| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อะไรบ้างที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดวิปัสสนา
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1คำว่าวิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญาครับ
ดังนั้นการที่จะมีปัญญาได้นั้น ขั้นแรกเลยต้องเข้าใจชีวิตตนเองตามสภาพธรรมที่เป็นจริงเสียก่อน..การที่ได้ศึกษาเล่าเรียนให้เกิดความรู้นั้นนั่นแหละเป็นการปลูกฝังปัญญาขั้นแรกให้เกิดขึ้นแล้วในชีวิตครับ
และการที่จะกระทำปัญญาให้มีเกิดขึ้นจริง (ตามสภาวธรรมในปัจจุบันธรรม)นั้นก็คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่นเองครับ
องค์ประกอบที่สำคัญนั้นก็ได้แก่ สติมา สัมปชัญโณ และอาตาปี องค์ทั้ง ๓ นี้เองจะเป็นเสมือนจักรที่หมุนไปพร้อมๆกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น และมีอำนาจในการป้องกันกิเลสและทำลายอวิชชาครับ
และที่ถามว่า..ทำอย่างไรวิปัสสนาจะเจริญขึ้นได้จากองค์ประกอบนั้น คำตอบก็คือ..เมื่อรู้แล้วเร่งฝึกฝนจิตนั่นเอง หรือจะเรียกว่า...ตนนั่นเองต้องเป็นผู้เพียรเองครับ ด้วยการเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษา...ชีวิตความเป็นอยู่ (ทุกๆขณะ)ให้ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา..และเมื่อเหตุปัจจัยคือองค์คุณทั้ง ๓ ที่กล่าวไว้นั้น มีความเพรียกพร้อมด้วยกำลังและอำนาจเมื่อนั้นแหละครับ วิปัสสนาก็เจริญแน่นอนครับโดย พี่เณร [8 ส.ค. 2548 , 10:43:19 น.] ( IP = 61.91.115.81 : : )
สลักธรรม 2ขอบพระคุณครับพี่เณร
ผมคงต้องขอคำอธิบายต่อไปว่า เมื่อรู้แล้วเร่งฝึกฝนจิตนั่นเองด้วยความเพียรนั้นจะต้องทำหรือคิดอย่างไรบ้าง เพราะยังมองภาพไม่ออกว่า ในขณะที่อารมณ์กำลังเกิดขึ้นนั้นจะใช้ความเพียรเข้าไปเจริญได้อย่างไรครับพี่เณรโดย กาลเวลา [8 ส.ค. 2548 , 12:19:55 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 3สวัสดีครับคุณกาลเวลา....พี่เณรยินดีมากนะครับ ที่จะมีส่วนในการที่จะสามารถทำให้คุณเข้าถึงประโยชน์ที่สูงสุด แต่พี่เณรก็ต้องการทราบแนวทางที่คุณกาลเวลาดำเนินอยู่ด้วย เพื่อเป็นองค์ประกอบในการอธิบายต่อไป
ตอนนี้พี่เณรไม่ทราบเลยว่าคุณกำลังพยายามในการกระทำเช่นใดอยู่ ดังนั้นจึงยากที่จะคาดเดาและชี้แจงเหตุผลไปให้ตรงประเด็น ที่สำคัญคือถูกตรงตามหลักธรรมครับ
ดังนั้นเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาไปมากมาย พี่เณรใคร่ขอให้คุณเปิดอ่านตรงนี้ตรงลิ้งค์ที่พี่เณรนำมาให้ก่อน อ่านก่อนนะครับ และลองดูนะครับว่า คุณเข้าใจไหม หรือถ้ามีปัญหาติดขัดใด ก็มาเขียนถามพี่เณรใหม่อีกครั้ง ที่กระทู้นี้นะครับผม พี่เณรจะรอครับ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3334โดย พี่เณร [8 ส.ค. 2548 , 14:07:16 น.] ( IP = 61.90.12.123 : : )
สลักธรรม 4ผมไปอ่านมาแล้วครับ และก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่า ความเพียรที่ผมสงสัยก็คือ การพยายามหมั่นระลึกให้ถูกต้องเมื่อมีอารมณ์มาปรากฏน่ะเอง
ขอบพระคุณครับโดย กาลเวลา [8 ส.ค. 2548 , 15:02:08 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 5ยินดีด้วยครับคุณกาลเวลา
ดีใจครับที่คุณได้คำตอบให้ตนเองแล้ว
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะครับโดย พี่เณร [8 ส.ค. 2548 , 17:54:13 น.] ( IP = 210.213.11.226 : : )
สลักธรรม 6อ่านทั้งคำถามและคำตอบ ตลอดจนลิ้งค์ที่เชื่อมโยงอีกครั้ง
ได้เข้าใจเรื่องวิปัสสนามากขึ้นค่ะ
ยินดีด้วยนะคะคุณกาลเวลา...
อนุโมทนาค่ะพี่เณร
โดย น้องกิ๊ฟ [8 ส.ค. 2548 , 18:08:59 น.] ( IP = 61.19.188.104 : : )
สลักธรรม 7ราตรีสวัสดิ์ค่ะ น้องถ้วยติดภาระกิจหลายวัน วันนี้มา update ค่ะ
เป็นการแก้กระทู้ธรรมที่ดีนะคะ ได้รับคำแนะนำให้เปิดอ่านตรงลิ้งค์ที่นำมาให้ก่อน
ถ้ามีปัญหาติดขัดใด ก็มาเขียนถามพี่เณรใหม่อีกครั้ง ที่กระทู้นี้นะครับผม พี่เณรจะรอครับ น้องถ้วยอ่านถึงตรงนี้แล้ว ดีใจ๊ ดีใจ กลัวพี่เณรจะรอนาน เลยรีบไปอ่านตรงลิ้งค์ก่อน ก็มีปัญหาติดขัดนิดหน่อยอ่ะค่ะ
ที่ว่า ...ทุกข์(เมื่อย)เกิดขึ้น ถ้าเราไม่กำหนดทุกข์เราก็ไม่รู้ว่า จะเปลี่ยนเพราะอะไร ก็จะกลายเป็นเราอยากเปลี่ยนทุกที เราจึงต้องรู้เหตุว่า ทุกข์มันเกิดขึ้นเสียก่อน... (อย่างนี้คือ การพยายามหมั่นระลึกให้ถูกต้องเมื่อมีอารมณ์มาปรากฏ ถูกต้องมั๊ยคะ)
ถ้าทุกข์เกิดขึ้นแล้วจะเปลี่ยนทำไม ต้องโยนิโสมนสิการไว้ นี่เป็นการกันกิเลสที่จะขึ้นข้างหน้าว่า จะเปลี่ยนทำไม ถ้าเปลี่ยนเพื่อสบายก็กันไม่ได้ แล้วจะเปลี่ยนทำไม เพื่อแก้ทุกข์ใช่ไหม...
เท่าที่เคยสังเกตนะคะ เวลาเมื่อย คิดอยากจะเปลี่ยน ก็เลยกำหนดที่อยากจะเปลี่ยน (ไม่ได้นึกไปถึงทุกข์ หรือว่าเพื่อสบายนะคะ) ไม่ได้ใส่ใจที่ทุกข์(เมื่อย) ไปใส่ใจตรงที่อยากจะเปลี่ยน แล้วค่อยเปลี่ยน
คิดอย่างนี้ถือว่าเรามีมนสิการได้เหมือนกันมั๊ยคะ เพราะไม่ใช่ว่า เราเปลี่ยนโดยไม่รู้ตัว
ทีนี้อยากจะทราบความต่างระหว่างการมนสิการว่า อยากเปลี่ยน แล้วค่อยเปลี่ยน กับ การมนสิการว่า ทุกข์ แล้วค่อยเปลี่ยน ขอแถมอีกอันนะคะ การมนสิการว่า"จะแก้ทุกข์ แล้วค่อยเปลี่ยน"
และแบบไหนคือ การพยายามหมั่นระลึกให้ถูกต้องเมื่อมีอารมณ์มาปรากฏคะ ขอบพระคุณค่ะ
โดย น้องถ้วย [9 ส.ค. 2548 , 00:13:33 น.] ( IP = 203.170.228.172 : : )
สลักธรรม 8สวัสดีครับน้องถ้วย...พี่เณรขออนุโมทนาสาธุในกิจอันเป็นกุศลที่น้องถ้วยได้ไปเพียรกระทำมานะครับ
แต่พอมาอ่านเกิดการงงเลยแระ ตรงที่น้องถ้วยบอกว่า... เวลาเมื่อย คิดอยากจะเปลี่ยน ก็เลยกำหนดที่อยากจะเปลี่ยน (ไม่ได้นึกไปถึงทุกข์ หรือว่าเพื่อสบายนะคะ) ไม่ได้ใส่ใจที่ทุกข์(เมื่อย) ไปใส่ใจตรงที่อยากจะเปลี่ยน แล้วค่อยเปลี่ยน ตรงนี้พี่เณรสงสัยว่าทำไมน้อยถ้วยไปวางใจแบบนี้ละครับ เพราะตรงอยากจะเปลี่ยนนั้นมีกิเลสนะ ถึงระลึกรู้ตามก็ยังรู้ตามความอยากนั้นก็มะถูกนะครับ เพราะต้องมีจิตระวังมิให้เกิดความอยากนิครับถึงจะถูก การกระทำต้องมีขึ้นเพราะความจำเป็นนะครับผม..
แล้วที่ว่า..ถ้าเปลี่ยนเพื่อสบายก็กันไม่ได้ แล้วจะเปลี่ยนทำไม เพื่อแก้ทุกข์ใช่ไหม... ตรงนี้ใช่เลยครับ ต้องมนสิการในใจเสมอว่าที่จะทำเพราะต้องการแก้ไขทุกข์ครับ
และคำถามสุดท้ายที่ว่า..
อยากเปลี่ยน แล้วค่อยเปลี่ยน กับ การมนสิการว่า ทุกข์ แล้วค่อยเปลี่ยน ขอแถมอีกอันนะคะ การมนสิการว่า"จะแก้ทุกข์ แล้วค่อยเปลี่ยน" พี่เณรว่าคำว่า.. ทุกข์ แล้วค่อยเปลี่ยน..กับ.. "จะแก้ทุกข์ แล้วค่อยเปลี่ยน"
นั้นก็เหมือนๆกันนะครับ จะต่างกันตรงความรู้สึกก่อนหลังเท่านั้น ทุกข์ย่อมปรากฏให้รู้ก่อนแน่ แต่จะแก้ทุกข์นั้นเป็นความจริงของผู้ที่มนสิการรู้ทุกข์แล้ว จึงมีการ(อาการ)แก้ทุกข์ตามมาครับน้องถ้วย...จะชัดเจนปานใดขึ้นอยู่กับสติของผู้ฝึกมามากน้อยครับ
แต่..อยากเปลี่ยน แล้วค่อยเปลี่ยน ทั้งไม่ถูกและไม่ดีด้วยละครับน้องถ้วย.
โดย พี่เณร [9 ส.ค. 2548 , 08:26:13 น.] ( IP = 61.90.12.185 : : )
สลักธรรม 9ต้องตั้งใจอ่านคำถามของน้องถ้วย..ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบกว่าจะเข้าใจถึงเหตุการณ์ตรงที่น้องถ้วยถาม แล้วก็พิจารณาตามว่า...คือลองปฏิบัตินิดนึงเพื่อดูอาการและความรู้สึกว่าเป็นอย่างน้องถ้วยหรือไม่ ..
เข้าใจชัดเจนดีนะคะ..ในคำตอบของพี่เณรที่ตอบว่า..
ตรงอยากจะเปลี่ยนนั้นมีกิเลสนะ ถึงระลึกรู้ตามก็ยังรู้ตามความอยากนั้น..
...และ...จะต่างกันตรงความรู้สึกก่อนหลังเท่านั้น ...จะชัดเจนปานใดขึ้นอยู่กับสติของผู้ฝึกมามากน้อย
ขอบพระคุณในมาสนทนาธรรมเพื่อเพิ่มเติมความรู้ไว้ในที่นี้นะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [9 ส.ค. 2548 , 11:04:04 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 10มาอ่านคำตอบด้วยค่ะ
ขณะปฏิบัตินั้นจะทำสิ่งใดก็ตาม จะต้องทำเพื่อแก้ไขทุกข์ ไม่ทำเพราะอยากทำ เพราะป้องกันกิเลสที่จะเกิดขึ้น
แต่ก็บ่อย..ที่การกระทำมักจะเป็นเพราะอยากทำ เพราะขาดองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ สติมา สัมปชัญโณ และอาตาปี
จึงต้องฝึกฝนเรื่องการปฏิบัติมากขึ้น ดังที่พี่เณรอธิบาย...ผู้ที่มนสิการรู้ทุกข์แล้ว จึงมีการ(อาการ)แก้ทุกข์ตามมา...จะชัดเจนปานใดขึ้นอยู่กับสติของผู้ฝึกมามากน้อยเพียงไร
ขอบพระคุณพี่เณรค่ะโดย เซิ่น [9 ส.ค. 2548 , 12:46:17 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |