มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เราเกิดมาทำไม




ฅนเราเกิดมาทำไม ... คำถามนี้คงมีฅนเคยถามมาแล้วเป็นล้านๆ ครั้ง และคงมีฅนตอบมาแล้วนับไม่ถ้วน... แต่... วานผู้รู้ช่วยตอบทีเถอะค่ะ... บางทีก็รู้สึกว่ารู้... แต่บางทีก็มืดมนเหลือเกิน... ทั้งๆ ที่รู้แต่จิตก็หดหู่ยามมีอะไรมากระทบ... จิตกระเพื่อมยามอารมณ์ผันแปรไปตามสิ่งรอบข้าง... ทำไมถึงน่าเบื่อแบบนี้หนอ... เวลามีความสุข มันก็เหมือนกับไม่ใช่ เพราะมันไม่สุขจริง... แล้วความสุขจริงๆ แบบที่ไม่ต้องมีความทุกข์มาเจือปนก็ยากเหลือเกินที่จะทำให้ปรากฏได้... ชีวิต... เราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่นะ... วานตอบทีเถอะค่ะ

โดย ling (dhling) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ก.ค. 2548 , 21:22:14 น.] ( IP = 210.4.139.129 : : 10.100.150.27 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ชีวิตเป็นอะไรที่ไม่มีใครรู้ ถ้ารู้ก็ไม่ใช่ชีวิตแล้วไงคะ ไม่งั้นคงไม่มีการถามนับครั้งไม่ถ้วนอย่างนี้ใช่มะฮะ

เรารู้ได้เพียงพฤติกรรมของชีวิต ที่คุณ ling กล่าวถึงก็เป็นพฤติกรรมที่หนีไม่พ้นของชีวิตเช่นกัน

...บางทีก็รู้สึกว่ารู้... แต่บางทีก็มืดมน...ทั้งๆ ที่รู้ แต่ก็หดหู่ยามมีอะไรมากระทบ... จิตกระเพื่อมผันแปรไปตามสิ่งรอบข้าง... น่าเบื่อ... เวลามีความสุข มันก็ไม่สุขจริง...


ส่วนมากเราได้แต่ถาม ได้แต่บ่นไปวัน ๆ ว่าทุกข์จริงหนอ สุขจริงหนอ อยากพ้นทุกข์จริงหนอ ตามที่ได้ยินคนอื่นเขา พูด ๆ กัน แต่ไม่ได้ตั้งใจจะตามล่าหาความจริงอย่างที่บ่นไว้หรอก พอประสบเหตุพอใจ ความเห็นผิดสอนให้เรายึดความสุข-ความทุกข์นั้นว่าเป็นของดี มีสาระ แล้วเราก็หลงไปกับความเห็นผิดเหล่านั้น จนลืมไปแล้วว่าเรากำลังหาทางพ้นจากชีวิต และสิ่งที่ทำนั้น ใช่ทางหรือไม่

พอมีคนชักชวนว่ามานี่แหนะ จะบอกวิธีพ้นทุกข์ให้ เราก็ถือมงคลตื่นข่าวตามเขาไป ก็ไปได้สังคมใหม่มาแทน ไม่ได้วิธีพ้นทุกข์

หรือ มีคนแนะนำให้ศึกษาพระอภิธรรม ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็เรียนอยู่พักนึง ยังไม่ทันรู้จักองค์ธรรมดีพอ ความสงสัยเราก็ชวนให้เลิกเรียนเลิกทำละ หาว่ายากไม่ใช่ทางที่สุข ชวนไปดูหนังฟังเพลงหาอารมณ์สุขดีกว่า

เราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ : เราถูกความไม่รู้(อวิชชา)และตัณหาประกบหน้าประกบหลัง ชวนให้เกิดมาเพื่อเดินวนเวียนย่ำอยู่ในวงจรของกิเลส- กรรม-วิบาก

จะได้ไม่ต้องตายจริง ๆ ค่ะ

โดย น้องถ้วย [1 ส.ค. 2548 , 10:33:40 น.] ( IP = 61.91.115.52 : : )


  สลักธรรม 2

เหตุที่คนเราเกิดมามี 3 อย่าง คือ เพื่อ ชดใช้ แก้ไข และ เรียนรู้
การชดใช้คือชดใช้วิบากกรรมของเราเองที่ได้เคยกระทำไว้ทางกาย วาจา และใจในอดีตที่ผ่านมา อาจจะได้รับผลเป็นในทางที่ดีและไม่ดี ซึ่งวิบาก หรือแปลว่าผลที่สุกงอมนี้ จะมากระทบทางอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสของเราเอง เช่น ถ้าเราเคยด่าใครในอดีต ในชาตินี้เราก็ต้องได้รับเศษกรรมคือได้ยินเสียงด่ามากระทบหู ทำให้เราเป็นทุกข์ใจ และการชดใช้นี้ยังมีสถานที่หรือภพภูมิที่เหมาะสมกับการชดใช้ด้วย เช่น มีนรกซึ่งเป็นภูมิที่ต้องชดใช้ด้วยความทุกข์ทรมานส่วนเดียว และ สวรรค์เป็นภูมิที่ชดใช้ด้วยความสุขส่วนเดียว

โดย Jubilee (Jubilee) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ส.ค. 2548 , 10:37:37 น.] ( IP = 58.11.37.34 : : )


  สลักธรรม 3


การแก้ไข คือ การต้องปรับตนเองให้เข้าสู่หนทางเดินที่ถูกต้อง โดยอาศัยวิบากกรรมเป็นเครื่องมือ ถ้าเราไม่มีวิบากกรรมมากระทบแล้วเราจะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราได้รับนั้นเป็นที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจเรา ปรกติวิบากกรรมที่ดีจะเป็นที่ปารถนาของคนทั่วไป แต่ข้อเสียของวิบากกรรมที่ดีคือทำให้คนตั้งอยู่ในความประมาท เช่นเมื่อคนได้รับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็จะมัวหลงตนเสพสุขอยู่กับโลกธรรมเหล่านั้น จนลืมไปว่าที่ตนได้รับสิ่งที่ดีนั้นเป็นเพราะได้เคยสร้างเหตุใดเอาไว้ ซึ่งเมื่อประมาทแล้วก็จะไม่รีบขวนขวายในการทำบุญให้เป็นเครี่องต่อยอดบุญกุศลสืบไป
ส่วนการได้รับวิบากที่ไม่ดี คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ได้ยินเสียงนินทา และความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทำให้คนที่ได้รับนั้นเริ่มค้นหาสามเหตุของวิบากนั้นว่าเป็นอย่างไร โดยการตั้งคำถามกับตนเอง และเริ่มหาหนทางในการดับทุกข์นั้น หากผู้ที่เคยมีบุญเก่าสะสมมา เขาก็จะเข้าหาธรรม เพื่อค้นหาความจริงของชีวิต โดยเอาประสบการณ์ชีวิตของตนเองเป็นตัวตั้ง และหาหนทางจากธรรมที่ได้ศึกษานั้นสร้างเหตุใหม่ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และนี่คือแก้ไข เพื่อชีวิตใหม่ เพราะคนที่เข้าใจธรรม ก็จะเห็นถึงความจริงของทุกสรพพสิ่งว่า สรรพสิ่งทุกอย่างเกิดมาแต่เหตุปัจจัยและดับไปเพราะเหตุปัจจัยนั้นดับ สร้างเหตุมาอย่างไรก็ต้องได้รับผลเช่นนั้น เราเป็นคนสร้างเราก็ต้องเป็นคนรับ เมื่อผู้ที่ได้ศึกษาในธรรมจนเกิดความเข้าใจแล้ว ผู้ที่เคยได้รับวิบากไม่ดีก็จะไม่ไปโทษฟ้าดิน หรือ พระหมลิขิตที่ทำให้ตนเองต้องประสบกับความทุกข์ในชีวิต และนี่ก็คือการแก้ไขตนเองคือการสร้างเหตุใหม่ในทางที่ดี ที่เป็นกุศล คือการเจริญบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ และ กุศลกรรมบท 10 ประการ เพือเขาจะได้รับวิบากที่ดีต่อไป ถ้าจะสังเกตุดูผู้ที่มาศึกษาธรรม หรือปฎิบัติธรรมส่วนใหญ่ล้วนพบกับความทุก๘อย่างแสนสาหัสมาแล้วทั้งสิ้น

โดย Jubilee (Jubilee) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ส.ค. 2548 , 10:39:07 น.] ( IP = 58.11.37.34 : : )


  สลักธรรม 4

จะเห็นว่า ความทุกข์ก็มีส่วนดีอยู่ คือ ทำให้คนเข้าหาธรรมได้นั่นเอง จะสังเกตเห็นว่าคนที่มีฐานะยากจน หรือระดับชาวบ้ายตามชนบทมักจะทำบุญ ทำทานมากกว่าคนที่มีฐานะดี เพราะคนที่ยากจนรู้ว่าความจนนั้นทุกข์แสนสาหัสเพียงใด และตระหนักว่าเพราะเขาไม่ได้ทำบุญเป็นเสบียงไว้มากพอในอดีต จึงต้องได้รับผลเช่นนี้ และเริ่มต้นโดยการสร้างเหตุใหม่ หรือการแก้ไขใหม่ คือ พูดดี คิดดี และทำดี เพื่อจะได้รับผลที่ดีในอนาคต ซึ่งตรงตามคำพระที่ว่า "ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นเห็นธรรม" เพราะความทุกข์นั้นคือสัจจะความจริง ต่างจากคนที่ได้รับแต่ความสุขกายสุขใจทำให้คนตั้งอยู่ในความประมาทและห่างธรรม

โดย Jubilee (Jubilee) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ส.ค. 2548 , 10:42:54 น.] ( IP = 58.11.37.34 : : )


  สลักธรรม 5


ส่วนสุดท้ายคือ การเรียนรู้ คือการรู้จักชีวิตผ่านประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีของตนเองและผู้อื่น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความเป็นไปของชีวิตและสรรพสิ่ง และเข้าใจว่าสิ่งใดดีเหมาะสม สิ่งใดไม่ดีและไม่เหมาะสม เริ่มจากกรเข้าใจกฎแห่งกรรม หรือกฏของการกระทำที่ดี และไม่ดี ซึ่งจะให้ผลในทางที่ดีและไม่ดี เมื อเรียนรู้ไปถึงระดับหนึ่งทำให้คนเราเข้าใจว่าความเป็นไปของทุกสรรพสิ่งโดยองค์รวม ว่าสรรสิ่งล้วนอยู่ภายใต้กฎสามัญ 3 ประการ คือ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และ ความไม่มีตัวตน บังคับให้เป็นไปตามความต้องการของเราไม่ได้ สรพพสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุปัจจับทำให้เกิด ไม่มีผู้วิเศษใดมากำหนด และ สรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้กฎแห่งทวิภาวะ คือความเป็นคู่ตรงข้าม คือ มีร้อน-หนาว สุข-ทุกข์ ดีใจ -เสียใจ วัฎฎสงสาร-นิพพาน และถึงที่สุดของการเรียนรู้คือ การเข้าใจในความจริงสูงสุด 4 ประการ คือ สรรพสิ่งในโลก รวมถึง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย และ รูปร่างกายจิตใจของคนเราล้วนเป็นทุกข์ อันเป็นสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก ทุกข์ก็คือทุกข์ สุขก็คือทุกข์ที่ทนได้ง่ายหรือ เป็นสุขเทียม หรือทุกข์ที่เบาบาง เพราะจะหาสุขแท้โดยไม่ทุกขืเลยนั้นหาไม่ได้ในวัฎฎสงสารแห่งนี้ เพราะมันตั้งอยู่ในการแปรปรวณตามเหตุปัจจัยตลอดเวลา มีเหตุให้เกิดทุกข์คือตัณหาหรือความโลภ และหากจะพ้นจากทุกข์ได้คือการพ้นจากโลกของการเวียนเกิดเวียนตายนี้ คือการละตัณหา หรือความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น อยากเด่น อยากดัง และสารพัตอยากทั้งหลาย หรือ อยากใน กาม ใน รูป และในอรูป ให้สิ้น เพื่อให้เข้าถึงสุขที่แท้คือการไม่เกิดนั้นเอง โดยการปฎิบัติตามทางสายกลาง หรือ มรรคมีองค์ 8 หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือการเจริญสติปัฎฐาน 4 เพื่อการพ้นทุกข์อย่างถาวร โดยฝึกฝนไปเรื่อยๆ ด้วยความเพียรพยายามจนในวันหนึ่งเราจะสามารถข้ามโครตจากปุถุชนไปถึงอริยบุคคลได้ จากนั้นอีกไม่นานก็จะพบความสุขที่แท้จริง

โดย Jubilee (Jubilee) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ส.ค. 2548 , 10:43:49 น.] ( IP = 58.11.37.34 : : )


  สลักธรรม 6

สวัสดีอีกครั้งค่ะ
อ่านความเห็นของคุณ Jubilee แล้วน่าสนใจมากค่ะ สามารถทำความเข้าใจสภาพชีวิตด้วยวิธีการที่พอทำได้ไม่ยาก ขออนุโมทนาค่ะ

มีข้อสังเกตอยู่นิดน่ะคะ ส่วนมากมักจะเข้าใจว่าเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม คำว่า ”ชดใช้กรรม” ดูเหมือนว่าจะให้ความหมายในเชิงลบมากกว่า เช่น เป็นหนี้เขา ถึงเวลาก็ต้องใช้หนี้ ใช้เสร็จก็หายกัน ลบล้าง หมดพันธะต่อกันได้ หรือเลือกได้ว่าวันนี้ชดใช้กรรมนี้(ได้ยินเสียงด่า) พรุ่งนี้ชดใช้กรรมนู้น(ข้าวของสูญหาย) เป็นต้น กลายเป็นว่ากรรมขาดสูญกันได้ เลือกใช้กันได้

ที่จริงแล้วเรามีการทำกรรมอยู่ตลอดเวลา(กรรมวัฏฏ์) และรับผลกรรมของเราอยู่ตลอดเช่นกัน ไม่ได้หายกันไปไหน บุญไม่ได้ลบล้างบาปออกไป วันนี้ถูกด่าไปแล้ว พรุ่งนี้ถูกด่าอีกแระ เราจึงไม่อาจชดใช้กรรมได้หมด

ทั้งผลบุญ และผลบาปต่างกำลังรอให้ผล ขณะใดที่บาปกำลังส่งผล บุญก็ต้องรอก่อน จนกำลังบาปลดลง บุญถึงจะมีสิทธิ์ออกหน้าบ้าง เช่น ขณะเจ็บป่วย บางคนก็มีเงินรักษาจนหายป่วยโดยเร็ว ไม่เจ็บป่วยนาน แต่บางคนต้องเจ็บป่วยทรมานเรื้อรังนานวัน ถึงมีเงินรักษา ก็หาสาเหตุของโรคไม่ได้ซักที เพราะขณะนั้นบาปยังมีกำลังกว่าบุญ

นอกจากคำว่า ชดใช้ มีคำอื่นที่คิดว่าใช้สื่อความหมายได้ครอบคลุมกว่า เช่น การรับผลกรรม การรับผลเป็นคำกลาง ๆ ไม่ไปทางบวกหรือทางลบเกินไป ใช้กับบาปก็ได้ บุญก็ได้ เราทำดีไว้ เราก็รับผลของความดีที่ตัวเรา เราทำบาป เราก็รับผลบาปนั้นเอง ไม่ต้องชดใช้ ไม่ต้องมีหนี้ที่ต้องตอบแทน



โดย น้องถ้วย [1 ส.ค. 2548 , 13:48:25 น.] ( IP = 61.91.115.52 : : )


  สลักธรรม 7

เราเกิดมาทำไม ?....ถาม

ก็เป็นเพราะว่า...เราไม่รู้ว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องเกิดนั่นเอง จึงต้องวนเวียนไปมาในชีวิตที่มีการเกิดแล้วแก่ เจ็บ ตาย อยู่เรื่อยไปครับ

และที่เกิดมาได้นั้น..คำตอบที่น้องถ้วยได้อธิบายไว้ในกระทู้ก่อนๆก็มีมากมายครับเช่นในกระทู้นี้นะครับhttp://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7550 ลองกดไปค่อยๆอ่านดูนะครับจะได้ความเข้าใจมากมาเลยครับ

และพี่เณรก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับน้องถ้วยที่ว่า..ควรใช้คำให้เหมาะกับสภาวธรรมก็จะดีมากและเป็นประโยชน์มากเลยครับ ไม่ใช่ติเพื่อนอย่างอื่นหรอกครับ เพราะผู้ที่มาอ่านนั้น ถ้าบางท่านได้ผ่านการเรียนพระอภิธรรมมาบ้างแล้ว ก็คงไม่ยากที่จะทำความเข้าใจตรงได้ แต่ถ้าไม่เคยรู้ถึงสภาวธรรมหรือเรื่องเหตุปัจจัยด้วยแล้ว ก็จะตีความผิดๆไปนะครับ เราจึงควรร่วมด้วยช่วยกัน มอบความจริงตามหลักธรรมที่จะให้เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย ได้ยังประโยชน์แก่ชีวิต และมีความระมัดระวังในเรื่องกรรมให้มาก เพราะไม่เช่นนั้นก็ยากที่จะหยุดความประมาทได้ ด้วยเหตุผลที่คิดไปว่ากรรมชดใช้กันได้นั่นเอง

เพราะสภาวธรรมที่มีทั้งหลายย่อมมีการเกิดดับ แต่อำนาจกรรม ย่อมยังผลให้ ผู้ที่ทำกรรมได้รับอยู่ตราบที่ยังไม่เข้าถึงพระนิพพาน

โดย พี่เณร [1 ส.ค. 2548 , 16:52:25 น.] ( IP = 61.91.115.8 : : )


  สลักธรรม 8

แม้จะเป็นคำถามที่ซ้ำ..แต่เมื่ออ่านคำตอบแล้วก็ได้ประโยชน์ทุกคราวไปค่ะคุณ ling เพราะนอกจากจะได้ทบทวนความเข้าใจที่ได้ศึกษาธรรมมาแล้ว ยังได้มีโอกาสทบทวนทิศทางของชีวิตที่จะมีต่อไปข้างหน้าอีกด้วยค่ะ ..ว่าต้องการจะเกิดมาถามใครอีกนานแค่ไหน...

เรื่องของการอธิบายเกี่ยวกับปัญหาที่ว่า เราเกิดมาทำไม?นี้ เป็นการพูดถึงวงจรของชีวิต ..หรือที่เรียกว่าวัฏฏะสงสารเลยทีเดียว

..เราเกิดมาทำไม ...ก็มาทำกรรมต่อไป สุดแท้แต่ว่าจะเลือกทำกรรมชนิดไหน กรรมบางชนิดก็เป็นอย่างที่น้องถ้วยได้ตอบแล้วว่า ..มีอวิชชาและตัณหาประกบหน้าประกบหลัง หรือจะเลือกชนิดที่พี่เณรบอกก็ได้ค่ะว่า อำนาจของกรรมตามไม่พบเมื่อเข้าถึงพระนิพพาน...

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ส.ค. 2548 , 19:57:12 น.] ( IP = 61.19.188.207 : : )


  สลักธรรม 9

เป็นคำถามที่สงสัยกันมาก และก็มีนานาความคิดเห็นด้วย

ในเมื่อได้เกิดมาแล้ว หน้าที่ต่อไปก็คือ...
ทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องเกิดมาอีก จะได้ไม่ต้องมาเผชิญทุกข์ต่างๆมากมายอีก

โดย เซิ่น [1 ส.ค. 2548 , 21:07:26 น.] ( IP = 58.10.89.50 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบคุณค่ะน้องถ้วย ต้องยอมรับจริงๆ ตามที่น้องถ้วยบอกว่าทำอะไรยังคงทำไม่ถึงจริงก็เลิก ก็ท้อเสียก่อน เพราะจริงๆ ก็ศึกษาธรรมมาเป็นหลายปี แต่เป็นการศึกษาจากการอ่านหนังสือที่มีอยู่มากมายตามท้องตลาด และลองปฏิบัติตามดู พิจารณาตามดู ได้พบและตระหนักถึงข้อความจริงทั้งหลายตามพระพุทธพจน์ แต่... หลายๆ ครั้งทั้งๆ ที่รู้และระลึกถึงอยู่เกือบจะตลอดเวลา ว่าไม่มีอะไรเที่ยง โลกธรรมทั้ง ๘ นั้นวนเวียนอยู่รอบตัวเรานี่เอง เราหนีความตายไม่พ้น... แต่... คงจะรู้เพียงแค่อาการของสัญญาเท่านั้นมั้งคะ เพราะพอถูกกระทบก็ยังมีอาการสั่นไหว... ถึงแม้จะน้อยลงมากแล้ว แต่เมื่อไหวครั้งใดก็อดที่จะตำหนิตัวเองไม่ได้สักทีว่าทำไมเราเลวอย่างนี้นะ... จะต้องแก้ไขตัวเองให้ได้... ขอบคุณมากนะคะ

โดย ling [1 ส.ค. 2548 , 21:54:35 น.] ( IP = 210.4.139.129 : : 10.101.35.163 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org