ปัญญาเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้เลย ต้องมีบาทของสติ เมื่อระลึกได้ปัญญาจึงจะเกิด เมื่อสติมีอำนาจแล้วปัญญาจะมาเอง จะมาเองได้อย่างไร เพราะเรามีการเรียน คือ สุตามยปัญญา และจินตามยปัญญา ....เอาละ วันนี้แค่นี้นะ
จบกระทู้ไขข้อข้องใจในวิปัสสนาโดยสมบูรณ์ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มิ.ย. 2548 , 07:52:48 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 9อภิชฌาก็ดี หรือ โทมนัสก็ดี เป็นบ่อเกิดของความฉิบหายด้วย
น่ากลัวนะครับถ้าไม่เรียนให้รู้ถูกสภาพธรรมแล้วก็ตกอยู่ในความฉิบหายนั้นโดยไม่มีทางรู้ได้เลย
ขออนุโมทนาสาธุกับการลงเรื่อง..ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา..มาถึง ๑๒ ตอนและจบลงในครานี้แล้ว นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทีเดียวต่อทางมรรคผล ด้วยเพราะว่าการกระทำนั้น ถ้าหากการแนะนำ บ่งชี้แล้วก็คงยากกว่าและจะต้องเสียเวลามากในการกำหนดถูกๆผิดๆนะครับ
ขอบคุณมากนะครับ โดย พี่เณร [7 มิ.ย. 2548 , 09:58:39 น.] ( IP = 61.91.76.236 : : )
สลักธรรม 10ขออนุโมทนาด้วยค่ะ...ที่นำมาลงเป็นตอนๆ
ทำให้รู้วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นหนทางการปฏิบัติที่จะสามารถทำลายอภิชฌาและโทมนัส ลงได้โดย เซิ่น [7 มิ.ย. 2548 , 23:46:32 น.] ( IP = 58.10.88.230 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |