| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปฏิบัติธรรมแบบไม่ศึกษาปริยัติได้หรือไม่?
สลักธรรม 13
สวัสดีค่ะคุณผู้พยายาม
ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า ขันธ์ ๕ หมายถึงอะไรบ้าง
ขันธ์ ๕ หมายถึงรูปขันธ์ ..คือสิ่งที่มองเห็นได้ เวทนาขันธ์ ..คือการเสวยอารมณ์ สัญญาขันธ์.. คือจำอารมณ์หรือเก็บอารมณ์ สังขารขันธ์ ..คือปรุงแต่งและ วิญญาณขันธ์ ..คือจิต (จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์)
ขันธ์ ๕ จึงเป็นการประชุมรวมกันของรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
ไม่ทราบว่า ..คุณผู้พยายาม มีพื้นฐานอภิธรรมมากน้อยแค่ไหน
หากศัพท์ใดไม่เข้าใจก็ถามมาใหม่นะคะโดย พี่ดา [1 ก.ค. 2548 , 18:47:09 น.] ( IP = 61.91.196.123 : : )
สลักธรรม 14
อธิบายแบบภาษาชาวบ้านนะคะ คือว่า..
ชีวิตที่เกิดมานี่แหละคือขันธ์ ๕ ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ หรือแม้แต่เทวดา
ต้องมีรูปร่างกาย และมีจิตใจ ก็ขออธิบายเป็นเรื่องราวง่ายๆดังนี้...
เมื่อมีอารมณ์ต่างๆ มากระทบ ไม่ว่าจะมาเป็น
ทางตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกรู้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายสัมผัส หรือแม้แต่คิดนึกทางใจ
แต่ละคนเมื่อรับกระทบอารมณ์แล้ว ...ก็จะต้องรู้สึกเป็นสุข หรือรู้สึกเป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ เรียกว่าต้องกินอารมณ์หรือเสวยอารมณ์นั้น ...เป็นเวทนาขันธ์ หากรู้สึกเป็นสุข ..ก็ชอบ หากรู้สึกทุกข์..ก็ไม่ชอบ ในอารมณ์ต่างๆที่มากระทบนั้น ปรุงแต่งให้เกิดเป็นความโลภ หรือความโกรธขึ้น
สำหรับอารมณ์ที่ไม่ชอบ ก็จะดิ้นรนไปหาอารมณ์ที่ชอบ ที่เป็นสุข เรียกได้ว่า...เป็นสังขารขันธ์และในขณะเดียวกันจิตก็จะจำไว้ด้วยว่าอารมณ์อะไรที่เราชอบ อารมณ์อะไรที่ไม่ชอบ...เป็นสัญญาขันธ์ ส่วนจิตที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ ...ก็เป็นวิญญาณขันธ์
และรูปที่เห็น, เสียงที่ได้ยิน, กลิ่นหอม กลิ่นเหม็นที่รู้สึก, รสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม, เย็น ร้อน อ่อน แข็งต่างๆ ที่มาสัมผัส นั้น ทางพระอภิธรรมเรียกว่ารูป (เป็นรูปปรมาณูค่ะ) ...เป็นรูปขันธ์
อันนี้อาจจะเข้าใจยาก เอาไว้ก่อนก็ได้ค่ะ
เอาง่ายๆว่า รูปร่างกายเรา...เป็นรูปขันธ์ ก็แล้วกัน
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ชีวิตเรา มีขันธ์ ๕ เกิดขึ้นเกิดขึ้นตลอดเวลาหรือชีวิตเราก็คือขันธ์ ๕ ก็ได้
พอเท่านี้ก่อนนะคะ และอ่านในลิงค์ที่คุณIT ให้ไว้ด้วยนะคะจะทำให้เข้าใจยิ่งขึ้นโดย พี่ดา [1 ก.ค. 2548 , 18:50:15 น.] ( IP = 61.91.196.123 : : )
สลักธรรม 15สวัสดีค่ะคุณวิษณุ...คำว่า ปริยัติมิได้หมายถึงการอ่านจากตำราเพียงอย่างเดียวหรอกค่ะ โดยเฉพาะตำราที่แต่งขึ้นในภายหลังพุทธปรินิพพาน
อย่าลืมว่า ปริยัตินี้ก็มีมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนมชีพ ในสมัยนั้นก็ยังไม่มีพระไตรปิฎกเลยนะคะ ..ความหมายของปริยัตินั้นคือ ต้องมีการศึกษาแม้จะศึกษาโดยการฟังก็ตาม แต่หลายคนมาเข้าใจกันในภายหลังเองว่า ปริยัติหมายถึงเรียนจากตำราที่แต่งขึ้นในภายหลังเท่านั้น
พระธรรมปิฏกให้ความหมายของปริยัติไว้ว่า .... ปริยัติ ก็คือพุทธพจน์ที่เรานำมาเล่าเรียนศึกษา พุทธพจน์ที่เราจะเล่าเรียนนั้นอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก พุทธพจน์ก็ไม่สามารถมาถึงเราได้ การที่ท่านสังคายนา ก็คือนำพุทธพจน์มารวมไว้ให้อยู่ในพระไตรปิฎกนี่เอง พุทธพจน์ที่รวบรวมไว้เหล่านี้นี่แหละ เป็นปริยัติที่เราเล่าเรียน ปริยัติเป็นผลจากปฏิเวธ และเป็นฐานของการปฏิบัติ
.โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2548 , 20:39:45 น.] ( IP = 202.183.130.87 : : )
สลักธรรม 16นิทานกถา ว่าด้วยปริยัติ ๓ ประเภท จากอัฏฐสาลินี อรรถกถาธรรมสังคณี
จริงอยู่ ปริยัติมี ๓ ประเภท คือ
(๑) อลคัททูปมปริยัติ ปริยัติเปรียบด้วยอสรพิษร้าย
(๒) นิสสรณัตถปริยัติ ปริยัติเพื่อประโยชน์แก่การสลัดออก
(๓) ภัณฑาคาริกปริยัติ ปริยัติเปรียบด้วยขุนคลัง
บรรดาปริยัติเหล่านั้น ปริยัติที่ถือเอาไม่ดี คือ เรียนเพื่อเหตุแห่งการโต้แย้ง เป็นต้น ชื่อว่า อลคัททูปมปริยัติ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีความต้องการอสรพิษมีพิษร้าย ย่อมแสวงหาอสรพิษมีพิษร้าย เมื่อเที่ยวแสวงหาอสรพิษมีพิษร้าย เขาเห็นอสรพิษมีพิษร้ายตัวใหญ่ ก็พึงจับอสรพิษนี้นั้นที่ขนดหรือที่หาง อสรพิษนั้นพึงแว้งขบเอาที่มือหรือแขน หรืออวัยวะน้อยใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่งของบุรุษนั้น บุรุษนั้นพึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เพราะการขบกัดนั้นเป็นเหตุ ข้อนั้น เพราะเหตุแห่งอะไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความที่อสรพิษร้ายอันบุรุษจับแล้วไม่ดี แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกา ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุรุษเหล่านั้นครั้นเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมไม่ใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา เมื่อโมฆบุรุษเหล่านั้นไม่ใคร่ครวญอรรถด้วยปัญญา ธรรมเหล่านั้นย่อมไม่ทนต่อการเพ่ง โมฆบุรุษเหล่านั้นมีการโต้แย้งเป็นอานิสงส์ และมีการยังตนให้พ้นจากวาทะนั้นๆ เป็นอานิสงส์ ย่อมเรียนธรรม และย่อมเรียนธรรมเพื่อประโยชน์แก่ธรรมใด ย่อมไม่เสวยผลแห่งธรรมนั้น ธรรมเหล่านั้น อันโมฆบุรุษเหล่านั้นเรียนแล้วไม่ดี ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์สิ้นกาลนาน ข้อนั้นเพราะเหุตแห่งอะไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความที่ธรรมทั้งหลายอันโมฆบุรุษนั้นเรียนแล้วไม่ดี ดังนี้.โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2548 , 20:44:35 น.] ( IP = 202.183.130.87 : : )
สลักธรรม 17ส่วนปริยัติใด อันบุคคลเรียนดีแล้ว คือหวังอยู่ซึ่งความบริบูรณ์แห่งคุณมีสีลขันธ์เป็นต้นเรียนแล้ว มิใช่เรียนเพราะเหตุการโต้แย้งเป็นต้น ปริยัตินี้ชื่อว่า นิสสรณัตถปริยัติ (มีความต้องการเพื่อสลัดออก) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงตรัสไว้ว่า
ธรรมเหล่านั้น อันกุลบุตรเหล่านั้นเรียนดีแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และเพื่อความสุขสิ้นกาลนาน ข้อนั้น เพราะเหตุแห่งอะไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะธรรมทั้งหลาย อันกุลบุตรเรียนดีแล้ว.โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2548 , 20:46:32 น.] ( IP = 202.183.130.87 : : )
สลักธรรม 18ส่วนพระขีณาสพผู้มีขันธ์อันกำหนดรู้แล้ว ละกิเลสแล้ว มีมรรคอันเจริญแล้ว มีธรรมไม่กำเริบอันแทงตลอดแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ย่อมเรียนปริยัติใด เพื่อรักษาประเพณี เพื่อรักษาวงศ์อย่างเดียว ปริยัตินี้ ชื่อว่า ภัณฑาคาริกปริยัติ (ปริยัติเปรียบด้วยขุนคลัง)
ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบประเภทแห่งปริยัติ ๓ อย่าง ในพระไตรปิฎกเหล่านั้น ดังที่กล่าวมาแล้ว.โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2548 , 20:49:44 น.] ( IP = 202.183.130.87 : : )
สลักธรรม 19สำหรับกระทู้นี้มีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า ต้องมีความรู้ที่ถูกต้องจากการศึกษาให้เพียงพอเสียก่อน (แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องจบหลักสูตรที่กำหนดขึ้นในสมัยนี้) จึงควรลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะได้ไม่หลงทาง...โดยเฉพาะวิปัสสนากรรมฐาน ที่มูลนิธิเองก็มีการเปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงก็ปฏิบัติเบื้องต้นได้....
สำหรับการสอนของพระอาจารย์ท่านอื่น แม้ท่านจะพูดน้อยท่านก็คงวินิจฉัยแล้วว่า ให้ความรู้เพียงพอแก่การปฏิบัติได้แล้ว ..ไม่ต้องอะไรมากหรอกค่ะ พระอัสสชิท่านพูดกับพระสารีบุตรแค่เพียงคาถาเดียว พระสารีบุตรก็สำเร็จเป็นพระโสดาบันได้เลยนะคะ ..ทั้งนี้อยู่ที่ปัญญาของผู้ฟังด้วยค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2548 , 20:59:13 น.] ( IP = 202.183.130.87 : : )
สลักธรรม 20สรุปแล้วปริยัติ ก็คือ นวังคสัตถุศาสน์ หมายถึงคำสั่งสอนของพระศาสดา ๙ อย่าง คือ
๑. สุตตะ เป็นคำสอนประเภทร้อยแก้วล้วน ในอรรถกถาอธิบายไว้ว่า ได้แก่ อุภโตวิภังค์(ปาติโมกข์ทั้งสองฝ่าย) ขันธกะ บริวาร นิเทศ และพระสูตรในสุตตนิบาตรวมทั้งสูตรอื่นๆ ที่ไม่มีชื่อกำกับว่าสูตร ด้วย
๒. เคยยะ เป็นคำสอนประเภทร้อยแก้วผสมร้อยกรอง หมายเอาพระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด โดยเฉพาะสคาถวรรคสังยุตตนิกาย
๓. เวยยากรณะ เป็นคำสอนประเภทที่เป็นอรรถาธิบายโดยละเอียดเป็นร้อยแก้วล้วนๆ เช่น พระอภิธรรมปิฎก พระสูตรที่ไม่ม่คาถา และพระพุทธพจน์อื่นที่ไม่นับเข้าในองค์ ๘ ข้อที่เหลือ
๔. คาถา เป็นคำสอนประเภทร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วนในสุตตนิบาตที่ไม่มีชื่อกำกับว่า สูตร
๕. อุทาน เป็นคำสอนประเภทที่เปล่งขึ้นจากแรงบันดาลใจของพระพุทธเจ้า และพระสาวก ส่วนมากจะเป็นบทร้อยกรอง
๖. อิติวุตตกะ เป็นคำสอนประเภทคำอ้างอิง ที่ยกข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มาอ้างเป็นตอนๆ ได้แก่ พระสูตรสั้นๆ ๑๑๐ สูตร ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า วุตตํ เหตํ ภควตา
๗. ชาตกะ (ชาดก) เป็นคำสอนประเภทนิทานชาดก หรือเรื่องราวในชาติปางก่อนของพระพุทธเจ้าขณะเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่
๘. อัพภูตธรรม เป็นคำสอนประเภทเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย เช่น พระพุทธองค์สมัยอยู่ในพระครรภ์พระนางสิริมหามายา นั่งสมาธิผินพระพักตร์ออกมาทางด้านหน้าพระอุทร ไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินพระครรภ์ เหมือนทารกธรรมดาทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ เป็นต้น
๙. เวทัลละ เป็นคำสอนประเภทคำถาม-คำตอบ แปลว่า ได้ความรู้ความปลื้มใจ หมายถึง ผู้ถามได้ความรู้ความปลื้มใจแล้ว ก็ถามต่อไปเรื่อยๆโดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.ค. 2548 , 21:26:09 น.] ( IP = 202.183.130.87 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |