มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ต้องการนิพพาน..ต้องรู้ถูก (๓)








ต้องการนิพาน..ต้องรู้ถูก (๓)


เอถ ปสฺสติมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโควิชานตํ

แปลว่า ชนทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตรตระการดุจราชรถ
อันพาลผู้เขลาพากันหมกอยู่ แต่บัณฑิตผู้รู้หาติดข้องอยู่ไม่



จากพุทธภาษิตในธรรมบทขุททกนิกายนี้ย่อมชี้ให้เห็นชัดอยู่ในมวลมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกโดยทั่วไปได้แล้วว่า… ผู้ที่มิได้เกิดวิปัสสนาปัญญามองเห็นความจริงของขันธ์โลกย่อมพากันดิ้นรนขวนขวายแสวงหา…


เมื่อได้แล้วก็ติดอยู่ในโลก ไม่สามารถหลุดพ้นออกจากโลกไปได้… รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ…อันเป็นที่น่าใคร่น่าพอใจ ซึ่งเป็นเหมือนบ่วงมารที่มีกับดักอยู่ในที่ทั่วไป…

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2548 , 07:35:16 น.] ( IP = 202.183.141.82 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1





โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ อันเป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจของหมู่มนุษย์ทั้งหลาย…. ซึ่งกำลังติดบ่วงกันอยู่… ต้องถูกมารคือ ความโลภ ราคะ ความกำหนัดยินดี ความโกรธ ความหลงเข้าครอบงำ …ทำลายให้หมู่มนุษย์ต้องทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญอย่างน่าเวทนา… ถูกพญามารคือ กิเลสดังกล่าวเข้าย่ำยีทำลายให้ต้องทุกข์กายทุกข์ใจ ต้องโศกเศร้าร่ำไรรำพัน โทมนัสเสียใจ คับแค้นใจไปจนถึงวันตาย


เมื่อตายลงก็ต้องเกิดใหม่อีก….แล้วก็ติดบ่วงมาร…ถูกหมู่มารคือ กิเลสเข้ามาทำลายอย่างนั้นไม่รู้จักจบสิ้น…จนนับภพนับชาติไม่ได้ …ตราบใดถ้าไม่พบท่านผู้รู้ทางวิปัสสนาคือ ศีล สมาธิ และวิปัสสนาปัญญา…อันเป็นพระอริยมรรคแล้ว …ขออย่าได้หวังเลยในเรื่องความหลุดพ้น… เพราะนอกเสียจากทางสายนี้ซึ่งมีอยู่เฉพาะในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้นมิได้มีอยู่ในศาสนาอื่น…ประการสำคัญที่สุดก็คือ สัปปายะ ๔ อย่าง…นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้มีโอกาสได้พบกับทางสายนี้ได้

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2548 , 07:35:56 น.] ( IP = 202.183.141.82 : : )


  สลักธรรม 2


เรื่องสัปปายะ ๔


๑. สถานที่ที่จะปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักจริงๆ แล้ว...จำเป็นจะต้องเป็นสถานที่ที่ห่างไกลหมู่คณะ หรือหมู่คนที่อยู่ร่วมกัน หรือสัญจรผ่านไปมา... จะเป็นป่าหรือโคนไม้หรือจะเป็นเรือนร้างว่างเปล่า...ที่ปราศจากความระแวง

เพราะสิ่งแวดล้อมต่างๆ สมัยนี้นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ....ที่จะมาทำลายสติปัญญา... ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมารอบด้าน... ปลิโพธิความกังวลต่างๆ ที่จะมาถึงจิต...ให้กลับไปทำเรื่องเก่าๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติ...จำเป็นจะต้องตีตัวให้ห่างไกล... มิฉะนั้นจะเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติ...

เรื่องของอากาศก็เป็นปัญหาสำคัญ...เพราะถ้าไปอยู่ในที่มีกลิ่นไม่ดี มีสารพิษต่างๆ จากโรงงานผลิตภัณฑ์สมัยใหม่...ที่ทิ้งเศษขยะส่งกลิ่นเหม็นเป็นภัยต่อสุขภาพ... ก็ไม่เหมาะต่อการที่จะปฏิบัติ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2548 , 07:36:24 น.] ( IP = 202.183.141.82 : : )


  สลักธรรม 3




๒. บุคคลเป็นที่สัปปายะ นับว่าสำคัญที่สุดในสัปปายะ ๔ อย่าง... เพราะเป็นเสมือนผู้นำทางให้แก่คนผู้หลงทาง ...ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับ มจร. ภาค ๑ หน้า ๑๐๕ ได้อ้างถึงลักษณะของบุคคลเป็นที่สบาย ที่เรียกว่า กัลยาณมิตร ไว้ในสัตตกนิบาตอังคุตตรนิกายฉบับมจร. ๒๗/๓๗/๒๙ ว่ามีลักษณะ ๗ อย่าง คือ

๑. ปิโย ...เป็นที่รัก
๒. ครุ ...เป็นที่เคารพ
๓. ภาวนีโย ...เป็นที่น่ายกย่อง
๔. วตฺตา จ ...เข้าใจแนะ
๕. วจนกฺขโม ...อดทนต่อคำเสียดสี
๖. คมฺภีรัญจ กถํ กตฺตา ....สามารถทำคำพูดที่ลี้ลับให้ง่ายและในอรรถกถาท่านหมายถึงวิปัสสนา
๗. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย ...ไม่แนะให้จิตเขวจากการปฏิบัติวิปัสสนา


ลักษณะทั้ง ๗ ประการจะเห็นได้ว่า... ปัจจุบันนี้บุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวครบจะหาได้ยากมาก... เพราะส่วนใหญ่มักไม่ใคร่จะมีใครสนใจในเรื่องดังกล่าวนี้

แม้จะมีอยู่บ้างตามสำนักปฏิบัติต่างๆ ก็มักจะแนะนำกันในเรื่องของสมาธิคือสมถะมากกว่า... และมีประชาชนสนใจกันมาก... เพราะการทำใจให้สงบนั้น เหมาะแก่กาลเวลาที่ชาวโลกกำลังวุ่นวาย

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2548 , 07:36:46 น.] ( IP = 202.183.141.82 : : )


  สลักธรรม 4




๓. อาหารเป็นที่สัปปายะนั้น ...ท่านมิได้มุ่งเอาอาหารสมบูรณ์หรือขาดแคลน... แต่อาหารใดที่ใช้รับประทานหรือฉันแล้วไม่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพ เมื่อรับประทานแล้วทำให้ร่างกายปลอดโปร่งในการปฏิบัติ... ท่านก็จัดเป็นอาหารสัปปายะ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2548 , 07:37:02 น.] ( IP = 202.183.141.82 : : )


  สลักธรรม 5




๔. ธรรมสัปปายะ เรื่องธรรมะเป็นที่สบายนั้น ในที่นี้หมายเฉพาะวิปัสสนากัมมัฏฐานเท่านั้น เพราะในสมถกัมมัฏฐานแม้จะมีกรรมฐานที่เหมาะแก่จริตอยู่ก็ตาม ..แต่ในส่วนของสมถะนั้นท่านหมายเฉพาะในส่วนที่เป็นวิกขัมภนปหาน ...คือ ละกิเลสอย่างกลางเพียงกดข่มไว้เท่านั้น ...การละกิเลสแบบนั้น เป็นเพียงละได้ชั่วคราว...ตลอดระยะเวลาที่ยังมีกำลังของฌานสมาบัติอยู่ มิใช่เป็นการละได้อย่างเด็ดขาดที่เรียกว่า... สมุจเฉทปหาน อันเป็นอำนาจของอริยมรรค...มีพระโสดาปัตติมรรค เป็นต้น

เพราะฉะนั้นในอภิธัมมัตถวิภาวินีฏีกาไทย ฉบับมหามกุฏฯ หน้า ๒๓๑ - ๒๓๒ ...ท่านจึงได้แสดงกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่นิสัยของผู้ปฏิบัติไว้เป็น ๓ ประเภท คือ

ผู้ที่มีนิสัยชอบนามธรรม... พระพุทธองค์ก็ทรงแสดง...ขันธ์ ๕ เพราะในขันธ์ ๕ มีนามมากกว่ารูป

ผู้ที่ชอบรูปธรรม…ก็ทรงแสดงอายตนะ ๑๒ ...เพราะในอายตนะ ๑๒ มีรูปมากกว่า คือมีรูปถึง ๑๑ กับทั้งกึ่ง แต่มีนามเพียงอย่างเดียว คือ มนายตนะ

ผู้ที่ชอบทั้งรูปและนาม… ท่านก็แสดงในภูมิที่เหลืออีก ๔ ข้างท้าย...มีธาตุ ๑๘ เป็นต้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2548 , 07:37:19 น.] ( IP = 202.183.141.82 : : )


  สลักธรรม 6




เพราะฉะนั้นสำหรับธรรมะเป็นที่สบายนั้น ก็จะต้องถือเอาภูมิที่เกิดวิปัสสนาเป็นเกณฑ์... เพราะในการละความเศร้าหมองในส่วนที่ติดเป็นอนุสัยนั้น... ถ้าเราไม่ได้อาศัยปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว วิธีละกิเลสอย่างอื่นๆ จะไม่มีทางเลย

เพราะอนุสัยมีทิฏฐานุสัยเป็นต้น เป็นความเศร้าหมองที่เป็นรากเหง้าของความเศร้าหมองทุกอย่าง...ที่นอนเนื่องอยู่ในส่วนลึกของขันธสันดานแห่งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย....ทุกขณะที่ได้เห็น ได้ยิน ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้อง หรือคิดนึกทางใจ จะเดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหว แต่ละอิริยาบถในขณะที่เรากำลังตื่นอยู่…

อนุสัยกิเลสเหล่านี้ก็จะต้องนอนเนื่องอยู่ในความรู้สึกติดแน่นอยู่ในขันธสันดาน... มรรคญาณยังไม่มีโอกาสเกิดขึ้นตราบใด...กิเลสอย่างละเอียดดังกล่าวนี้ก็จะต้องนอนเนื่องอยู่ตราบนั้น... ไม่มีความดีใดจะมาละ...หรือมาประหานให้หมดสิ้นไปได้

ความชั่วอย่างกลางที่บังคับจิตใจให้สัตว์ทั้งหลายต้องทุกข์ยากลำบากก็เกิดมาจาก...เหง้าคืออนุสัย...ที่เป็นปัจจัยสำคัญเมื่อมีกิเลสอย่างกลางบังคับจิตใจมากขึ้น...ก็เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายทำความดีความชั่ว... เป็นเหตุให้ไปเกิดในอบาย มนุษย์ เทวดา และพรหม... ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้



ตอนที่ผ่านมาอ่านที่นี่ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7561


โปรดติดตามตอนต่อไปครับ


โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ก.ค. 2548 , 07:37:37 น.] ( IP = 202.183.141.82 : : )


  สลักธรรม 7

ตามมาอ่านต่อเพื่อหาความรู้ เพื่อเป็นปัจจัยในการกระทำบารมีธรรมต่อไปครับ

คุรั

โดย ทับตะวัน [9 ก.ค. 2548 , 18:17:39 น.] ( IP = 61.90.12.184 : : )


  สลักธรรม 8

เข้ามาอ่านเพื่อความรู้ที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์กับชีวิตค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น [9 ก.ค. 2548 , 20:28:25 น.] ( IP = 61.91.127.104 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณค่ะพี่เณร สำหรับความรู้ที่มีประโยชน์ค่ะ
และเช่นเดียวกัน ในสัปปายะทั้ง 3 ข้างต้น ดูจะเป็นปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อ สัปปายะที่ 4 คือ ธรรมสัปปายะ
และที่สำคัญเห็นทีจะตรงที่กล่าวว่า "จะต้องถือเอาภูมิที่เกิดวิปัสสนาเป็นเกณฑ์" คือทำให้เกิดวิปัสสนาปัญญาที่ถูกต้องนั่นเอง

โดย น้องอุ๊ [10 ก.ค. 2548 , 18:13:50 น.] ( IP = 203.151.140.114 : : 203.113.38.11 )


  สลักธรรม 10


ตามมาเสริมสร้างปัญญาบารมีค่ะ

ขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ

โดย พี่ดา [14 ก.ค. 2548 , 20:18:04 น.] ( IP = 61.91.196.245 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org