| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
สลักธรรม 1มีคนทำการวิจัยเกี่ยวกับนิสัยจากเสียงหัวเราะเอาไว้ว่า
บุคคลที่หัวเราะเสียงดังลั่น ชนิดที่เรียกว่าได้ยินไปแปดบ้านนั้น ผลจากการวิจัยบอกว่า แสดงถึงนิสัยของคนที่จริงใจจริงจัง มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือเรียกว่ากล้าได้กล้าเสียก็ไม่ผิดนัก เมื่อมีเรื่องคอขาดบาดตายมาให้ตัดสินใจก็จะทำได้อย่างรวดเร็ว สามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่ง และเป็นคนที่กระตือรือร้นสูง มักมีงานนั่นงานนี่มาให้ทำอยู่เสมอ เสียแต่ว่าไม่มีความรอบคอบเท่าที่ควร
บุคคลที่หัวเราะเสียงเบาๆ นุ่มๆ นั้นบอกถึงนิสัยที่เป็นคนมีความระมัดระวังตัวเองสูง ค่อนข้างมีความคิดซับซ้อนอยู่ในใจลึกๆ และมีความต้องการที่จะให้คนรอบข้างสนใจในตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ละเอียดถี่ถ้วนเป็นอย่างยิ่งใช้ชีวิตอย่างรอบคอบเป็นที่สุด จึงมีเรื่องให้คิดไตร่ตรองอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่เชื่อถือได้และน้ำใจดี พึ่งพาได้ในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ
บุคคลที่หัวเราะเสียงสูงๆ นั้น บ่งบอกว่าเขามักเป็นคนที่มีจิตใจที่กระตือรือร้นอยู่เสมอ เรียกว่ามีไฟอยู่ตลอด เวลาก็ไม่ผิดแต่ประการใด สนใจเรียนรู้เรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ ทุกประการโดยเฉพาะเมื่อได้รวมกลุ่มกับคนหนุ่ม คนสาว จะมีพลังในการสร้างสรรค์สูงมักทำในเรื่องที่สร้างความประหลาดใจต่อผู้อื่นอยู่เสมอๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนจิตใจดี ไว้เนื้อเชื่อใจคนทุกคน และยังเป็นคนที่มีคุณธรรมในจิตใจสูงส่งอีกด้วยจะไม่ยอม ทำในเรื่องที่ขัดต่อศีลธรรมโดยเด็ดขาด
บุคคลที่หัวเราะเสียงหนักแน่นสม่ำเสมอกันโดยตลอดนั้น มักเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ คาดหวังเพียงสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน ที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจสูง เพื่อผลของงานที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีจินตนาการแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับคนอื่นได้มากทีเดียว ทั้งยังเป็นคนมีอารมณ์ขัน ที่ช่วยผ่อนคลายความเป็นคนเอาจริงกับทุกเรื่อง ไม่ให้กลายเป็นคนซีเรียส จนใครๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ให้ดูน่ารักขึ้นอีกมากโดย ธุลีดิน [23 มิ.ย. 2548 , 12:50:03 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 2บุคคลที่หัวเราะเสียงต่ำนั้น อุปนิสัยของเขา ค่อนข้างจะเป็นคนเจ้าชู้ ทั้งยังเป็นคนที่ให้ความสำคัญในเรื่องความรักมากอีกด้วย ชีวิตมักวนเวียนอยู่กับเรื่องเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่พูดจาหว่านล้อมคนได้เก่ง เข้ากับผู้คนได้ง่าย มีแนวคิดที่ลึกซึ้งน่าเลื่อมใสศรัทธา และมักเผยแพร่อิทธิพลความคิดของตนได้ผลเสมอ ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะทำให้มีคนมารุมล้อมอยู่บ่อยๆ ด้วยความนิยมรักใคร่
บุคคลที่หัวเราะเสียงแห้งๆ ไม่มีชีวิตชีวานั้น บ่งบอกถึงนิสัยการเป็นคนชอบต่อสู้และมีชีวิตอยู่ในโลกของความจริง ไม่มีอารมณ์เพ้อฝันในจิตใจเอาเสียเลย แต่ว่าในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ละเอียดลึกซึ้งทีเดียว มองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ใครที่คิดจะมาหลอกลวงอะไร ไม่มีทางจะได้ผลแต่ว่าก็เป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือและเรียกร้องสิทธิเพื่อคนที่ตกทุกข์ได้ยาก มักมีชีวิตง่ายๆ สมถะมักคบหากับคนด้วยเรื่องของจิตใจ มากกว่าฐานะ หรือชื่อเสียงของคนนั้นๆ
บุคคลที่หัวเราะแล้วน้ำตาไหลนั้น บ่งบอกถึงนิสัยของการเป็นคนที่มีอุดมคติหรืออุดมการณ์นั่นเอง มักมีจิตใจที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นอย่างมาก เป็นคนเปิดเผย ร่าเริงชื่นชมชีวิต รักทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่ว่าจะดีหรือเลว เรียกว่าเป็นที่ศรัทธาต่อการดำรงชีวิตที่ไม่ผิดเลยทีเดียว แต่ว่าถ้าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ ที่มีความซับซ้อนสูง ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาให้ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว และยังหวงแหนโลกส่วนนี้ของตนเอามากๆ
บุคคลที่มีเสียงหัวเราะหลายเสียง หมายถึงคนที่มีเสียงหัวเราะหลายแบบอยู่ในตัวเอง คือสามารถหัวเราะเป็นเสียงสูงๆ ต่ำๆ ได้อย่างน่าแปลกใจ ซึ่งบ่งบอกถึงการเป็นคนที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีมาก ทั้งยังมีบุคลิกที่คล่องแคล่วว่องไวชอบความสนุกสนาน และยังเอาใจคนรอบข้างเก่งอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นบุคคลที่สามารถเข้ากับใครๆ ได้ง่ายไม่ถือตัว หรือมีฟอร์มใดๆ ทั้งสิ้น จะทำงานในหน้าที่บริหารหรือจัดการประสานงานได้ดีโดย ธุลีดิน [23 มิ.ย. 2548 , 12:50:35 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 3ประเภทของรอยยิ้มและหัวเราะตามคัมภีร์ทางพุทธศาสนา
ในปรมัตทีปนีฏีกา แสดงจิตที่ทำให้การยิ้มแย้มและการหัวเราะเกิดขึ้นนั้น ได้แก่จิต ๑๓ ดวง คือ โสมนัส โลภมูลจิต ๔ หสิตุปปาทจิต ๑ โสมนัส มหากุศล ๔ และโสมนัส มหากิริยา ๔
ปุถุชนยิ้มและหัวเราะด้วยจิต ๘ ดวง คือ โสมนัส โลภมูลิจิต ๔ และโสมนัส มหากุศล ๔
พระเสกขบุคคล ๓ ยิ้มและหัวเราะด้วยจิต ๖ ดวง คือ โสมนัส โลภมูลทิฏฐิคตวิปยุตตจิต ๒ และโสมนัส มหากุศล ๔
พระอเสกขบุคคล ยิ้มแย้มด้วยจิต ๕ ดวง คือ หสิตุปาทจิต ๑ และโสมนัส มหากิริยา ๔
โดย ธุลีดิน [23 มิ.ย. 2548 , 12:51:08 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 4การยิ้มแย้มและการหัวเราะนั้น ในคัมภีร์อลังการ ได้จำแนกไว้เป็น ๖ อย่าง คือ
๑. สิตะ ยิ้มอยู่ในหน้า ไม่เห็นไรฟัน
๒. หสิตะ ยิ้มแย้มพอเห็นไรฟัน
๓. วิหสิตะ หัวเราะเบาๆ
๔. อุปหสิตะ หัวเราะจนกายไหว
๕. อปหสิตะ หัวเราะจนน้ำตาไหล
๖. อติหสิตะ หัวเราะจนสั่นพริ้วและโยกโคลงไปทั้งตัว
สิตะ และหสิตะ เป็นการยิ้มแย้มของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย และรอยยิ้มที่เรียกว่าหสิตุปปาทจิตนั้น แม้จะมีโสมนัสเวทนาประกอบด้วยก็เพียงแต่ยิ้มหรือแย้มเท่านั้นไม่ถึงกับหัวเราะจนมีเสียง
การยิ้มแย้มของพระอรหันต์นั้น ถ้าอารมณ์เป็นอโนฬาริกะ คือเป็นอารมณ์ละเอียดอันบุคคลธรรมดา ไม่สามารถรู้ ขณะนั้นยิ้มแย้มด้วย หสิตุปปาทจิต ( หสิตุปปาทจิตนี้ เรียกว่า หสนจิตก็ได้ ) ถ้าอารมณ์เป็น โอฬาริกะ คือเป็นอารมณ์ที่หยาบ หมายความว่าเป็นอารมณ์ธรรมดาที่บุคคลทั่วๆ ไปสามารถรู้ได้นั้น ขณะนั้นยิ้มแย้มด้วย โสมนัสมหากิริยา
ส่วนพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบันตลอดจนปุถุชนทั่วๆ ไป เพียงแต่ยิ้มแย้ม ไม่ถึงกับหัวเราะก็มีได้ แต่ไม่เรียกว่ายิ้มแย้มด้วยหสิตุปปาทจิต
วิหสิตะ และอุปหสิตะ เป็นการหัวเราะของพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน กัลยาณชน ตลอดจนปุถุชนทั่วๆ ไป
อปหสิตะ และอติหสิตะ เป็นการหัวเราะของบุคคลชั้นต่ำ พาลบุคคล
มาถึงบรรทัดนี้แล้วก็คงต้องพิจารณาเสียงหัวเราะกันใหม่ว่ามีบ่อเกิดมาจากกุศลหรืออกุศลแล้วละ แล้วก็จะเห็นว่า ชีวิตนี้น่ากลัวโดย ธุลีดิน [23 มิ.ย. 2548 , 12:53:26 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 5นอกจากนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับโทษของผู้สร้างความรื่นเริงให้หัวเราะกันครึกครื้นอยู่ในพระสูตรเรื่อง ตาลปุตตสูตร ขอนำมาเล่าโดยย่ออยู่ว่า
นักเต้นรำนามว่าตาลบุตร ก็ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เคยได้ยินคำของ นักเต้นรำ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ กล่าวว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คน หัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาผู้ร่าเริง ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนายคามณี เราห้ามท่านไม่ได้แล้วว่า อย่าเลยนายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด ท่านอย่าถามข้อนี้กะเราเลย แต่เราจักพยากรณ์ให้ท่าน
ดูกรนายคามณี ฯ ...ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริงด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ
ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อปหาสะ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด
ดูกรนายคามณี ก็เราย่อมกล่าวคติสองอย่างคือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ของบุคคลผู้มีความเห็นผิด ฯ
โดย ธุลีดิน [23 มิ.ย. 2548 , 12:53:55 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 6
หัวเราะหลายรูปแบบ และสรุปลงในแง่มุมของพระพุทธศาสนาที่หัวเราะได้วยจิตหลายดวง ต่างบุคคลกันไป
แสดงให้เห็นถึงนานาจิตตังได้หรือเปล่าค่ะ
ขอบคุณมากค่ะโดย พี่ดา [23 มิ.ย. 2548 , 17:03:15 น.] ( IP = 61.91.197.144 : : )
สลักธรรม 7พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ไม่มีการหัวเราะมีแต่ยิ้มแย้มเท่านั้น พระภิกษุควรจะหัวเราะหรือไม่ ?
พุทธดำรัสตอบ ..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การขับร้องคือ การร้องไห้ในวินัยของพระอริยเจ้า การฟ้อนรำคือ ความเป็นบ้าในวินัยของพระอริยเจ้าการหัวเราะจนเห็นฟันพร่ำเพรื่อ คือความเป็นเด็กในวินัยของพระอริยเจ้า เพราะเหตุนั้น และ จงละเสียโดยเด็ดขาดในการขับร้องฟ้อนรำ เมื่อท่านทั้งหลายเบิกบานในธรรม ก็ควรแต่เพียงยิ้มแย้มโดย bee [24 มิ.ย. 2548 , 08:47:53 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |