| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้วงแห่งความทรงจำที่งดงาม (๓)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
อาณาบริเวณของป่าสวนกวางหรือป่าอิสิปตนมฤคทายในวันนั้น กว้างขวาง ไม่มีไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอาณาบริเวณให้กีดขวางสายตา ธัมเมกขสถูปอันเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานที่แสดงปฐมเทศนาจึงปรากฏเด่นชัดในสายตาของทุกคน
....ในอดีตกาล ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธ พระมหาบุรุษทรงรำพึงถึงความลึกซึ้งของพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ ว่าเป็นของยากยิ่งที่เหล่าสัตว์จะตรัสรู้ตามได้ แต่ด้วยพระราชหฤทัยที่ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงตรวจตราเหล่าสัตว์ด้วยพุทธจักษุแล้วพบว่า
เหล่าสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีอินทรีย์คือศรัทธาเป็นต้นแก่กล้าก็มี .... ปานกลางก็มี .... อ่อนก็มี .. ไม่ต่างอะไรไปจากบัวสี่เหล่า ....
จึงทรงรับคำอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหม ที่จะประทานพระธรรมเทศนา อบรมหมู่สัตว์ ให้เกิดดวงปัญญาหยั่งรู้ตาม และข้ามพ้นสังสารวัฏ ได้สมตามมโนรถที่พระองค์ทรงมีเจตนามานับอสงไขย เพื่อเกื้อกูลรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้เข้าสู่พระนิพพาน...
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:06:29 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 2
.....เวลาเช้าของวันจาตุททสี ดิถีขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ พระผู้มีพระภาคเสด็จด้วยพระบาทเปล่าจากอุรุเวลาเสนานิคมไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี .... ปัญจวัคคีย์เมื่อพบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกลับแสดงถ้อยคำตีเสมอ
..... ฯ ดูกร ปัญจวัคคีย์ บัดนี้ ตถาคตได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ตถาคตมาก็เพื่อแสดงธรรมแก่เธอทั้ง ๕ เธอจงตั้งใจฟังและปฏิบัติตามคำของตถาคต ในไม่ช้าเธอก็จะได้ตรัสรู้ตามฯ ....
..... ดิถีเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ ... ณ เบื้องหน้าปัญจวัคคีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทรงแสดงทางที่บรรพชิตไม่ควรส้องเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ทรงแสดงทางที่พระองค์ทรงปฏิบัติคือ มัชฌิมาปฏิปทา และธรรมะที่ได้ตรัสรู้คืออริยสัจจ์ ๔ ....
ครั้นพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงจบลง "ธรรมจักษุ" คือ ดวงตาอันเห็นธรรม ได้บังเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านโกณฑัญญะ ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา"
.....พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานว่า อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ .... ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ... พระโกณฑัญญะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันเพียงผู้เดียวในขณะนั้น
.... พระรัตนตรัยได้บังเกิดขึ้นครบเป็นครั้งแรก ... กงล้อธรรมจักรแห่งพระบรมศาสดาได้เริ่มต้นหมุนทวนอวิชชา ตัณหา ฯ ทำลายสังสารวัฏอันรกชัฎ ... และประดิษฐานพุทธจักรขึ้นแล้วด้วยพระธรรมเทศนาอันเป็นปฐม...
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:07:28 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 3
ท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นรมย์ของสถานที่ การเดินชมโบราณสถานไปพร้อมกับการฟังคำบรรยายของพระวิทยากรนั้น ก่อให้เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง... จากบริเวณด้านหน้าของป่าสวนกวาง .... ไปสู่เสาหินของพระเจ้าอโศก .... ตลอดจนเส้นทางที่ยสะกุลบุตรเดินมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในยามราตรี ....
ขบวนของเราเคลื่อนตัวไปด้วยความสงบเรียบร้อย และเมื่อมาถึงด้านหน้ามูลคันธกุฎีของพระบรมศาสดา ท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรได้นำทุกคนสวดมนตร์บูชาพระรัตนตรัย และกล่าวคำนมัสการพุทธสถานอย่างพร้อมเพรียง
....จากการปูพื้นจิตใจให้อยู่ในกุศลด้วยการสวดมนตร์ ประกอบกับการคิดคำนึงทบทวนถึงความสำคัญของสถานที่ ทำให้จิตใจที่ค่อนข้างโทโสกลับกลายมาเป็นความร่มเย็น อันประกอบไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นทวีคูณ
...แต่ลำพังความเลื่อมใสศรัทธาเพียงประการเดียวนั้น ไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงให้เกิดแก่ตนเองได้ การนำความเลื่อมใสศรัทธามาประพฤติปฏิบัตินั้นต่างหาก จึงจะนำไปสู่ความสัมฤทธิ์ได้
....ลำพังเพียงการประนมมือตั้งใจอธิษฐาน ก็ไม่อาจก่อผลสำเร็จได้หากไม่ลงมือกระทำอย่างจริงจัง
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:08:21 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 4
..... เท้าที่ก้าวไปแต่ละก้าว ล้วนมีเป้าหมายไปสู่จุดเดียวกันคือ พระมหาสถูปที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ..ยิ่งเดินเข้าไปหาก็ยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แห่งพระมหาสถูปนั้นอย่างชัดเจน
....เมื่อเดินถึงจุดหมายและได้นั่งเรียงรายอยู่พร้อมหน้า บนพื้นหญ้าบริเวณรอบธัมเมกขสถูปแล้ว ความยิ่งใหญ่โอฬารแห่งพระมหาสถูป ยิ่งยึดครองสายตาของทุกผู้คนให้จับจ้องมองราวกับต้องมนตร์
.... สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า นอกจากจะเป็นการสร้างขึ้นด้วยความเลื่อมใสศรัทธาหมายจะให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์แล้ว พระมหาสถูปนี้ยังเป็นสักขีพยานที่ยืนยันว่า ณ ที่ตรงนี้ได้บังเกิดพระรัตนตรัยครบองค์สามเป็นครั้งแรก
ณ ที่ตรงนี้พระอัญญาโกณฑัญญะได้เป็นผู้รับรองและยืนยันพระสัมมาสัมโพธิญาณที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ว่าเป็นญาณทัสสนะอันประสเริฐยิ่ง และเป็นเครื่องนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ....
ณ ที่ตรงนี้ปุถุชนคนสามัญได้บังเกิดเป็นอริยบุคคลแล้วในโลก .....ดอกบัวแห่งสัพพัญญุตญาณได้เบิกบานตามมาเป็นดอกแรกแล้ว ณ ตรงนี้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:10:17 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 5
..... ท่ามกลางการจับจ้องมองด้วยความเลื่อมใสศรัทธา อาจารย์บุษกรได้กล่าวเป็นคติเตือนใจขึ้นว่า .... สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้ คือ การบ่งบอกว่าผู้ที่เข้าถึงธรรมแล้วย่อมเป็นใหญ่ในทุกกาล ธัมเมกขสถูปอันยิ่งใหญ่นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้ที่เข้าถึงธรรม
......เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว เราก็ต้องพยายามเข้าถึงธรรมให้ได้ด้วยการศึกษาและการปฏิบัติ ...ให้พยายามจดจำและทำความเข้าใจว่า ผู้รู้ธรรมกับการเดินทางเข้าถึงธรรมเป็นของคู่กัน ...... ผู้ไม่รู้ธรรมทำอย่างไรก็ไม่ถึงธรรม ........ ผู้รู้ธรรมย่อมไม่ปฏิเสธธรรมใดทั้งดีและชั่ว ผู้รู้ธรรมเพียงแต่กำหนดรู้และยินดีที่จะเป็นผู้รู้อย่างนี้ต่อไป
.......และจงปล่อยใจจากความรำคาญในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยรอบข้าง เพียรตั้งต้นเสียใหม่ว่า...... เราโชคดีแล้วที่ได้เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ และขอความโชคดีนี้จงยังประโยชน์ให้แก่เราต่อไป ให้มีโอกาสได้ศึกษาธรรมโดยเฉพาะพระอภิธรรม
เพราะพระอภิธรรมเปรียบประดุจไม้บรรทัด ที่จะวัดชีวิตของเราให้ถูกต้องตรงตามความจริง.... มองไปที่ธัมเมกขสถูปแล้วจับอารมณ์ส่งใจไปว่า เราต้องเข้าถึงความยิ่งใหญ่นี้ให้ได้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:10:45 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 6
... และก่อนที่เราทั้งหลายจะสวดมนตร์บทพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ขอให้ความรู้ในมุมที่แตกต่างไปจากพระวิทยากรและท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรว่า
กว่าที่พระพุทธองค์จะทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นการประกาศทางที่ควรดำเนินของบรรพชิต คือ มัชฌิมาปฏิปทา , สัจจะ ๔, รอบ ๓ (สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ) และอาการ ๑๒ ให้ปรากฏ พระองค์ต้องใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปป์เสียสละชีวิตบำเพ็ญบารมีเพื่อค้นหาทางที่ควรปฏิบัติ และมาบอกให้พวกเราทั้งหลายรู้ในสิ่งที่ควรรู้
..... มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางแห่งมรรคอันมีองค์ ๘ อันมีสัมมาทิฎฐิเป็นเบื้องต้น และสัมมาสมาธิเป็นที่สุด การที่ทรงเริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐิก็เพราะว่า ปกติของปุถุชนนั้นมีความเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง เห็นตามความคิดของตนเองว่า เป็นตัวเรา เป็นของเรา ฯ
ว่า "ความจริง" มี ๓ อย่าง คือ จริงของเรา จริงของเขา และจริงของพระพุทธเจ้า จริงของเรากับจริงของเขานั้น อาจไม่ตรงกันและไม่ใช่เรื่องจริง แต่จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจริงตามพระปรมัตถ์...
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:11:41 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 7![]()
.... สัจจะ ๔ คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะทุกขสัจจะ คือ สิ่งที่ทนได้ยาก เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เราไม่รู้จัก สมุทัยสัจจะ คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหาทั้งสาม (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) นิโรธสัจจะ คือ ความสิ้นสุดทุกข์ ความดับตัณหาทั้งสาม หรือนิพพาน มรรคสัจจะ คือ ทางเดินไปสู่ความสิ้นสุดทุกข์อันประกอบไปด้วยองค์ ๘
..... รอบ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ สัจจญาณ คือ ความรู้ในสัจจะว่ามีอยู่จริง กิจจญาณ คือ ความรู้ในกิจหรือหน้าที่ที่พึงกระทำ กตญาณ คือ ความรู้ว่าได้กรทำกิจนั้นสำเร็จแล้ว
.... อาการ ๑๒ คือ รอบทั้งสามที่หมุนไปในสัจจะ ๔ เพื่อทำลายองค์ ๑๒ ของปฏิจจสมุปบาท อันได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ .... ชรา-มรณะ.....พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ทรงตรัสรู้นั้น จะต้องรู้แจ้งในสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ....และในพระธัมมจักฯ
นอกจากจะมีมรรค ๘ เป็นหัวใจแล้ว จะต้องรู้อาการหมุนไปโดยรอบของญาณทั้ง ๓ เพื่อทำลายปฏิจจสมุปบาท ...เพราะมีอวิชชา... จึงไม่รู้ว่าเหตุนี้ทำให้เกิดผลอะไร ...ไม่รู้ว่าผลนี้เกิดมาจากเหตุอะไร ... ไม่รู้อดีตอนาคตฯ เราจึงต้องเกิดกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วนจนถึงวันนี้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:12:10 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 8
.... พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ อาจจะมีบารมีไม่ถึงพระศรีอาริยเมตไตรย แต่เราก็มีความหวังอยู่ว่า เราจะต้องทำดีที่สุด ..ทำดีที่สุดทำอย่างไร? ...คือทำตามหน้าที่ที่พระพุทธเจ้าสั่ง ชีวิตของเรามีความทุกข์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะเราหลงติดสุข เราจึงไม่เห็นทุกข์
...ขณะที่เรานั่งนานๆ ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ประเทศไหน ก็จะต้องมีความเมื่อยเกิดขึ้น ...ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนเราต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่นฯ ... ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนเราก็ต้องพบกับอสุภะ คือ ขี้มูก ขี้ตา อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อไคลฯ
สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องแก้ไข แต่เราไม่รู้ว่า เราทำไปเพราะอะไร? เราไม่รู้ว่าเราเปลี่ยนอิริยาบถเพราะอะไร? เราไม่รู้ว่าเราชำระล้างสิ่งโสโครกเพราะอะไร? ...อาจเป็นเพราะความเคยชินจึงทำให้เราไม่มีมโนสำนึกหรือสัมมาทิฏฐิเข้าไปรู้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์ เป็นอสุภะ...
.... ชีวิตของเราจึงควรมีเครื่องหมายคำถามแก่ชีวิตประจำวันไว้ทุกนาทีว่า ทำไปเพื่ออะไร?
....ทำไมเราต้องเกาหัว เพราะเราคัน "คัน" คือทุกข์ เราไม่พอใจในอาการนั้น คือทุกขเวทนา เราต้องยกมือขึ้นเกาตรงที่คันนั้น คือ สังขารทุกข์ และการเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดนั้น คือทุกขลักษณะ
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:12:29 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 9
..... กามตัณหา คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เรายินดีติดใจอยู่เสมอ ....แต่การที่เรากินเพื่อแก้ทุกข์มิใช่แก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน หรือการหาเพื่อแก้ทุกข์ ..อยู่เพื่อแก้ทุกข์...เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรเพื่อแก้อยากแล้ว ตัณหาก็จะไม่เกิดขึ้นขณะนั้นวิวัฏฏคามินีกุศลได้เกิดขึ้นทันที
..... กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน?
กิเลสเกิดขึ้นที่อารมณ์
อารมณ์คืออะไร?
อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้
ขณะที่จิตรู้อารมณ์นั่นแหละคือกิเลส
...พระนิพพานเป็นธรรมนอกโลก เมื่อรื้อสัญญาและละสังโยชน์เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์ที่ไม่มีกิเลส การกระทำต่างๆเป็นการกระทำที่ไม่มีเบื้องหลัง คืออาสวะต่างๆผลักดันให้เกิดขึ้น หรือมีกิเลสเป็นตัวชักนำ
แต่มีความจำเป็นต้องทำ จึงมีความเป็นไปด้วยกิริยาจิต การกระทำจึงไม่เป็นบุญ-บาป เพราะปราศจากเหตุ ๖ (กุศลเหตุ ๓, อกุศลเหตุ๓) มาปรุงแต่ง จึงไม่ก่อผลให้เป็นวิบาก
......ส่วนการกระทำของเรานั้นมีบุญ-บาปเกิดขึ้นสลับกันตลอดเวลา จึงนำไปสู่วิบากคือการเกิดขึ้นของรูปนามในภพชาติใหม่ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภาราหะเว ปัญจักขันธาฯ ...เมื่อใดมีเกิดเมื่อนั้นก็จะมีทุกข์ไปปรากฏเคียงข้างตลอดเวลา
....การดับกิเลสคือการดับการเกิด ...แต่เราจะต้องรู้จักหน้าตาของกิเลส จึงจะดับกิเลสได้ ....ความพอใจในการมีอำนาจเหนือกิเลสเรียกว่า ฉันทะ ซึ่งเป็นอิทธิบาท ซึ่งต่างกับ โลภะ ....โลภะ คือ ความอยากได้ ปรารถนาที่จะเป็นไปตามอำนาจของตัณหา แต่ฉันทะ คือ ความพอใจที่จะสิ้นไปจากอาสวะด้วยอำนาจของปัญญา
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:12:54 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : )
สลักธรรม 10
.... ขณะนี้เราเป็นเพียงผู้รู้ธรรม เราจึงต่ำเตี้ยเท่านี้ เมื่อใดที่เราถึงธรรม เราก็จะเข้าถึงความยิ่งใหญ่ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
.....ให้นึกถึงพระอัญญาโกณฑัญญะให้มาก เพราะถ้าไม่มีพระอัญญาโกณฑัญญะ มาเป็นผู้ยืนยันคำสอนของพระศาสดา เราก็จะไม่มีชีวิตที่มีปัญญาเช่นนี้
ภายใต้บรรยากาศยามอาทิตย์อัสดง ..ก่อนที่จะสิ้นสุดการกราบบูชาสังเวชนียสถานแห่งนี้ ..แสงอาทิตย์ลำแสงสุดท้ายได้ฉาบฉายกระจายสีต่างๆพรมพร่างท้องฟ้าที่ปราศจากหมู่เมฆ พลันที่อาจารย์บุษกรได้จบสิ้นการอธิษฐานเพียงลำพัง ดุจดังจะมีความอัศจรรย์เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อปรากฏเสี้ยวแห่งจันทราเคียงคู่อยู่กับดวงดาราอันสุกใสในทันทีด้านทิศตะวันตก
....อาจารย์บุษกรกล่าวให้ฟังว่า ที่อธิษฐานเมื่อสักครู่นี้ คือ การตั้งจิตถวายกุศลแด่พระครูศรีโชติญาณ ที่ในวันนี้ได้มีโอกาสกล่าวเรื่องราวของพระธัมมจักฯตามสภาวธรรมในฐานะศิษย์ของพระครูศรีโชติญาณ จึงขอถวายกุศลนี้ให้เป็นโอสถทิพย์เพื่อรักษาอาการอาพาธของพระครูศรีโชติญาณให้เบาบางจางหายคลายจากความทุกขเวทนา
ขอให้ท่านมีสติปัญญาไม่หลงลืมแม้จะอาพาธหนัก หากถึงกาลแห่งความสิ้นสุดก็ขอให้กุศลนี้จงน้อมนำให้ท่านมีสติไม่ทุกข์ทรมานจับอารมณ์ที่ดี จึงได้ตั้งใจและกราบอธิษฐานไว้ ณ ที่นี้.... และชาตินี้ได้ตั้งใจว่า จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ด้วยชีวิต
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [21 ก.ค. 2548 , 00:13:27 น.] ( IP = 202.183.134.235 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |