มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิสุทธิในมรรคแห่งวิปัสสนาญาณ ๓







วิสุทธิในมรรคแห่งวิปัสสนาญาณ ๓


วิสุทธิที่หนึ่ง ได้แก่ ทิฏฐิวิสุทธิ ผู้ที่ปฏิบัติเจริญกรรมฐานจนได้ครบทั้งศีล และจิตแล้ว จิตก็บริสุทธิ์แล้วปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็มีกำลังส่งถึงทิฏฐิวิสุทธิโดยเหตุแห่งความเพียรชอบ

ความเพียรชอบที่มีสติรู้ทันรูปธรรมนามธรรม ไม่เผลอไปจากปัจจุบันเป็นขณิกสมาธิ ไม่เผลอไปจากปัจจุบันในขณะพูดและทำเว้นกั้นความโลภ ความโกรธ ความหลงได้เป็นปกติไม่เผลอ ปัญญาจึงจะเกิด การตั้งใจเช่นนั้นเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ

เมื่อสัมมาทิฏฐิบังเกิดขึ้นรู้เฉพาะปรมัตถ์ คือ ความจริงสุดยอดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปฏิเสธความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นสิ่งของ มีแต่สภาวะของรูปธรรม นามธรรม คือเนื้อแท้ของธรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ที่เลยไปสู่นิมิตบัญญัติว่ารูปดี รูปงามก็หมดไป แม้สมมุติบัญญัติทางโลก หรือนิมิตเครื่องหมายต่าง ๆ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็ปราศจากความโกรธ ความหลง อันเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา และอุปทานจึงจะหมดสิ้น คงเฉพาะรูปนามที่ปรากฏอยู่ทุกขณะจิต หรือว่าทุกวินาที

เมื่อเป็นได้เช่นนั้น แสงสว่าง คือ ปัญญาจึงจะเกิดขึ้นมากับทิฏฐิวิสุทธิ คือความเห็นที่บริสุทธิ์หมดจด ได้แก่ เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงว่า เป็นการเคลื่อนไหวของจิต การเคลื่อนไหวของรูป เห็นทัน ไม่ใช่ ท่องทัน


ตอนที่สองอ่านที่นี่ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7445

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:18:43 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เห็นตามความจริงว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก มีแต่ รูปธรรมกับนามธรรม มีการเคลื่อนไหวจากอำนาจนามธรรมสั่งบอกตามตัณหาและอุปาทาน

ญาณเช่นนี้ยังเป็นแค่กำลังญาณอ่อน ๆ อยู่ เรียกว่า ตรุณวิปัสสนา คือ กำลังอ่อนอยู่ เป็นญาณอ่อนของวิปัสสนาที่ก้าวขึ้นไป นับเป็นญาณที่ ๑ เท่านั้นเอง เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ

ลูกปฏิบัติมาถึงตรงนี้ ลูกเพิ่งได้นามรูปนะ ลูกมีจิตแค่นี้ที่บริสุทธิ์ เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณคือรู้ทั้งรูป รู้ทั้งนามว่าเป็นคนละอันกัน หมายความว่า รู้รูปอย่างหนึ่งแล้วก็ดับไป รู้นามอย่างหนึ่งแล้วก็ดับไป

เช่น ทางตา สีเป็นรูป อันหนึ่ง การเห็นเป็น นาม อีกอันหนึ่ง ต่างกัน
ทางหู เสียง เป็นรูป การได้ยินเป็นนาม
ทางจมูก กลิ่น เป็น รูป การได้กลิ่น รู้กลิ่นเป็น นาม
ทางลิ้น รส เป็น รูป การรู้รสเป็นนาม
เป็นกาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นรูป การรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นนาม
ทางใจ รู้ธรรมารมณ์ต่าง ๆ (อารมณ์ที่กระทบทางใจ) เป็นรูป รู้ด้วยการรู้ เป็นนาม จึงจะได้ นามรูปปริจเฉทญาณ ออกมา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:19:15 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : )


  สลักธรรม 2

ไม่มีอะไรในโลกเที่ยงแท้แน่นอน เพราะสัพเพสังขารา อนิจจา สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง สัพเพ สังขารา ทุกขา สังขารทั้งหมดเป็นทุกข์ สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตาคงอยู่ไม่ได้ ต้องมีการปรวนแปรและดับ แตกหักไป บังคับบัญชาไม่ได้

ดังนั้น เมื่อไม่มีอะไรในโลกนี้เที่ยงแท้แน่นอน คงทนอยู่ไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ นอกจาก รูปกับนามแล้วไม่มีอะไร

ก็จะไถ่ถอนมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด อันเป็นทิฏฐิวิปลาส แปลว่า คิดผิด เดาผิด และ รู้ผิด ออกไปจากขันธสันดาน ขณะเดียวกันมาเห็นถูกตามความเป็นจริงตามรูปธรรม นามธรรมว่า การเห็นอันนั้น เห็นด้วยปัญญา ไม่ใช่คิดเอา เดาเอา

การเห็นที่ยืนให้พิสูจน์ และท้าทายอยู่เสมอว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับหายไป ทุก ๆ อย่างตกอยู่ในความไม่เที่ยงเป็นลักษณะอันแท้จริง

เมื่อเห็นว่า นาม รูป เป็นคนละอันกันจริง ๆ ตามปัญญา ก็ได้เชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณเกิดขึ้นในปัญญาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทิฏฐิวิสุทธิ อันเดียวนะ ยังไม่ไปถึงกังขาวิตรณวิสุทธิเลย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:19:47 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อเห็นนามรูปเป็นคนละอันกัน ปฏิบัติแห่งกังขาวิตรณจึงจะมีวิสุทธิ กังขา แปลว่า ความสงสัยลังเล ความลังเล จะหมดไปได้เพราะไม่มีตัณหา และอวิชชาเข้ามาแทรก

เมื่อทิฏฐิวิสุทธิเห็นในรูปธรรมนามธรรมตามความเป็นจริงได้ ตั้งอยู่ในวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งกิเลสโดยไม่ได้เสื่อมถอย อันตราย เช่น นิวรณ์ ๕ มี กามฉันทะ พยาปาทะ ถินมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เพราะอำนาจอินทรีย์อันแก่กล้า คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

อันนี้เราทำความเข้าใจแล้วว่า อินทรีย์ ๕ มีอะไรบ้าง เมื่อปฏิบัติ อินทรีย์อันนี้จึงจะเกิดขึ้น กำลังศรัทธา คือ เชื่อต่อการปฏิบัติทางนี้แน่นอน วิริยะ คือ มีความเพียรปฏิบัติในวิปัสสนามากยิ่งขึ้น สติ ก็คือ ระลึก ทันปัจจุบันแห่งนามรูปทุก ๆ ขณะ สมาธิ ก็คือ มั่นคง ไม่เผลอไปจากนามรูป รูปอยู่ตรงไหน นามอยู่ตรงนั้น รูปอยู่ตรงนั้น นามตามตรงนั้น นี่สมาธิใช้ตรงนั้น ไม่ใช่เข้าห้องกรรมฐาน รูปอยู่นี่ ใจอยู่บ้าน อันนี้ยังไม่เป็นวิสุทธิ เมื่อมั่นคงไม่เผลอไปจากนามรูปแล้ว ปัญญา ก็จะรู้แจ่มชัดยิ่งขึ้นว่า สังขารทั้งหมด ไม่เที่ยง สังขารทั้งหมด เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหมดเป็น อนัตตา ด้วยกำลังอินทรีย์ ๕

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:20:39 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อกำลังอินทรีย์ ๕ ทำเป็นวิสุทธิได้ คือ ไม่แปรปรวน ข้ามพ้นความลังเลสงสัยแห่งนามรูปได้ โดยตั้งอยู่ในญาณวิปัสสนา คือ นามรูปปริจเฉทญาณแล้ว

ความเห็นเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันว่า เมื่อทางตาเป็นปัจจัยให้เห็นสีต่าง ๆ จึงเห็น ปัจจัย คือ เหตุ ของการเกิดผลต่าง ๆ ขึ้นมา เรียกว่า ปัจจัยปริคคหญาณ คือ เห็นปัจจัยที่ทำให้มีการปรุงแต่งรูป มีการเคลื่อนไหว มีการเดิน มีการยืน มีการนั่ง มีการนอนต่าง ๆ มีการเห็นสิ่งต่าง ๆ คืออย่างไร?

เช่น ทางตารูปก็คือสี คือสีที่เราเห็นต่าง ๆ นี่ เป็นปัจจัยให้เกิด นาม คือ การเห็นขึ้นมา หรือ ทางหู เสียง เป็นปัจจัยให้เกิดนามได้ยินขึ้นมา เห็นปัจจัยขึ้นมา จึงเรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณเกิดขึ้น

เมื่อข้ามพ้นความลังเลสงสัยได้ในเหตุปัจจัยของนามรูป แล้วยังมีความรู้เพิ่มขึ้นอีกในญาณนี้ เป็นญาณที่ ๒ ว่า นามรูปที่เกิดขึ้นทุกขณะเป็นปัจจัยกันอยู่อย่างนี้ เพราะอะไร รู้ด้วยว่า เพราะอะไรที่เป็นปัจจัยทำให้มีการสืบต่อกัน ขณะนั้นมีความรู้สึกว่า ทำไมฉันไม่จบสักที ไม่นิพพานสักที เพราะว่าอวิชชา ความไม่รู้จักนามรูปที่สะสมเข้ามาเพราะตัณหา ความอยากได้นามรูป เพราะอุปทาน ความยึดมั่น ถือมั่นในนามรูป เพราะกรรม ทำหน้าที่สร้างภพ สร้างชาติให้นามรูปปฏิสนธิขึ้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:20:57 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : )


  สลักธรรม 5

ด้วยเหตุนี้เอง อดีตชาติ จึงเชื่อ อนาคตชาติ จึงเชื่อ ข้ามพ้นความลังเลสงสัยว่า ตายแล้วเกิดจริงไหม

เมื่อรู้ขณะนี้แล้ว และรู้อดีตแล้ว อะไรเกิดขึ้น “วิชา” ใช่ไหม รู้ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน ว่าในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน จะต้องมีการนำของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม และน้อมนำก้าวสู่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เสมอ ๆ

เพราะนามรูปปัจจุบันนี้ก็เป็นอยู่อย่างนี้ อดีตที่ล่วงมาแล้วกี่ภพกี่ชาติก็ต้องเป็นอยู่อย่างนี้ และต่อไปในอนาคตไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนกัปชาติ ก็ต้องเป็นอยู่อย่างนี้ คือความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ เช่นเดียวกัน

ในกังขาวิตรณวิสุทธิก็จะข้ามพ้นความลังเลสงสัย ๘ ประการ อย่างบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส คือ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:21:30 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : )


  สลักธรรม 6

ความลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้า ทำไมจึงนับถือพระพุทธเจ้า ท่านควรจะเป็นที่นับถือจริงไหม และนับถือท่านด้วยอะไร

ข้ามพ้นความลังเลสงสัยในพระธรรม ในพระสงฆ์ และในการศึกษา ข้อปฏิบัติในศาสนา ถ้าคนในศาสนาอื่นปฏิบัติอย่างนี้ ก็จะศรัทธาและเลื่อมใสอย่างจริงใจในพระพุทธศาสนาว่าเป็นแม่ของศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้ามพ้นความลังเลสงสัยในอดีตปางก่อน ในอนาคต ทั้งในอดีตและอนาคต ในปฏิจจสมุปบาท คือจะได้ กังขาวิตรณวิสุทธิ

เพราะว่ามีความเห็นชอบ จึงจะมีการดำริชอบ คือ ดำริออกจากกามคุณ เมื่อกังขาหมดด้วยปัญญาของญาณนี้นะลูกนะ จึงจะเบื่อรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อย่างแท้จริงด้วยปัญญา

ทุกวันนี้เบื่อด้วยท่อง เบื่อด้วยความจำเจ เบื่อด้วยความวิปลาส แต่ยังไม่ลองเบื่อด้วยปัญญา ทุกวันนี้บ่นว่า ฉันเบื่อ ชีวิตน่าเบื่อ เบื่อเพราะอะไร เพราะโทสะยังเบื่อเพราะโทสะ ยังไม่เบื่อเพราะปัญญา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:22:25 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : )


  สลักธรรม 7

ทุกวันนี้ที่ลูกออกมาเรียนธรรมะกัน มาหาความจริง เพราะเบื่อความจำเจซ้ำซาก แก้ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักสิ้น ยังมีอำนาจโทสะอยู่ แต่ถ้าเบื่อด้วยปัญญา จะต้องเห็นด้วยปัจจยปริคคหญาณ นามรูปปริจเฉทญาณ ที่ก้าวสู่กังขาวิตรณวิสุทธิ

เมื่อจะเข้าไปดำริชอบ ดำริด้วยปัญญา ไม่ใช่ดำริเพราะโทสะ นั่นต่างกัน เช่น ฉันจะไปปฏิบัติละ เบื่อโลกเต็มที โลกนี้มันน่าเบื่อหน่าย ลูกเต้าก็น่าเบื่อหน่ายซ้ำ ๆ ซาก ๆ ที่ไปนั้นอำนาจโทสะมันผลักดัน

มันต่างกับอำนาจปัญญา เพราะว่ายังไม่ก้าวสู่ทิฏฐิที่เป็นวิสุทธิ การไปนั้น ถ้าปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเข้าใจนั้นก็ปราศจากตัณหา และอวิชชา

การทำนั้นง่ายนิดเดียวที่จะพลิกทุกอย่างก้าวสู่วิสุทธิ คือ มีสติรู้ทันทุกขณะ เว้นโลภ เว้นโกรธ เว้นหลง ไม่ว่าจะทำอะไรทั้งสิ้น ทุกฝีก้าว ทุกย่างก้าว ทุกการลืมตา และหลับตา ทุกคำพูดที่ได้ยิน มีสติ แพล็บเดียวเท่านั้นเอง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:22:51 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : )


  สลักธรรม 8

ที่มันยากเพราะลูกไปทำจนชำนาญเอง ที่ปฏิบัติกันไม่ได้ จะโทษใคร ตัวเองฝังมาเสียแน่นแล้วเวลารื้อมาบ่น

วิปัสสนาไมใช่นั่ง วิปัสสนาไม่ใช่นอน วิปัสสนาไม่ใช่เดิน วิปัสสนาไม่ใช่ยืน เพราะปฏิเสธการเดิน ยืน นั่ง นอน วิปัสสนาเป็นปัญญาที่เข้าไปรู้เหตุผลของการเดิน ยืน นั่ง นอน เหตุผลของการดำรงชีวิตต้องเปลี่ยนไปตามอิริยาบถ

คำว่า “ญาณ” ต่อท้าย ๑๖ ญาณนี้ คือ ปัญญาที่รู้จักตัวเอง ที่รู้จักเครื่องปรุงแต่ง ปัจจัยที่ปรุงแต่งขึ้นมาปัญญาที่รู้จักการนึกคิดต่าง ๆ และการเกิดดับต่าง ๆ จนกระทั่งรู้จักการสืบสาวเรื่องราวของตัวเอง เพื่ออะไร เพื่อรื้อสัญญา ละสังโยชน์


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [19 มิ.ย. 2548 , 07:23:15 น.] ( IP = 202.183.130.90 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบคุณมากค่ะ...มาติดตามอ่านต่อค่ะ
วิธีการที่จะก้าวสู่วิสุทธินั้น จะต้องมีสติรู้ทันทุกขณะ เว้นโลภ เว้นโกรธ เว้นหลง

โดย เซิ่น [19 มิ.ย. 2548 , 21:01:21 น.] ( IP = 61.91.127.179 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org