มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ต้องการนิพพาน..ต้องรู้ถูก (ตอนจบ)







ต้องการนิพพาน..ต้องรู้ถูก (ตอนจบ)

โยนิโสมนสิการ (ตอนจบ)



๑๑. การป้องกันทิฏฐิ

การป้องกันทิฏฐิ ต้องอาศัยโยนิโสมนสิการอีกนั่นแหละ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดปัญญาป้องกันทิฏฐิได้

ทิฏฐิอย่างหยาบคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วสำหรับพวกเรา แต่การป้องกันทิฏฐิอย่างละเอียดที่เกี่ยวกับความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา อันนี้ก็ต้องถึงวาระที่ปฏิบัติจริงๆ ถ้าไม่ปฏิบัติก็ชำระกันไม่ได้ จะชำระได้ในขณะปฏิบัติจริงๆ ในขณะที่ปัญญาเกิดเท่านั้น จึงจะป้องกันตัณหาและทิฏฐิได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:31:49 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



๑๒. โยนิโสมนสิการในขณะปฏิบัติ

ในขณะปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติจะต้องพิจารณาทุกข์อยู่เสมอ...พิจารณาทุกข์ที่ไหน ก็พิจารณาทุกข์ในอิริยาบถยืน อิริยาบถเดิน อิริยาบถนั่ง อิริยาบถนอน หรือพิจารณารูปหรือนามทางทวารต่างๆ มีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจที่จรเข้ามา

โยนิโสมนสิการในขณะปฏิบัติจะต้องมีอยู่เสมอๆ ทุกอิริยาบถและทุกอารมณ์

การโยนิโสมนสิการในอิริยาบถใหญ่ ในขณะที่อยู่ในอิริยาบถใด เช่น กำลังนั่งอยู่ เมื่อนั่งไปนานๆ และรู้สึกปวดเมื่อยขึ้น ให้ใส่ใจทุกข์ในทุกข์ที่เกิดขึ้น พอใส่ใจทุกข์แล้วจึงเปลี่ยน จะเป็นการเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ หรือถ้าหากไม่แก้ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ช่าง...ไม่ใช่เรื่องของเรา อย่าไปทำอะไรเพิ่มขึ้นมากไปกว่าความใส่ใจทุกข์

ทุกครั้งที่เปลี่ยนให้ใส่ใจทุกข์ก่อนเสมอ... ถ้าทำอย่างนั้น ก็ไม่เป็นการบริกรรม หรือไม่เป็นบัญญัติผุดขึ้นมาในใจว่า เราต้องเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ อันนี้เป็นปรมัตถ์ล้วนๆ ที่เข้าไปสัมผัสทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆ ไม่ใช่สักแต่คำพูดตามคำของอาจารย์ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์… แตกต่างกันมากนัก…

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:32:22 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 2



ถ้าหากใส่ใจทุกข์แล้วเวลาเปลี่ยน จะเปลี่ยนไปเพื่อแก้ทุกข์จริงๆ …แล้วจิตใจจะไม่เหมือนกันเลยกับการเปลี่ยนไปตามปกติธรรมดาอย่างที่ไม่มีการใส่ใจทุกข์ …ไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นต้องใส่ใจทุกข์ ถ้าใส่ใจทุกข์แล้วความรู้สึกจะเกิดขึ้นเองเป็นความรู้สึกจริงๆ ท่านบอกแล้วว่าให้รู้สึก…อย่านึก ถ้าเอาคำของอาจารย์มาใช้แล้วมันนึก นึกถึงคำของอาจารย์ ตอนนี้ท่านบอกว่าต้องให้มีความรู้ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ เราก็เลยทำขึ้นมาว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ จึงเป็นการนึกไป

ถ้าจะให้เป็นความรู้สึกต่างๆ ก็ต้องใส่ใจทุกข์ พอใส่ใจทุกข์จริงๆ แล้วจึงเปลี่ยน จะเป็นการรู้สึกจริงๆ ว่าเปลี่ยนแก้ทุกข์ ซึ่งจะไม่เป็นภาษา…ไม่เป็นบัญญัติอะไรทั้งนั้น จะมีความรู้สึกเหมือนกันหมดไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะเป็นคนชาติใดภาษาใด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:33:02 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 3



ถ้าหากใส่ใจทุกข์ในเวลาที่จะใช้อิริยาบถทั้งหลายเสียก่อน ก็จะเกิดปัญญารู้เองว่า เปลี่ยนทำไม ใช้อิริยาบถนั่ง ยืน เดิน นอน ในคราวนั้นๆ ทำไม การใส่ใจทุกข์นั่นแหละเป็นโยนิโสมนสิการ ความรู้ว่าจะใช้อิริยาบถนั้นเพื่อแก้ทุกข์ กล่าวคือการเดินเพื่อแก้ทุกข์ เป็นต้น เป็นปัญญาที่เกิดจากโยนิโสมนสิการนั้น เป็นเรื่องสำคัญในวาระเปลี่ยนอิริยาบถ…เป็นอย่างนี้

พอเกิดปัญญารู้ว่าจะเดินแก้ทุกข์ มันจะมีผลไปถึงตัณหาจะป้องกันตัณหาได้ว่า ปัญญาอย่างนี้ทำเพื่อแก้ทุกข์ เพราะพอเห็นว่าสักแต่ว่าแก้ทุกข์เท่านั้น ตัณหาจะไม่อาศัยเลย มันจะไม่เห็นสาระที่น่าได้

พอทุกขเวทนา คือ ความปวดเมื่อยเกิดขึ้นแล้ว ก็เปลี่ยนอิริยาบถ แม้การเปลี่ยนที่สักแต่ว่าแก้ทุกข์นั้น ก็เป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือทุกข์ที่จำต้องแก้ ต้องบำบัด ต้องรักษา…ไม่เปลี่ยนไม่ได้ มันปวดเมื่อย พอรู้ว่าจะเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ก็จะไม่เล็งเห็นสาระในการใช้อิริยาบถก่อน

ในปกติคนธรรมดา มักเปลี่ยนไปเลยโดยไม่ได้พิจารณาทุกข์ เพราะเล็งเห็นแต่ความสบายไป และเกิดความพอใจ...จัดเป็นตัณหานุสัย ไม่ใช่ตัณหาหยาบๆ แต่ตัณหาตัวนี้สำคัญมาก ซึ่งถ้าละไม่ได้ก็จะเป็นทุกข์กันอยู่เรื่อยทุกภพทุกชาติไม่อาจพ้นทุกข์ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:33:40 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 4



การใส่ใจทุกข์ คือการต้องรู้ว่า ทุกข์อะไร ทุกข์อยู่ตรงไหน

การเปลี่ยนอิริยาบถนั้น จะเป็นเครื่องยืนยันว่าทุกข์เกิดจริงๆ เป็นเครื่องแสดงว่า ทุกข์เกิดจริงๆ การเดินแก้ทุกข์จริงๆ นั้น เดินตรงไหนก็ได้ และไม่ต้องเดินมากมายอะไร ถ้าเทียบกับเวลาไม่เดินกรรมฐานแล้ว จะเห็นผิดปกติ ควรสำเหนียกว่า ถ้าไม่เข้ากรรมฐานจะเดินมากอย่างนั้นไหม แสดงว่าใช้อิริยาบถเดินเกินความจำเป็น อาจมีตัณหาหนุนอยู่เบื้องหลัง เพราะอิริยาบถเดินเป็นของหยาบ

ถ้าถนัดที่จะดูรูปเดิน ก็แสดงว่ามีความพอใจในอิริยาบถเดิน ตัณหาก็เข้าอีก…ก็ไม่มีประโยชน์ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ความจริงไม่ควรคำนึงว่า รูปนี้ชัด รูปนี้ไม่ชัด รูปอะไรมีก็ดูไป ดูไม่ได้ก็ค่อยๆ แก้ไขไป เราอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องการมีสติออกไปที่ทำท่าหรือไม่ทราบวิธีที่จะให้มีสัมปชัญญะเกิดขึ้นก็ได้ หน้าตาของสติเป็นอย่างไร หน้าตาของสัมปชัญญะเป็นอย่างไร

ถ้าไม่ใส่ใจทุกข์จริงๆ แล้ว การใช้อิริยาบถมักจะไม่ตรงตามความเป็นจริง จะมีความต้องการมีความพอใจอาศัยได้ ไม่ตรงไปตรงมาตามทุกข์ที่เกิดขึ้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:34:49 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5



ถ้าใส่ใจทุกข์ก่อนเปลี่ยน อิริยาบถที่เปลี่ยนนั้นจะเหมาะสมแก่การแก้ทุกข์จริงๆ เช่น นั่งคู้ขาอยู่ พอเกิดปวดเมื่อยอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินก็ได้ ถ้าใส่ใจทุกข์จริงๆ เพียงแต่เหยียดขาออกก็แก้ทุกข์แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเดิน

ถ้าเหยียดก็แล้ว คู้ก็แล้ว ทำตัวตรงก็แล้ว ถ้าใส่ใจทุกข์อยู่แล้วก็จะรู้เองว่าจุดนี้ จะนั่งต่อไปไม่ได้ คราวนี้ต้องเดิน จริงอยู่เดินน่ะแก้ได้จริงๆ เวลานั่งอยู่จะนั่งคู้ขา เหยียดขา นั่งเอนอยู่ พอไปเดินมันแก้ทุกข์ได้จริงๆ แต่ว่าเราซิจะรู้ว่าเป็นการแก้ทุกข์จริงหรือไม่

มันอาจจะไม่บริสุทธิ์ คือมีความต้องการอาศัยคือ อยากจะเดินอยู่แล้ว เวลาทุกข์เกิดก็เลยเดินเลย อย่างนี้สมควรจะเดินแล้วหรือยัง อาจจะไม่สมควรก็ได้ พอไปเดินเข้าก็อาจเป็นอำนาจของความต้องการก็ได้คือ ตัณหาอาศัยได้

ถ้าไม่ใส่ใจทุกข์ มันจะไปสนใจอิริยาบถที่เปลี่ยน ถ้าไปสนใจอิริยาบถที่เปลี่ยนก็จะเห็นว่าอิริยาบถมีสาระ เห็นว่าเดินดีกว่า ผู้ปฏิบัติถ้าทิ้งทุกข์เสียแล้วก็จะไปสนใจอิริยาบถ จะมีการเลือกว่าอะไรดีกว่า เอ๊ะ เดินดีกว่า พอเดินดีกว่าก็ไม่ใช่แก้ทุกข์ ความบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ แม้จะกำหนดรูปเดินก็เถอะ ก็ไม่ใช่ความรู้ของปัญญาเลย เพราะมันไม่บริสุทธิ์ อาจเข้าใจเอาเองว่าเป็นความรู้ของปัญญาก็ได้ อันนี้เป็นโยนิโสมนสิการก่อนเปลี่ยนอิริยาบถ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:35:27 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 6



๑๔. การโยนิโสมนสิการในอิริยาบถย่อย

อิริยาบถย่อยเช่น อาบน้ำ ล้างหน้า ถ่ายหนัก ถ่ายเบา รับประทานอาหาร ดื่มน้ำ เป็นต้น แม้จะรู้ว่าเป็นทุกข์แล้วและใส่ใจในทุกข์ก็ตาม แต่เวลาที่จะทำกิจนั้นๆ ก็อดที่จะมีความสุข ความสบายมีความพอใจไม่ได้ เช่น การอาบน้ำก็อดชื่นใจไม่ได้…ทั้งที่มีโยนิโสมนสิการแล้ว …ทำไมถึงยังมีความพอใจอยู่อีก แม้แต่อิริยาบถใหญ่จากนั่งเป็นยืน ความรู้สึกว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์มันหายไปฉับพลัน แม้ก่อนหน้านั้นมีการใส่ใจทุกข์ รู้ด้วยปัญญาด้วยว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ ผู้ปฏิบัติรู้ดีว่ามีความรู้สึกอย่างนั้น แต่พอลุกขึ้นเท่านั้น ความรู้สึกนั้นหายไปเลย อันนี้มีได้ ทั้งนี้เพราะในเวลาที่เปลี่ยน…ส่งใจไปถึงเรื่องอื่น กล่าวคือทิ้งทุกข์ไปสนใจการเดินเสีย

ความจริงถึงท่านไม่สนใจการเดิน ท่านก็เดินได้โดยไม่ต้องสนใจอะไรกัน ที่นี้ไปสนใจการเดิน จะเดินเพื่อแก้ทุกข์มีเรื่องแทรกเข้ามาคือ สนใจว่าจะเดินตรงไหนดีอย่างนี้ทุกข์ก็หายไปเลย ก็จะกลายเป็นว่าเดินเพื่อจะดูรูปเดินจนได้ เพราะฉะนั้นต้องมีอุบายรักษา

อุบายรักษาคืออะไร

อุบายรักษาโยนิโสมนสิการตอนเปลี่ยนอิริยาบถ คือการทำสติให้เกิดขึ้นตอนที่กำลังจะลุกขึ้นต้องมีสติสำรวมอยู่ในอาการ ถ้าเป็นอย่างนี้ จะรักษาการเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์เอาไว้ได้ตลอดจนกว่าจะใช้อิริยาบถใหม่ไปจริงๆ เพราะฉะนั้นต้องมีสติ แม้จะชั่วแวบเดียวก็ตาม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:36:01 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 7



…การโยนิโสมนสิการในการอาบน้ำ…

ความจริงก่อนอาบน้ำจะต้องโยนิโสมนสิการว่ารูปสกปรกจำเป็นต้องอาบน้ำ และในขณะอาบน้ำก็ต้องสำรวมอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ต้องรู้อยู่ตลอดเวลาว่าทำแก้ทุกข์ เพราะถ้าทำเช่นนั้นจะเป็นการบริกรรมไป เมื่อตักน้ำรดตัว หากไม่โยนิโสมนสิการความสบายจะเกิดเพราะเย็นสบาย ถ้าขาดการสำรวมความพอใจจะเกิดในความสบาย เพราะหายร้อน ถ้าสำรวมอยู่จะรู้เหตุผลตลอด หรือถ้ารีบไปหน่อยไม่สำรวม…กิเลสก็เข้าได้ ถ้าสำรวมอยู่จะรู้ว่ารูปเย็นไม่ต้องไปบอก เพราะเย็นกระทบก็ต้องรู้ ถ้าสำรวมจะไม่รีบ ถ้าไม่สำรวมอยู่จะรีบและไม่ทราบเหตุผล

ถ้าไม่มีโยนิโสมนสิการ จะอยากอาบน้ำ แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการจะทราบว่าอาบน้ำเพราะอะไร เพราะทุกข์เกิดขึ้นใช่ไหม จึงต้องอาบ คือต้องพิจารณาเสียก่อนว่าไม่ได้ทำตามความอยากหรอก แต่เพราะทุกข์เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องอาบเมื่อรู้ถูก รู้ผิดก็เลิกไปเอง การอาบน้ำเป็นภาระที่ผู้ปฏิบัติจะต้องใช้อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน เมื่อท่านนั่งอยู่ตามปกติเกิดร้อน เหนียวตัวขึ้นมาจะบำบัดควาทุกข์นี้ด้วยการอาบน้ำ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:36:58 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 8



เมื่อรู้ว่าจะอาบน้ำเพื่อแก้ทุกข์แล้ว ในขณะที่ลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำ ระหว่างที่กำลังเดินไปห้องน้ำนั้น ถ้าไม่มีสติสำรวมไปในอาการที่กำลังลุกขึ้น เพราะเห็นว่ามีโยนิโสมนสิการแล้วใช้ได้แล้ว…มักจะไปนึกถึงบ้าน นึกถึงคนนั้น ก็เดินไปอย่างนี้จะไม่มีเหลือหรอกว่าจะอาบน้ำเพื่อแก้ทุกข์ …ต้องมีสติสำรวมไป สติจะตกไปบ้างในการสำรวมอาการนั้นก็ไม่เป็นไร ก็ขอให้มีการสำเหนียกเอา พอรู้สึกตัวขึ้นมาว่าปล่อยใจเสียแล้วก็มาสำรวมอีก ก็เท่านั้น

เมื่อปฏิบัติไปนานๆ สติเข้มแข็งขึ้น ก็สามารถสำรวมได้ตลอดรอดฝั่งไปเอง เป็นธรรมดาของผู้ปฏิบัติยังไม่ชำนาญ ก็จะต้องมีข้อบกพร่อง สติก็ยังไม่เข็มแข็ง สัมปชัญญะก็ยังไม่แข็งแรง ก็ต้องอาศัยเวลากันหน่อย แต่ต้องรู้ว่าที่ถูกเป็นอย่างไร แล้วก็พยายามทำอย่างนั้น แล้วก็จะถูกต้องไปเอง ผู้ปฏิบัติต้องมีความสังเกตไปด้วย การใส่ใจทุกข์ใหม่ๆ อาจมีบัญญัติบ้าง แต่ทำไปสังเกตไป ก็จะทิ้งบัญญัติไปเอง

การใส่ใจทุกข์

การใส่ใจทุกข์จริงๆ เป็นอย่างไร ผู้ปฏิบัติต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างแท้จริงเสียก่อน คือ ให้รู้ว่า ทุกข์อะไร ทุกข์เกิดที่ไหน นี่แหละถึงจะเป็นการใส่ใจทุกข์

ผู้ปฏิบัติอย่าเห็นว่าใส่ใจทุกข์แล้วทำถูกต้องแล้ว หลังจากนั้นจะปล่อยใจไปถึงเรื่องอะไรก็ได้ อย่างนี้ไม่ถูก ความรู้นั้นจะไม่เกิดว่าทำไปทำไม จะหายเสียในระหว่างทาง และการใส่ใจทุกข์เป็นเหตุให้อินทรีย์สังวรดีเหลือเกิน ช่วยให้อินทรีย์สังวรเป็นไปโดยบริบูรณ์ เช่น ในการรับประทานอาหารก็ใส่ใจทุกข์ รู้ว่าต้องรับประทานอาหารเพื่อแก้ทุกข์ เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:37:20 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 9



การโยนิโสมนสิการในการรับประทานอาหาร

เมื่อความหิวเกิดขึ้น ก็ต้องรู้ว่าความหิวเป็นทุกข์ ต้องรับประทานอาหารเพื่อแก้ทุกข์ ขณะรับประทานอาหารต้องมีความสำรวมในการรับประทาน ให้ทำอะไรทีละอย่าง จะทำให้สำรวมได้ เช่น ตักอาหารเข้าปากก็ให้มีความรู้สึกตัว เวลาเคี้ยวก็ให้รู้สึกตัว คือให้สำรวมในอาการที่ใช้ คือ หยิบอะไรทีละอย่าง จะเคี้ยวก็เคี้ยวไปจนหมด แล้วจึงหยิบหรือตัก ไม่ใช่เคี้ยวไปแล้วตักเตรียมรอไว้ด้วย

ในระหว่างรับประทานอาหารก็สำรวมในอาการทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะยกมือเหยียดมือไปตักกับข้าว หรือตักข้าวในชามข้าว อาการที่คู้แขนเข้ามานำอาหารใส่ปาก อาการที่เคี้ยว อาการที่กลืน ให้สำรวมในอาการเหล่านี้ไปทุกอาการ ถ้าสำรวมในอาการเหล่านี้ ผู้ปฏิบัติจะไม่สนใจเลยว่าวันนี้กับข้าวอะไร จะเป็นแกงจืดหรืออะไรก็เท่ากับว่าผู้ปฏิบัติไม่ถือนิมิตอนุพยัญชนะในการกิน ความชอบใจไม่ชอบใจในอาหารจะเกิดขึ้นไม่ได้

แต่ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สำรวมจะเป็นอย่างนี้คือ ถ้าไม่ชอบใจในอาหารก็จะรับประทานน้อย พอหายหิวก็หยุด ตกบ่ายๆ หน่อย ก็จะหิว แต่ถ้าเจออาหารที่ถูกใจก็จะรับประทานมากไปนั่นเป็นเพราะไปสนใจวัตถุ คือ อาหาร ก็จะเกิดความยินดียินร้ายขึ้นมาได้

แต่ถ้าไม่ไปสนใจอาหาร แต่ไปสนใจในอาการ สำรวมอยู่ในอาการที่ใช้ การรับประทานอาหารของผู้ปฏิบัติก็จะเป็นไปอย่างเหมาะสม อาหารนั้นจะเป็นอาหารที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็จะเป็นไปตามปกติ

สรุป การใส่ใจทุกข์ยังไม่พอ ต้องมีสติสำรวมในอาการที่ใช้เวลานั้นตั้งแต่ต้นจนจบ ระหว่างนี้สติจะตกหล่น ฟุ้งซ่านไปในเรื่องอะไรบ้างก็ช่าง เพราะสติของเรายังไม่เข็มแข็งพอ นี่เป็นโยนิโสมนสิการในการใช้อิริยาบถใหญ่และย่อย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:37:40 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 10



โยนิโสมนสิการในการกำหนดนามรูป

การโยนิโสมนสิการในการกำหนดนามรูป เป็นการโยนิโสมนสิการหลังจากเปลี่ยนอิริยาบถแล้ว นั่งเปลี่ยนเป็นเดินแล้วระหว่างเดินมีการกำหนดรูปเดิน อย่างนี้จะต้องมีโยนิโสฯ อีกหรือไม่

โยนิโสมนสิการต้องมีตลอดเวลา ... ในเวลาเดิน รูปเดินนั่นเองเป็นอารมณ์ที่ควรใส่ใจ เพราะถ้าใส่ใจแล้วสามารถป้องกันทิฏฐิได้ ป้องกันทิฏฐิที่เห็นว่าเป็นอัตตาคือเราเดินได้ การใส่ใจจะป้องกันทิฏฐิอันนี้ได้ คือมีแต่รูปเดินเท่านั้น อย่างนี้แล้วการใส่ใจในรูปเดินนี้ก็เป็นโยนิโสมนสิการ

แค่นี้ยังไม่พอ ยังต้องมีรายละเอียดอีก เพราะในขณะที่เดินอยู่และกำหนดรูปเดิน อยู่นั้นเกิดมีเสียงดังมากระทบหู หรือจะเป็นเสียงกระซิบก็ตาม ทำให้ผู้ปฏิบัติดูอิริยาบถไม่สะดวกโดยเฉพาะเสียงกระซิบ จิตใจเรามักจะคอยไปสนใจอยู่เรื่อย พอรู้ตัวกลับมามันก็ไปอีกเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ถ้าจะดูให้ได้ก็ต้องบังคับกัน พอตั้งใจเป็นพิเศษก็ต้องกำหนดแรง อาจจะเลยไปอยู่ที่ส่วนนั้นส่วนนี้ ของร่างกายไป หรือไม่ก็จงใจจะทำกรรมฐาน กล่าวคือ กำหนดเป็นพิเศษไป ก็จะเกิดเป็นสาระขึ้นมาก็ใช้ไม่ได้อีก

เมื่ออยู่ในลักษณะเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติต้องโยกย้ายอารมณ์ไปตามสมควร ถ้าขืนดึงดันกำหนดรูปเดินไปให้ได้ อย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้น มันจะมองไม่ออกเอาทีเดียว จริงๆ แล้วจะมีทั้งตัณหา ทิฏฐิ และอัตตา คือจะให้เป็นไปตามอำนาจ แล้วมันก็จะไปอีก วาระนี้แหละสมควรจะกำหนดนามรูปอย่างอื่น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2548 , 10:38:00 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org