มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


...วิธีรูปนั่ง...




...วิธีรูปนั่ง...


การนั่งเพื่อจะกระทำกิเลสให้เบาบางจนหมดไปในที่สุดนั้น การนั่งของเราก็จะต้องประกอบไปด้วยความรู้เสมอ โดยเฉพาะรู้จักรูปนั่งและรู้สึกในอาการนั่งได้ตรงต่อความจริงนั่นเอง พี่เณรจึงขอนำเสนอ วิธีกำหนด หรือดูรูปนั่งครับคือ..


เมื่อนั่งอยู่แล้ว ก็สำรวมกายอยู่ในท่านั่งหรืออาการนั่งนั่น คือนั่งนิ่ง นั่งเฉยๆ ท่าทางที่นั่งนั้นมีหลายท่า จะนั่งอยู่ในท่าไหนก็ได้ อาจจะนั่งพับเพียบหรือห้อยเท้าหรือนั่ง เหยียดเท้า จะนั่งอยู่ในท่าไหนก็ตามได้ทั้งนั้น

จงนั่งนิ่งๆ ตามสบาย โดยไม่ต้องเกร็งตัวหรือทำตัวให้ผิดปกติอะไรทั้งสิ้น และอย่าทำใจ ว่าจะต้องนั่งให้เรียบร้อยเพื่อรู้รูปนั่ง หรืออย่าทำใจว่าจะต้องนั่งให้เรียบร้อยเพื่อรู้รูปนั่ง หรือตั้งใจว่าจะนั่งเพื่อทำวิปัสสนาอย่างนี้ ก็ไม่ได้ เพราะการทำนั้นก็ทำด้วยกิเลสและทำเพื่อกิเลส

เรื่องนี้ต้องระวังอย่าให้เป็นไปเพื่อกิเลส เมื่อสำรวจกายอยู่ในท่านั้นตามปกติแล้ว จะหลับตาหรือจะลืมตาก็ได้ (แต่ทางที่ดีใหม่ๆ นี้ควรหลับตาเพื่อช่วยปิดทวาร คือ ทางของจิตไปรับรู้อารมณ์ภายนอกได้อีกทางหนึ่ง) แล้วทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ระลึกอยู่ในท่าที่นั่งอาการที่นั่ง นั้น ว่ากำลังรู้รูปนั่ง

อย่าคิดอยู่ในใจ รู้อยู่ในใจ ว่ารู้รูปนั่งๆอย่างนี้ใช้ไม่ได้

โดย พี่เณร [20 ก.ค. 2548 , 08:44:22 น.] ( IP = 61.91.76.231 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1

คำว่า.. ระลึกรู้ในท่าที่นั่งในอาการที่นั่งในที่นี้หมายถึง ใจต้องรู้ในท่าที่นั่งในอาการที่นั่งนั้น พร้อมกับทำความรู้สึกตัวว่า..... กำลังรู้รูปนั่ง รู้ด้วยใจ เอาใจไปรู้ในท่าทางที่นั่งหรือ อาการที่นั่งนั้นพร้อมกับกำหนดรู้ว่า กำลังรู้รูปนั่ง

คำว่า กำหนดพิจารณารู้ต่างๆ เหล่านี้ ขอให้เข้าใจว่าหมายถึง คำเดียวกัน สิ่งเดียวกัน

ดังนั้นคำว่า.... รู้รูปนั่ง รู้รูปนอน รู้รูปยืน รู้รูปเดิน คือ รู้ด้วยใจออกไปรู้ ไม่ใช่ดูด้วยตา ถ้าดูด้วยตาก็ต้องลืมตาดูจึงจะเห็น...แต่ถ้ารู้ด้วยใจไม่ต้องลืมตาดู ก็รู้ จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้ เป็นการเห็นด้วยใจ รู้ด้วยใจ

เพราะฉะนั้น “รู้รูปนั่ง” คือใจไปรู้ในอาการหรือท่าทางที่นั่งแล้วกำหนดรู้ว่า... กำลังรู้รูปนั่ง ซึ่งในขณะที่นั่งอยู่ต้องมี ความรู้สึกตัวรู้อยู่ในท่าที่นั่งนั้น พร้อมกับกำหนดรู้ว่า... กำลังดูรูปนั่ง ทำอย่างนี้ กำหนดย่างนี้ เรียกว่า รู้รูปนั่ง

โดย พี่เณร [20 ก.ค. 2548 , 08:49:45 น.] ( IP = 61.91.76.231 : : )


  สลักธรรม 2

ถ้าจะถามว่า.. รู้ว่าเป็นรูปนั่งกับนึกว่าเป็นรูปนั่งจะต่างกันหรือไม่ อย่างไร ปัญหานี้ตอบว่า รู้ว่าเป็นรูปนั่งนั้นคือ ผู้ปฏิบัติมีความรู้สึกออกไปรู้อาการที่นั่งหรือท่าที่นั่งนั้นว่าเป็นรูปนั่ง ส่วนนึกว่าเป็นรูปนั่ง ๆ นั้น ผู้ปฏิบัติไม่มีความรู้สึกไปรู้อาการหรือท่าทางที่นั่งนั้น < ได้แต่นึกว่ารูปนั่งๆ อยู่ในใจเท่านั้น ใจไม่ได้ออกไปรู้ในอาการหรือท่าทางที่นั่งนั้น ได้แต่นึกว่านั่ง ๆ อยู่ในใจเท่านั้น ใจไม่ได้ออกไปรู้ในอาการหรือท่าทางที่นั่งนั้นเลย

ในขณะปฏิบัติอยู่เช่นนี้ เมื่อกล่าว โดยสภาวธรรม จะมีสติ ทำหน้าที่ระลึกรู้อยู่ในท่าที่นั่งในอาการนั่งนั้น รู้ว่าเป็นรูปนั่ง และมีวิริยะ คือความเพียรกำหนด รู้บ่อยๆ นั่นเอง จำไว้ว่า.. ต้องมีสติระลึกรู้ ในท่าทางหรือในอาการนั่งแล้วมีสัมปชัญญะ คือปัญญารู้ว่าเป็นรูปนั่ง กำลังรู้รูปนั่ง

เมื่อกล่าวโดยภาษาไทยเขาใจง่ายๆ ก็คือ รู้ด้วยใจ เอาใจ ออกไปรู้ในท่าทางที่นั่ง ในอาการที่นั่งนั้น พร้อมกับกำหนดรู้ ว่า...รูปนั่ง. กำลังรู้รูปนั่ง ทำอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ประคองจิต ให้มีความรู้สึกอยู่กับรูปนั่ง ถ้าใจหลุดไปจากรูปนั่งหรือตกไปจากรูปนั่ง ก็ดึงกลับมาทำความรู้สึกอยู่กับรูปนั่งใหม่

โดย พี่เณร [20 ก.ค. 2548 , 08:55:01 น.] ( IP = 61.91.76.231 : : )


  สลักธรรม 3

จะรู้ได้อย่างไรว่าจิตตกไปจากรูปนั่งแล้ว หรือจิตหลุดไปจากรูปนั่งแล้ว

จะรู้ได้ว่า จิตตกไปจากรูปนั่ง หลุดไปจากรูปนั่งคือ ใจไม่ได้รู้ในอาการนั่งในท่าทางที่นั่ง แต่ใจคิดเอื้อมไปในเรื่องต่างๆ คิดถึงคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือใจเกิดเห็นอะไรต่อไปในขณะนั้น ซึ่งเรียกว่า ฟุ้งซ่าน

ถ้ามีอาการดังกล่าว ต้องมีสติระลึกรู้ทันที่ว่าขณะนี้ จิตตกไปจากอารมณ์ปัจจุบัน คือ รูปนั่งแล้ว ต้องทิ้งนิมิตนั้นหรือฟุ้งนั้นกลับมาทำความรู้สึกอยู่ในอาการนั่งท่าทาง ที่นั่งนั้นใหม่พร้อมกับกำหนดรู้ว่า.... กำลังรู้รูปนั่ง

ถ้าจะขยับส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น แขน ขา หรือเกิดอาการคันขึ้นที่ใดที่หนึ่งขึ้นมาก็ให้กำหนดรู้ว่า..... รูปนั่งเป็น ทุกข์ จะขยับเพื่อแก้ทุกข์ จะเกาเพื่อแก้ทุกข์ต้องกำหนดรู้ อย่างนี้เสียก่อนแล้วจึงเกา จึงขยับ เมื่อเกาหรือขยับแล้วก็กลับมาระลึกรู้อยู่ในอาการนั่ง ในท่านั่งใหม่ พร้อมกับกำหนดรู้ว่า... กำลังดูรูปนั่งๆ เรื่อยไป

อย่าลืมนะครับว่า.. ถ้านั่งอยู่ใจจะต้องออกไปรู้ในท่าทางใน อาการนั่งนั้น พร้อมกับกำหนดรู้ว่า.. กำลังรู้รูปนั่งๆ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า “รู้รูปนั่ง”

เมื่อนั่งเมื่อยแล้ว ต้องการจะเปลี่ยนเป็นยืน ก็กำหนดรู้ว่ารูปนั่งเป็นทุกข์เสียแล้ว จำเป็นต้องยืนเพื่อแก้ทุกข์ แล้วจึงยืน เมื่อยืนแล้วก็รู้รูปยืนต่อไป หรือจะเปลี่ยนเป็นเดินก็รู้รูปเดินไป หรือจะเปลี่ยนเป็นนอนก็รู้รูปนอนต่อไปครับ

วันนี้พี่เณรขอเสนอเพียงการวิธีการดูรูปนั่งเท่านั้นนะครับ และจะมาบอกวิธีดูรูปอื่นต่อไปคราวหน้าครับ..

สวัสดีครับ

โดย พี่เณร [20 ก.ค. 2548 , 09:04:34 น.] ( IP = 61.91.76.231 : : )


  สลักธรรม 4


สวัสดีคร้าบพี่เณรผู้ใจดี
วันนี้เณรจิ๋วได้เข้ามานั่งเรียนคนแรกเลยคร้าบ ดีใจจัง ดีใจจัง ... (ปกติเข้าเรียนสายตลอดเลย)
การรู้ว่าเป็นรูปนั่งกับการนึกว่าเป็นรูปนั่งต่างกันตรงอาการที่รู้อยู่ที่ใจอย่างนี้นี่เอง
เณรจิ๋วอ่านไปถึงตอนท้ายแล้วมีข้อสงสัยอยู่นิ้ดดดนึงครับพี่เณร ที่พี่เณรบอกว่า


"กำหนดรู้ ว่า...รูปนั่ง. กำลังรู้รูปนั่ง ทำอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ประคองจิต ให้มีความรู้สึกอยู่กับรูปนั่ง ถ้าใจหลุดไปจากรูปนั่งหรือตกไปจากรูปนั่ง ก็ดึงกลับมาทำความรู้สึกอยู่กับรูปนั่งใหม่"


เณรจิ๋วอ่านแล้วก็เลยเกิดสงสัยขึ้นมาว่าถ้าเราประคองจิตไม่ให้ตกไปจากรูปนั่งไปตลอดจะกลายเป็นสมาธิไปหรือเปล่าครับ


เวลาปฏิบัติเณรจิ๋วจะมีอาการนึงที่เป็นอยู่เสมอ
คือเมื่อรู้ในอารมณ์ต่างๆแล้วมักจะกลับมากำหนดรู้ที่ลมหายใจ (รู้สึกว่ามีลมมากระทบกับจมูก)อยู่เสมอๆโดยไม่ได้ตั้งใจ และก็มักจะกำหนดรู้ลมหายใจไปอย่างนี้จนมีอารมณ์อธิบดีใหม่เข้ามากระทบอีกครั้ง แล้วก็จะกลับมาที่ลมหายใจอีก เหมือนกับมีฐานตั้งอยู่ที่ลมหายใจในลักษณะอาการคล้ายๆกับที่พี่เณรให้กลับมากำหนดรู้ที่รูปนั่งอยู่เสมอๆน่ะครับ
เณรจิ๋วเลยสงสัยว่าไม่ทราบว่าการทำเช่นนี้จัดเป็นสมาธิหรือเปล่าครับพี่เณร และเณรจิ๋วควรจะแก้ไขอย่างไรครับ

โดย เณรจิ๋ว [20 ก.ค. 2548 , 11:10:25 น.] ( IP = 161.200.255.163 : : 161.200.50.116 )


  สลักธรรม 5

ใช้เวลาอ่านนานมากเลยค่ะ ...อ่านแล้วก็ลองปฏิบัติตามที่พี่เณรบอกมาทีละขั้น.....รู้ที่ใจ แล้วก็อยู่กับการรู้รูปนั่ง..เหมือนเป็นการสังเกตที่เข้มข้นขึ้นเข้าไปอีก...พบเห็นความขาดสติและข้ามขั้นตอนในการปฏิบัติที่ผ่านมาหลายๆอย่าง...โดยเฉพาะการที่ไม่ได้กำหนดรู้ว่า..... รูปนั่งเป็นทุกข์ จะขยับเพื่อแก้ทุกข์ ...

อย่างนี้นี่เองจึงฟุ้งซ่านไปได้เรื่อยๆ ...ขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ ..และจะพยายามอ่านทบทวนอีกครั้งเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ค. 2548 , 13:36:57 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6

สวัสดีตอนบ่ายครับเณรจิ๋วและน้องกิ้ฟ

น่ารักจังเลยที่เข้ามาอ่านแล้ว ยังมีข้อสงสัยต่อมา เป็นเรื่องดีมากเลยครับเณรจิ๋ว ที่สามารถสำรวจตรวจดูตนเองว่าที่ทำนั้นเป็นอย่างไร และพี่เณร นำเสนอนั้นเป็นอย่างไร..

ครับผมการที่พี่เณณใช้คำจำกัดความว่า.."กำหนดรู้ ว่า...รูปนั่ง. กำลังรู้รูปนั่ง ทำอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ประคองจิต ให้มีความรู้สึกอยู่กับรูปนั่ง ถ้าใจหลุดไปจากรูปนั่งหรือตกไปจากรูปนั่ง ก็ดึงกลับมาทำความรู้สึกอยู่กับรูปนั่งใหม่" ผิดกับข้อห้ามที่ว่า..อย่าประคองอิริยาบถนะครับ เพราะการประคองอิริยาบถนั้น เป็นการกระทำที่ผิดปกติไปจากความจริง ด้วยเพราะมีความต้องการเข้าอาศัยแล้ว

ส่วนที่ว่า..ต้องคอยประคองจิตมิให้ตกไปจากนามรูปนั้น ก็คือการมีความสังวรระวังจิตนะครับ ไม่ใช่เป็นเหตุให้จิตตกไปจากปัจจุบันนะครับเณรจิ๋ว แต่กลับเป็นการกระทำให้จิตนั้นมุ่งอยู่กับปัจจุบันนามรูปนะครับ เพราะธรรมชาติของจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ไงครับ และที่นี้ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อ มีนามหรือรูปเป็นอารมณ์ของจิตเท่านั้น..

และในเมื่อนามเอง รูปเองก็มีสภาพธรรมะอยู่ จึงต้องเพียรรู้อยู่ในรูปนั้น นามนั้นเสมอๆนั่นเองครับ เพื่ออะไรเล่า ก็เพื่อจะได้เห็นความจริงของ รูปของนามไปทีละขั้นตามปัญญาที่เกิดรู้นั่นเองครับเณรจิ๋ว

โดย พี่เณร [20 ก.ค. 2548 , 14:55:37 น.] ( IP = 61.91.150.81 : : )


  สลักธรรม 7

และที่เณรจิ๋วบอกมาว่า.. เมื่อรู้ในอารมณ์ต่างๆแล้วมักจะกลับมากำหนดรู้ที่ลมหายใจนั้นนะครับไม่ผิดหรอกครับเณรจิ๋ว เพราะในการปฏิบัติธรรมนั้น เราต่างเคยกระทำมากันแล้วในอดีต บางคนอาจจะเคยชินกับการดูลมหายใจ บางคนดูถนัดในอิริยาบถ และบางคนก็สามารถดูตามเวทนาต่างๆได้ ก็เนื่องจากที่ตนเคยสันทัดมาทั้งนั้น ไม่เป็นปัญหาหรอกครับเณรจิ๋ว ขอเพียงแต่ให้รู้อาการนั้นๆถูกจริงเท่านั้นครับ เช่นรู้ว่าสิ่งที่กระทบสั้นยาวนั้น..นามรู้ ไม่ใช่เรารู้ก็เพียงพอแล้วครับ เพราะขณะที่รู้เช่นนั้นเป็นการถ่ายถอนความเห็นผิดว่าเรารู้ออกไปไงครับ

และการตามรู้ในอารมณ์ที่มาปรากฏชัดๆ (อธิบดีอารมณ์)นั้น ก้ถูกอีกแระครับ เพราะความปรากฏเด่นชัดนี้นี่แระ จัดเป็นหัวขบวนของรถจักรที่จะลากความรู้หรือความไม่รู้มาสู่ชีวิตนะครับ ถ้าเกิดรู้ได้เสมอๆนั้นพี่เณรก็ต้องบอกว่าดีแล้วครับและขอเติมไว้ว่า...

อย่าลืมว่าจะตัดสินว่าอารมณ์กรรมฐานดีแล้วหรือไม่ต้องดูที่โยนิโสมนสิการนะครับ ..และผู้ปฏิบัติเองนั่นแระจะต้องตนเองได้ว่าตนเองมีโยนิโสมากน้อยขนาดใดครับ เพราะตนเองย่อมรู้ว่าตนเองกำหนดอย่างไรไปครับเณรจิ๋ว..

พี่เณรก็ดีใจจัง..ที่เณรจิ๋วเข้ามาอ่านและที่สำคัญคนแรกเลย แล้วเป็นแบบนี้บ่อยๆนะคร๊าบบบ

โดย พี่เณร [20 ก.ค. 2548 , 15:11:36 น.] ( IP = 61.91.150.81 : : )


  สลักธรรม 8

สำหรับน้องกิ้ฟ พี่เณรขออนุโมทนาสาธุนะครับ ที่ลองระลึกตามที่พี่เณรเสนอหลักไว้นั้น ใช่ครับการดูรูปนามนั้น ถ้าจะให้เกิดประโยชน์จริงและเร็วในการรู้นามรูปปริเฉทญาณนั้น ต้องกำหนดถูกด้วย กำหนดชัดไปที่รูปหรือที่นามด้วยครับ เพราะสภาพอัตตานั้นทำให้เราหลงในความเป็นเรามาเนิ้นนานแล้ว

ดังนั้นการแก้ไข หรือจะกระทำให้ปัญญาเกิดรู้ทั่วได้นั้น การกำหนดต้องดีต้องถูกทั่วเช่นกันครับน้องกิ้ฟ อย่างไรพี่เณรก็เป็นกำลังใจให้เสมอในการเดินทางรื้อสัญญา..เพื่อละสังโยชน์นะคร๊าบบ

โดย พี่เณร [20 ก.ค. 2548 , 15:20:48 น.] ( IP = 61.91.150.81 : : )


  สลักธรรม 9


สวัสดีอีกครั้งคร้าบพี่เณร
พี่เณรเข้ามาตอบเณรจิ๋วได้รวดเร็วทันใจและชัดเจนดีจังเลย
เณรจิ๋วได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนจากพี่เณรแล้วทำให้เข้าใจสภาพการกำหนดรู้ขึ้นมากเยอะเลยครับ
เณรจิ๋วขอกราบงามๆขอบพระคุณพี่เณรผู้ใจดีไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
... ขอบพระคุณครับ ...

โดย เณรจิ๋ว [20 ก.ค. 2548 , 16:12:45 น.] ( IP = 161.200.255.163 : : 161.200.50.116 )


  สลักธรรม 10

กลับมาถึงบ้าน มาอ่านอีกครั้งและก็ได้กำไรที่พี่เณรเข้ามาตอบทั้งยังแถมกำลังใจไว้อีกด้วยค่ะ

....การขาดช่วง ไม่มีสติติดตามดูอยู่ตลอดเวลานี่ ทำให้ยากที่จะพบความต่างระหว่างนามกับรูปเลยนะคะ... ที่เคยคิดว่า กำหนดละเอียดและถูกต้องดีแล้ว มาอ่านตรงนี้ต้องยอมรับเลยว่า ..ที่ผ่านมายังละเว้นเป็นจุดไข่ปลาไว้อีกมาก..เวลานั่งแล้วเมื่อย ก็กำหนดอยู่เพียงนามรู้สึกหรือนามทุกข์เฉพาะที่เท่านั้น ซึ่งละเลยการกำหนดว่ารูปนั่งนี้เป็นทุกข์..จึงต้องเปลี่ยนท่า...ที่หมายถึงอิริยาบถทางกาย

ขอบพระคุณพี่เณรอีกครั้งค่ะ ..แล้วคืนนี้จะลองสำรวจและฝึกหัดการกระทำของตนเองอีกสักระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ถูกทั่ว

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ก.ค. 2548 , 16:25:59 น.] ( IP = 202.183.134.110 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org