| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ต้องการนิพพาน..ต้องรู้ถูก (๑๐)
สลักธรรม 1
๒. อิริยาบถในการดำรงชีวิต
การดำรงชีวิตของคนเรานั้น การเป็นอยู่ได้ในชีวิตประจำวันต้องอาศัยอิริยาบถเป็นสำคัญ อิริยาบถ ได้แก่ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน
อิริยาบถเป็นธรรมะ แม้พระอรหันต์ก็ยังต้องใช้อิริยาบถแต่การใช้อิริายาบถของท่านไม่เหมือนการใช้อิริยาบถของปุถุชน อิริยาบถของท่านใช้ไปในสิ่งที่จำเป็น จะเคลื่อนไหวไปตามวิบากขันธ์ แต่อิริยาบถของเราโดยมากใช้ไปตามอำนาจของกิเลส ดังนั้นการใช้อิริยาบถนี้เป็นไปได้ ๒ อย่าง คือ
เป็นไปด้วยอำนาจของกิเลสอย่างหนึ่ง
เป็นไปด้วยอำนาจของวิบากอย่างหนึ่ง
อิริยาบถที่เป็นไปด้วยอำนาจของวิบาก พระอรหันต์ยังใช้อยู่ แต่ถ้าเป็นไปด้วยอำนาจของกิเลส พระอรหันต์ไม่มีแล้ว เพราะท่านไม่มีกิเลสแล้ว
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2548 , 07:23:52 น.] ( IP = 202.183.132.199 : : )
สลักธรรม 2
๓. อิริยาบถเกี่ยวข้องกับกิเลสอย่างไร
การไปปฏิบัติวิปัสสนา ก็เพื่อจะละกิเลส แต่คนเราก็ไม่ทราบว่าละกิเลสที่ไหน กิเลสอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ อิริยาบถน่ะจะไปพิจารณาทำไม ..ก็ไม่เห็นจะมีกิเลสอะไรเลย อิริยาบถก็เป็นของธรรมดา
กิเลสน่ะอยู่ที่จิตใจต่างหาก ถ้าทำให้ใจนิ่งเสียอย่าง ให้ใจสงบๆ กิเลสก็หมดไปแล้ว จะต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกับอิริยาบถเล่า คือเขาคิดว่าที่อาศัยของกิเลสคือใจเท่านั้น เขาเข้าใจกันอย่างนี้ เขาไม่เคยนึกเลยว่า อิริยาบถเป็นที่อาศัยของกิเลส
อิริยาบถเป็นที่อาศัยของกิเลสได้อย่างไร
ตามปกติคนเรา จะใช้อิริยาบถไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน คือไม่นั่งก็นอน ไม่นอนก็ยืน ไม่ยืนก็เดิน เช่นนี้อยู่เสมอในชั่วชีวิตของคนๆ หนึ่ง
การเปลี่ยนอิริยาบถจากอิริยาบถเดิมไปเป็นอิริยาบถใหม่ มักจะเกิดขึ้นด้วยความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยน เมื่อมีความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนนั่นก็คือมีตัณหาเกิดขึ้นแล้ว คืออยากเปลี่ยนอยากเดินเกิดขึ้น เมื่อตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ทิฏฐิก็เห็นว่าเดินเป็นสุข เดินให้ความสบาย ทิฏฐิก็เข้าอีก
ดังนั้นทั้งตัณหาและทิฏฐิก็เข้าอาศัยในอิริยาบถที่เปลี่ยนทุกครั้งไปอยู่เสมอ ..เป็นอย่างนั้นไปตลอดชีวิต นี่แหละคือกิเลสอาศัยอยู่ในอิริยาบถ
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2548 , 07:24:08 น.] ( IP = 202.183.132.199 : : )
สลักธรรม 3
๔. โยนิโสมนสิการในการไปปฏิบัติ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าจะไปปฏิบัติเพื่ออะไร การไปปฏิบัติก็เพื่อพ้นจากทุกข์
ทุกข์อะไร ทุกข์ในที่นี้คือ ทุกข์ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยได้พิจารณาเห็นแล้วว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่มีประโยชน์อะไรเลย จึงปรารถนาจะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็ไปปฏบัติไปเจริญสติปัฏฐาน
การไปปฏิบัติก็เพื่ออย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อปัญญาให้ได้รู้ได้เห็นหรือให้ได้บุญได้กุศลอะไร ไม่ถูกเลย ที่ถูกคือมีความประสงค์เพื่อความไม่เกิด เพื่อความพ้นทุกข์ จากชาติ ชรา มรณะ ซึ่งการจะพ้นทุกข์อย่างนี้ได้ ต้องมีปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริง
ไม่ใช่ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งก็เป็นกิเลสอีก เพราะอยากได้ปัญญา ถ้าเป็นเช่นนี้ พอกิเลสเกิดก็ไม่ชอบอีก ชอบให้ปัญญาเกิด แต่ถ้าพิจารณาว่า ปัญญาจะเกิดหรือไม่ก็ตาม ขอให้เรามีหน้าที่ไปเจริญก็แล้วกัน ได้ไปสำรวม ได้ไปสังเกต ได้ไปโยนิโสมนสิการก็แล้วกัน
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2548 , 07:24:25 น.] ( IP = 202.183.132.199 : : )
สลักธรรม 4
ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง อย่าไปต้องการผล ไม่ต้องไปคิดว่าอยากได้ปัญญา ทำเหตุให้ถูกต้องก็แล้วกัน แม้แต่ปัญญาก็อย่าไปอยากได้ สติก็อย่าไปอยากได้
สรุป การโยนิโสก่อนออกจากบ้าน ก็เพื่อความพ้นทุกข์ จากชาติ ชรา มรณะ หากพิจารณาอยู่บ่อยๆ ความทุกข์ในชาตินี้ก็จะลดน้อยลง จะไม่สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นอีก
แต่หากเป็นทุกข์เพราะวิบาก หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็แก้ไขกันไป จะเป็นการแก้ทุกข์ในปัจจุบันได้ และถ้าโยนิโสมนสิการมากขึ้นๆ ก็จะเป็นอิสระ พ้นจากความเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2548 , 07:24:41 น.] ( IP = 202.183.132.199 : : )
สลักธรรม 5
๕. โยนิโสมนสิการกับปัญญา
โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา แต่การมีโยนิโสมนสิการก็ไม่จำเป็นต้องเกิดปัญญาเสมอไป เพราะมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้เกิดปัญญา ถ้าท่านไม่มีสติ ปัญญาจะเกิดได้อย่างไร ถ้าท่านไม่มีสมาธิ ปัญญาจะเกิดได้อย่างไร ธรรมเหล่านี้ก็เป็นเหตุให้เกิดปัญญาเหมือนกัน ไม่เฉพาะแต่โยนิโสมนสิการเท่านั้น แต่โยนิโสมนสิการเป็นเหตุพิเศษทีเดียวที่ต้องสำเหนียกก่อน คือ...
ไม่ถือเอาอำนาจแห่งอัตตา ไม่ถือเอาอำนาจแห่งทิฏฐิ ป้องกันความปรารถนา คือ ตัณหาที่จะเกิดในเวลานั้น ไม่น้อมไปสู่สภาวธรรมอารมณ์ภายนอกคือใส่ใจเฉพาะอารมณ์ที่ป้องกันตัณหาและทิฏฐิเท่านั้น
ต้องป้องกันกิเลส ไม่ใช่ตัวโยนิโสมนสิการโดยตรง ธรรมที่ป้องกันกิเลสได้ คือ ตัวปัญญานั่นเอง ปัญญาเกิดขึ้นแล้วจะป้องกันกิเลสได้
กิเลสที่ต้องป้องกันอันดับแรกคือ ตัณหาและทิฏฐิ ดังนั้น จึงต้องทำปัญญาให้เกิดขึ้น เพื่อป้องกันตัณหาและทิฏฐิก่อน ปัญญานี้ต้องอาศัยโยนิโสมนสิการเหมือนกัน
การป้องกันจะป้องกันตั้งแต่วาระไหน การป้องกันไม่ใช่ป้องกันในขณะเข้ากรรมฐานเท่านั้น ต้องป้องกันก่อนไปและจะต้องโยนิโสมนสิการเสียก่อน ก่อนไปใส่ใจอะไร กระทำอารมณ์อะไร
ในการใส่ใจก่อนไปปฏิบัติเช่นนั้น เป็นการป้องกันตัณหาเป็นอันดับแรก ตัณหา ในที่นี้คือ ตัณหาอย่างละเอียด ไม่ใช่ตัณหาอย่างหยาบ อยากได้เห็นรูปสวยๆ อยากได้ยินเสียงเพราะๆ ฯลฯ แม้ต้องการอย่างอื่น ก็นอกเหนือจากการพ้นทุกข์ก็เป็นตัณหาแล้ว ความต้องการอย่างนั้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ต่อไปอีก จะพ้นทุกข์ไปไม่ได้
ตอนที่ผ่านมาอ่านที่นี่ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7604
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ![]()
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2548 , 07:25:00 น.] ( IP = 202.183.132.199 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณค่ะพี่เณร การมีโยนิโสมนสิการที่ถูกต้องนำมาซึ่งประโยชน์อันยิ่งใหญ่ แต่การมีสติครอง และมีสมาธิที่ร่วมด้วยย่อมทำให้เกิดการมองได้ถูกตรงอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
โดย น้องอุ๊ [17 ก.ค. 2548 , 07:38:01 น.] ( IP = 202.183.189.8 : : )
สลักธรรม 7
ทำงานเป็นขบวนเลยนะคะ
ป้องกันกิเลส คือตัณหาและทิฏฐิ...ต้องอาศัยปัญญา
ปัญญาก็ต้องอาศัย...โยนิโสมนสิการ
ขอบคุณมากค่ะพี่เณรโดย พี่ดา [18 ก.ค. 2548 , 09:32:19 น.] ( IP = 61.91.197.152 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |