มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เชิญเรียนกับหลวงตาต่อเรื่องรูปกันเถอะครับ






สวัสดีนะเด็กๆนักศึกษาทุกคน วันนี้มาต่อกันเรื่องรูปปรมัตถ์หลังจากได้ศึกษาเจตสิกกันมาแล้ว

รูปปรมัตถ์

หลวงตา รูปคืออะไร?

รูปเป็นธรรมชาติที่มีความผันแปรเปลี่ยนแปลงไป
ตั้งอยู่ไม่ได้เพราะเย็นและร้อน มีจำนวน ๒๘ รูป
และในจำนวน ๒๘ รูปนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
คือ
๑. มหาภูตรูป
๒. อุปาทายรูป

ในเรื่องของรูป เป็นเรื่องกว้างใหญ่ไพศาลเหมือนกัน
ถ้าจะศึกษาให้เข้าใจละเอียดแล้วก็ต้องใช้เวลามาก
ฉะนั้น หลวงตาจะบรรยายให้เณรฟังสักเล็กน้อยเท่านั้น

๑. มหาภูตรูปมี ๔ รูปที่เรียกว่าธาตุทั้ง ๔ นั่นเอง

ได้แก่ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม

เณรชิต ในหลักธรรมะนั้นแปลกจริง ๆ มีธาตุอยู่นิดเดียว
คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้นช่างน้อยเสียเหลือเกินนะขอรับ
ตรงกันข้าม การค้นคว้าในวิชาวิทยาศาสตร์ในเรื่องของธาตุ
ในปัจจุบันไปได้ไกลและกวางขวางมาก สำหรับเรื่องธาตุ
เวลานี้มีถึงร้อยกว่าธาตุแล้ว

หลวงตา หลวงตาอธิบายเรื่องธาตุให้เณรฟังโดยละเอียด
ก็จะเสียเวลามาก ดังนั้นจะว่าให้ฟังสักนิดหน่อย
มิฉะนั้นเณรก็จะเห็นว่า ธาตุในธรรมะเป็นเรื่องน่าชวนหัวเราะ
เมื่อไปเทียบกับวิชาทางโลกเข้า
คำว่าธาตุมิได้มุ่งหมายไปในทำนองเดียวกับวิชาทางโลก

ธาตุในธรรมะกว้างขวางมาก แม้ในสิ่งที่เป็นนามธรรม
ก็ใช้คำว่าธาตุ เช่น จักขุวิญญาณธาตุ มโนธาตุ เป็นต้น

คำว่าธาตุนั้นเป็นภาษาธรรมะที่เขาใช้กันหลายพันปีมาแล้วในวงการพระพุทธศาสนา

วิชาทางโลกวิทยาศาสตร์
ได้นำเอาคำว่าธาตุนี้ไปใช้ แล้วให้คำจำกัดความขึ้นมาเสียใหม่
เป็นธาตุแท้ ธาตุผสม แยกออกไปตั้งชื่อเพิ่มออกไปมากมาย

แต่ความหมายในเรื่องธาตุของธรรมะไม่ใช่มีความหมายดังนั้น
เป็นคนละเรื่องทีเดียว มันน่าขำอยู่น้อยไปหรือ ที่ทางโลก
เอาคำว่าธาตุของธรรมะเขาไปใช้ ไปตั้งจำกัดความตามใจ
ของตนเองจนผิดหลักเดิมของเขาไป แล้วใช้กันมาจนลืม
บัดนี้กลับมาว่าธาตุในทางธรรมะว่ามีธาตุลม
ก็คือลมที่พัดไปพัดมาเท่านั้น ความจริงความเข้าใจเหล่านี้หา
ได้ถูกต้องไม่

คำว่า”ธาตุ”ในทางธรรมะ หมายถึง ธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งสภาพของตน
เช่นไฟย่อมจะทรงความร้อนของมันไว้ ไม่ว่าไฟนั้นจะอยู่ในโลกนี้
หรือโลกไหน ในเวลานี้หรือเวลาไหน และไม่ว่าไฟนั้นจะมีมาก
หรือมีน้อยเพียงใด ไฟมีมากก็ร้อนมาก มีน้อยก็ร้อนน้อย
แต่จะยืนความร้อนอยู่เสมอ

“ธาตุน้ำ” ซึ่งมีคนเข้าใจว่าเป็นน้ำที่เราใช้ ดื่ม อาบ
ความจริงธาตุน้ำในธรรมะเห็นด้วยตาก็ไม่ได้
ซ้ำยังจับต้องก็ไม่ได้เสียอีกด้วย เอามาชั่งตวงก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน

จะขอแยกลักษณะของรูปให้เห็นบ้างสักเล็กน้อยก่อนนะเณร

มหาภูตรูปมีอยู่ ๔ มหาภูตรูปคืออะไร
ที่เรียกว่ามหาภูตรูป..

ก็เพราะเป็นรูปที่เป็นประธานแก่รูปอื่น
หรือจะว่าเป็นรูปที่ปรากฏชัดก็ได้
มีอยู่ ๔ คือ

๑. ปถวีธาตุ เป็นธาตุชนิดหนึ่ง คือธาตุดินมีลักษณะแข็งและอ่อน
เมื่อเราสัมผัสสิ่งใดสิ่งหนึ่งรู้สึกว่าอ่อน นั่นย่อมหมายความว่า
มีความแข็งน้อยนั่นเอง ธาตุอื่น ๆ ไม่สามรถทำให้เรารู้สึกแข็ง
หรืออ่อนได้ ธาตุดิน เช่น เหล็ก ไม่ หิน แป้ง เป็นต้น

๒. อาโปธาตุ ธาตุน้ำ มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม
ธาตุน้ำเป็นธาตุที่มีความสามรถยึดเหนี่ยวปรมาณูของธาตุปฐวี
ให้ติดกัน ธรรมชาติที่มีธาตุน้ำมากก็ย่อมจะไหลไปได้
ถ้ามีธาตุก็ย่อมเกาะกุมให้เป็นกลุ่มก้อน
แต่น้ำที่เราดื่มมิใช่ธาตุน้ำ เป็นแต่เพียงว่ามีธาตุน้ำอยู่มากเท่านั้น
ธาตุน้ำไม่สามารถจะเห็นได้หรือถูกต้องได้ เป็นธาตุที่รู้ได้ด้วยใจ
ดังนั้น ในเมื่อเราเอาเมื่อจุ่มลงไปในน้ำ เมื่อมือกระทบน้ำ
ก็หมายความว่าเรากระทบปฐวีธาตุ ธาตุดินเข้าแล้ว
มิใช่กระทบน้ำ คือกระทบกับความอ่อน เณรไม่ประหลาดใจ
บ้างหรือ เมื่อเอามือจุ่มลงไปในน้ำแล้วกลับบอกว่าไปกระทบธาตุดิน
เข้าธาตุน้ำเกิดอยู่ในรูปต่าง ๆ โดยทั่วไป

๓. เตโชธาตุ ธาตุไฟ มีลักษณะร้อนและเย็น การที่เรียกว่าเย็น
ก็เพราะมีความร้อนน้อย ๆ นั่นเอง ธาตุไฟทำให้วัตถุต่าง ๆ
นุ่มนวลอ่อนละมุน ในเตโชธาตุนั้นยังแบ่งออกไปอีกหลายอย่าง
ไม่ว่าในร่างกายของสัตว์ ของมนุษย์ และวัตถุต่าง ๆ
ย่อมจะมีธาตุไฟอยู่ทั้งนั้น เตโชบางชนิดทำให้ร่างกายทรุดโทรม
เช่น ผมหงอก ตามัว เป็นต้น

๔. วาโยธาตุ ธาตุลม มีลักษณะเคลื่อนไหวและเคร่งตึง
ทำให้รูปเกิดพร้อมกันกับตนนั้นเคลื่อนไหวไปมา
หรือทำให้ตั้งมั่นไม่คลอนแคลน เช่นอิริยาบถที่หยุดนิ่งหรือเคลื่อนไหว เป็นต้น มีอยู่ในร่างกายของสัตว์และในวัตถุต่าง ๆ

ธาตุทั้ง ๔ อย่างนี้ หลวงตาว่าให้ฟังแต่เพียงย่อ ๆ เท่านั้น

ความจริงในธาตุทั้ง ๔ นี้แต่ละธาตุยังมีแยกแยะออกไปอีกมาก

ซึ่งถ้าหลวงตาจะกล่าวในเวลานี้ ก็จะกว้างใหญ่เกินไป

นอกจากธาตุทั้ง ๔ คือ มหาภูตรูปตามที่ได้อธิบายไปแล้ว

ยังมีรูปอื่นอีก ๒๔ เรียกว่า* อุปทายรูป* อันได้แก่รูปอันเกิดจากมหาภูตรูป

เช่น ปสาทรูป คือรูปประสาท

ภาวรูป คือรูปอันแสดงเพศที่มีอยู่ทั่วร่าง

กาย เป็นต้น รวมทั้งสิ้น ๒๘ รูปด้วยกัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงรูปต่าง ๆ ไว้ว่า
ไม่มีรูปใดตั้งอยู่ได้คงทนถาวรย่อมเปลี่ยนแปลงไปเสมอ
มิได้หยุดนิ่ง ด้วยอำนาจของความเย็นและร้อน
เมื่อเณรได้ศึกษาได้โดยละเอียดแล้ว ก็จะได้เห็นการแยกธาตุ
ของธรรมะ ก็จะได้ทราบถึงรูปต่าง ๆ อันเกิดขึ้นในร่างกาย
และรูปที่อยู่ภายนอก ซึ่งอาจเป็นรูปที่หยาบ ๆ เห็นได้
สัมผัสได้ ไปจนถึงรูปอันละเอียดสุขุม ที่ไม่สารถเห็นหรือถูกต้องได้
แต่อย่างไรก็ดี รูปทั้งหลายก็หนีไปไม่พ้นจากการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
หยุดนิ่งมิได้ เปลี่ยนแปลงไปมาอยู่มิได้หยุดหย่อนขัดแย้งกันอยู่ร่ำไป
และรูปที่ตั้งอยู่ทั้งหลายก็ย่อมเชื่อมต่อสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
อยู่เป็นประจำ

เรื่องของรูป หลวงตาว่าให้เณรได้ทราบไว้เพียงเท่านี้ก่อน
ก็เห็นจะพอแล้ว

สาธุครับหลวงตา

โดย เณรชิต [20 ธ.ค. 2544 , 21:03:57 น.] ( IP = 203.170.151.111 : : 203.170.151.111 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


กลับมาเรียนต่อเจ้าค่ะ วันนี้ว่างเลยเข้าห้องเรียนคนแรกเลย

โดย อัญชลี สมโสภณ [21 ธ.ค. 2544 , 08:27:30 น.] ( IP = unknown : : unknown )


  สลักธรรม 2

มหาภูตรูปที่วูบไหว
คือดินน้ำลมไฟไม่หยุดนิ่ง
เสื่อมสลายกลายแปรแน่แท้จริง
จะพึ่งพิงจนยั่งอย่าหวังมี.....


โดย ดอกสารภี [21 ธ.ค. 2544 , 13:28:50 น.] ( IP = 202.28.25.183 : : 202.28.25.183 )


  สลักธรรม 3

...อิอิ..ตามเข้ามาเรียนอีกคนแล้วค่ะ..

โดย น้องกิ๊ฟ [21 ธ.ค. 2544 , 16:00:38 น.] ( IP = 203.170.146.174 : : 203.170.146.174 )


  สลักธรรม 4

555 มาแล้วจ้า
มาสายดีกว่าไม่มาเลย จริงไหมจ๊ะ

โดย หนูดา [21 ธ.ค. 2544 , 16:24:23 น.] ( IP = 158.108.12.121 : : )


  สลักธรรม 5

หนูขอรายงานตัวค่ะ ว่าได้เข้ามาเรียนเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกันค่ะ ขอบพระคุณค่ะคุณครูทุกๆท่าน

โดย ปราณี [21 ธ.ค. 2544 , 17:59:51 น.] ( IP = 10.199.199.95 : : 10.199.199.95 )


  สลักธรรม 6

เข้ามาเรียนต่อแล้วค่ะ
มาสายก็ยังดีกว่าไม่ได้มา...ใช่แล้วค่ะ
จะรีบไปเรียนต่อเรื่องพระนิพพานค่ะ

โดย ธัญธร [23 ธ.ค. 2544 , 20:36:21 น.] ( IP = 203.146.235.100 : : )


  สลักธรรม 7

รูปปรมัติ ทั้ง 28 รูปมีอยู่ในตัวมนุษย์ครบไหม? ถ้าสมมุติว่าเราเป็นหญิง อย่างนี้ถือว่ามีรูปครบท้ัง 28 รูปหรือไม่ช่วยอธิบายหน่อย

โดย ผู้สนใจในธรรมะ [5 ม.ค. 2549 , 09:52:43 น.] ( IP = 210.246.74.184 : : )


  สลักธรรม 8

สวัสดีค่ะ

มนุษย์ จะมีรูปได้มากสุด ๒๗ รูป เพราะ
ถ้าเป็นอิตถีเพศ(หญิง) ก็ต้องเว้นปุริสภาวรูป
ถ้าเป็นบุรุษเพศ(ชาย) ก็ต้องเว้นอิตถีภาวรูป

แต่บางบุคคลอาจจะบกพร่อง มีไม่ถึง ๒๗ รูปก็ได้ เช่น
ตาบอด..ก็ไม่มีจักขุปสาทรูป
หูหนวก..ก็ไม่มีโสตปสาทรูป

โดย เซิ่น [5 ม.ค. 2549 , 23:10:51 น.] ( IP = 58.10.89.144 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org