
สาธุครับหลวงตา
วันนี้ผมและน้องๆรีบทำงานอื่นๆเสร็จแล้วขอรับเพื่อมาศึกษาเรื่อง..นิพพาน..กันครับเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ
เป็นความสิ้นทุกข์ซึ่งใครๆต้องการด้วยกันทั้งนั้นแต่ไปไม่ถึงดวงดาวกันเลยครับผม [img]
http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~sprapant/w_chit.jpg[/img]
แหมพวกเด็กๆเหล่านี้ช่างเจรจากันดีนิ
พูดอย่างกะว่านิพพานไปกันง่ายๆ และมีทางไปด้วยยานอวกาศกันแนะถึงใช้คำว่าไปไม่ถึงดวงดาว มาดูกันต่อไปนะว่าแท้จริง
แล้วคืออะไรกันที่ว่าอยากไปๆนะ
๔. นิพพานปรมัตถ์
หลวงตา นิพพาน คืออะไร ?
นิพพาน ก็คือ ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ดับความทุกข์ทั้งปวง
มีลักษณะเป็นสันติสุข
ธรรมชาติของจิตก็ดี เจตสิกก็ดี รูปก็ดี จะเกิดขึ้นมาและเป็นไปได้
นั้นก็จะต้องอาศัยเหตุปัจจัย คือ กรรม หรือจิต หรืออุตุ หรืออาหาร อย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือหลายอย่างเป็นผู้ปรุงแต่งและธรรมชาติที่ต้องถูกปรุงแต่ง เหล่านี้ เราเรียกว่า สังขตธรรม
และธรรมชาติที่มิได้ถูกปรุงแต่งด้วย กรรม จิต
อุตุ อาหารเลยนั้น เรียกว่า อสังขตธรรม ได้แก่นิพพานนั่นเอง
แต่นิพพานก็หาใช่จิต เจตสิก และรูปไม่
คำว่า นิพพาน เมื่อแยกออกเป็น ๒ บท คือ นิ + วาน
นิ = พ้นไป
วาน = ธรรมชาติที่เกี่ยวโยง หมายถึงตัณหา
เมื่อรวมกันเข้าแล้วก็คือ ธรรมชาติที่พ้นจากตัณหานั่นเอง
ความเกิดและความตายของสัตว์ทั้งหลายที่สืบต่อ ๆ กันเรื่อย ๆ
นั้นเป็นธรรมชาติที่ลึกซึ้งยิ่งนัก ไม่มีใครนอกจาก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ค้นพบ และพระองค์ได้แสดงว่า
เพราะตัณหาคือความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ นี้เอง
ที่เป็นตัวเชื่อมโยงเกี่ยวพัน ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิด
และต้องตายอยู่มิได้หยุดหย่อน เพราะตัณหาตัวนี้แท้ ๆ
ที่ทำให้ **วัฏฏะ** คือหมุนเวียนเกิดแล้วเกิดอีก
ทุกข์แล้วทุกข์อีกไม่รู้จักจบสิ้น
และเพราะตัณหานั่นทีเดียว ที่ทำให้ภพเก่ากับภพใหม่
เชื่อมโยงติดกันอยู่ตลอดเวลามาจนบัดนี้
ดังนั้น ตัณหาจึงเรียกว่า วาน
เณรชิต ผมฟังหลวงตามานานแล้ว ผมยังไม่ทราบเลยว่า
นิพพานคืออะไรแน่!! ผมเคยแต่ได้ยินเขาพูดกันว่า
เมืองนิพพานนั้นช่างแสนจะสุขสบายเป็นเลิศ
แม้สวรรค์ชั้นฟ้าก็ไม่ปาน แต่ครั้นถามว่าอยู่ที่ไหน
ก็ตอบไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน บางคนก็ว่าไม่ใช่เราเข้าไปอยู่ในเมืองนิพพาน
เรานั่งทำสมาธิแล้วมองเห็นนิพพานต่างหาก
มันเป็นเพียงจินตนาภาพเหมือนกับฝันไป ขืนหลงใหลมาก ๆ หนักเข้าก็จะต้องไปหาหมดที่ฝั่งธนบุรี
และบางคนก็ว่านิพพานนั้นคือความไม่ต้องการเกิดอีก
ต่อไปนั่นเอง ในเรื่องนี้บางท่านก็ว่าตายแล้วศูนย์ไปเลย
ไม่เกิดขึ้นมาอีกและบางคนยังไม่ต้องการ
เขายังอยากเกิดอยู่เพราะถ้าไม่เกิดจะเรียกว่ามีความสุขได้อย่างไร
ไม่มีตัวตนที่จะสุขเสียแล้ว เมืองนิพพานไม่มีก๋วยเตี๋ยวขาย
ไม่มีเหล้าจะดื่ม และภาพยนต์โป๊ ๆ ก็ไม่มีดูขอรับ
หลวงตา แน่นอน! นิพพานไม่มีก๋วยเตี๋ยวขาย
ไม่มีเหล้าดื่ม และไม่มีภาพยนต์โป๊ดูคนเราจะหาสิ่งเหล่านี้
ในนิพพานไม่ได้เลย เพราะนิพพานไม่ใช่บ้านเมือง
ไม่ใช่กลางวัน กลางคืน ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์
ทั้งไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่อะไร ๆ ในโลกนี้ทั้งนั้น
และไม่ใช่อะไร ๆ ในโลกอื่นทั้งสิ้น
พระนิพพานเป็นธรรมที่พ้นจากโลกต่างหาก !
ความสุขที่เราได้รับต่าง ๆ ที่เกิดจากทางตา หู จมูกลิ้น กายใจ
เช่นเห็นรูปที่ดีที่น่ารักน่าพอใจ ก็ปลาบปลื้มเป็นสุข
เมื่อได้ยินเสียงที่ไพเราะก็สดชื่นรื่นเริงจิตใจสบาย
หรือเมื่อคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวสนุกสนาน
ก็เบิกบานใจ สามัญชนทั้งหลายไม่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมะ
ย่อมจะคิดรู้ว่าความสุขของคนเรานั้นก็มีอยู่เท่านั้นเอง
แล้วก็พยายามแสวงหากันตัวเป็นเกลียว ยื้อแย้งกันอย่างสุดเหวี่ยง
แต่ความจริงยังมีความสุขอีกชนิดหนึ่ง
เป็นความสุขที่นอกเหนือไปจากความสุขดังกล่าวแล้ว
เป็นความสุขอันเกิดจากอำนาจของสมาธิจากผู้ที่ปฏิบัติ
สมถกรรมฐานเป็นความสุขทีใหญ่ยิ่งและน่าภาคภูมิใจ
ทั้งเป็นความสุขที่มิต้องเข้าไปยื้อแย้งกันให้ลำบากทั้งกายและใจ
เทียบกับความสุขที่เกิดจากทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว
ก็จะผิดกันเป็นฟ้าและดินทีเดียว ผู้ใดมิได้เข้าปฏิบัติจนได้รับเองแล้ว
จะเข้าใจยากมากอย่างไรก็ดี
ความสุขที่กล่าวครั้งหลังนี้ ถึงแม้จะเป็นความสุขชั้นเลิศก็จริง
แต่ก็ไม่ประเสริฐสุดเท่ากันความสุขของนิพพาน
เพราะความสุขที่เกิดจากนิพพานนั้นเป็นความสุข
อันปราศจากกิเลสมารบกวน เป็นความสุขที่
ไม่ผันแปรกลับกลอก ด้วยกิเลสได้ถูกประหาณลงแล้วโดยเด็ดขาด
และเมื่อปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว ก็จะไม่มีการเกิดขึ้นมา
เพื่อรับทุกข์โทษภัยอีกต่อไป
เณรชิต ผมฟังหลวงตากล่าวมาทั้งหมดผมก็พอจะเข้าใจ
และเห็นความดีของนิพพานบ้างผมทราบว่า
** นิพพานเป็นธรรมที่พ้นไปจากการปรุงแต่ง**
** นิพพานเป็นธรรมที่พ้นไปจากตัณหาเครื่องร้อยรัด**
** นิพพานเป็นธรรมชาติที่ดับความทุกข์ทั้งปวง
และมีลักษณะเป็นสันติสุข**
แต่ถึงกระนั้นก็ดี ผมยังไม่ทราบว่านิพพานเป็นอะไร
หลวงตา ผู้ที่ได้พระนิพพานนั้นจะต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ซึ่งการปฏิบัติหลวงตาจะไม่ขอกล่าวในที่นี้
จะต้องว่ากันเป็นเรื่องหนึ่งต่างหากทีเดียว เมื่อปฏิบัติจนได้ญาณ
คือปัญญาเกิดขึ้นแล้ว กิเลสตัณหาก็จะอ่อนลง ๆ เป็นลำดับไป
เมื่อถึงที่สุดอารมณ์โลกุตตระก็เกิดขึ้น อารมณ์โลกุตตระนี้
ก็คือพระนิพพานนั่นเอง
ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ว่านิพพานนั้นเป็นอารมณ์ๆ หนึ่ง
หลังจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานถึงที่สุดแล้ว
มัคคจิต ผลจิต เป็นผู้รู้หรือเป็นผู้เห็นพระนิพพานทางมโนทวาร
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ว่า มัคคจิต ผลจิต จับเอาพระนิพพาน
เป็นอารมณ์ ในขณะนั้นเองกิเลสก็จะถูกประหาณ
และประหาณลงได้เป็นสมุทเฉทไม่เกิดอีกต่อไป
ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้กล่าวว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ
พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ไม่มีสุขอื่นใดที่จะเทียมเท่าได้
ถ้าจะขยายความออกไปก็จะไปกันใหญ่
หลวงตาก็ได้ตั้งใจไว้ว่าในชั้นต้นนี้จะให้เณรเข้าใจ
เพียงหยาบ ๆ เท่านั้น สิ่งใดที่ยังสงสัย เมื่อศึกษาต่อไปก็เข้าใจไปเอง
อย่าเพิ่งร้อนใจมากนัก
พระอภิธรรมเปรียบเหมือนภาพยนต์โรงใหญ่
ซินิมาสโค๊ป จอกว้าง ทั้งเป็นสีเทคนิค ตั้งแต่ต้นมาจนถึงเวลานี้
หลวงตาเพียงแต่ปิดป้ายโฆษณาไว้ แล้วอธิบายคุณภาพว่า
จะสนุกสนานเพียงใดเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ลงมือแสดงจริงจังเลยสักหน่อย
บัดนี้เวลาก็หมดเสียแล้ว ขอให้เณรได้ตรวจตามที่ได้บันทึกเอาไว้
แล้วคิดพิจารณาให้จงดี ก็คงจะเป็นฐานชั้นแรกที่จะรองรับความรู้
ในขั้นต่อ ๆ ไป ในคราวหน้า
เณรก็จะได้ทราบถึงเรื่องของจิต
ที่ละเอียดขึ้นกว่านี้ เช่นจิตกับวิญญาณต่างกันหรือไม่?
ต้นไม่และสัตว์หรือเชื้อโรคบางชนิดมีจิตหรือเปล่า?
จิตเป็นธรรมชาติที่ทำให้เป็นไปอย่างไร
มีทำให้การกระทำวิจิตตลอดจนการสั่งสมกรรมและกิเลส เป็นต้น
จิตที่วนเวียนเกิดยังภูมิต่าง ๆ
และจิตที่มีความโลภเป็นมูล ๘ ประการ
วันนี้หลวงตาขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะหลานนะ

เณรชิต ผมขอกราบขอบพระคุณหลวงตาขอรับ
[img]
http://abhidhamonline.org/cartoon.gif[/img]
ลาก่อนนะครับอย่าลืมติดตามนะครับผม..สวัสดีครับ
22 ธันวาคม 2544.