มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


งานวิจัยชีวิตกับสังสารวัฎ





ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของสรรพสัตว์และสังสารวัฏ



กระบวนการแห่งสังสารวัฏ
คำว่า “สังสารวัฏ” หมายความว่า การหมุนเวียนแห่งโลกหรือชีวิต, เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก. เขียน สังสารวัฏฏ์ ก็มี
คำว่า “สังสารวัฏ” หมายถึง ภพที่เวียนเกิดเวียนตาย, การเวียนตายเกิดอยู่ในโลก : สังสารวัฏ หรือสังสารวัฏฏ์ก็เรียก
คำว่า “สังสารวัฏ” มาจากคำว่า “สังสาระ - การท่องเที่ยวไป” กับ “วัฏฏ” - วง กลม”
ในกระบวนการแห่งสังสารวัฏหรือการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งมีหลักกรรมเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สิ้นกิเลสอันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกรรม ตราบนั้นมนุษย์ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในพระพุทธศาสนา หลักกรรมเป็นหลักที่แสดงถึงความเป็นไปของมนุษบย์และสัตว์ตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย ดังนั้นหลักสังสารวัฏที่เนื่องอยู่กับหลักกรรมจึงเป็นไปตามเหตุปัจจัยเช่นเดียวกัน



กระบวนการที่เป็นไปตามหลักแห่งเหตุปัจจัยในพระพุทธศาสนานั้นก็คือ กระบวนการแห่งปฎิจจสมุปบาทหรือหลักปัจจยการนั่นเอง หรือจะมองในแง่ของกรรมก็ได้แก่วัฏฏะ ๓ คือ กิเลส กรรม วิบาก หมายความว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปเป็นปุถุชน คือเป็นผู้ยังมีกิเลสในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก มนุษย์ย่อมมีการกระทำทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง และทางใจบ้าง เจตนาเป็นสิ่งทำให้การกระทำของมนุษย์จัดเป็นกรรมซึ่งเกิดจากแรงหนุนของกิเลส กิเลสจึงเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำ เมื่อมีกรรมหรือการกระทำก็ย่อมมีวิบากหรือผลของการกระทำ วิบากเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดกิเลส แล้วทำให้เกิดกรรมและวิบากวนเวียนเป็นวงกลมอยู่อย่างนี้เรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด ซึ่งสามารถแยกประเภทองค์ ๑๒ ของปฏิจจสมุปบาท ตามหน้าที่ของมันในวงจรได้เป็น ๓ พวก เรียกว่าไตรวัฏฏ์ คือ


โดย ธีร์ (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2548 , 15:18:34 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของสรรพสัตว์และสังสารวัฏ



กิเลส คือตัวสาเหตุผลักดันให้คิดปรุงแต่งกระทำการต่าง ๆ ได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
กรรม คือกระบวนการกระทำหรือกรรมที่ปรุงแต่งชีวิตให้เป็นไปต่าง ๆ ได้แก่ สังขาร (กรรม)ภพ
วิบาก คือสภาพชีวิตที่เป็นผลแห่งการปรุงแต่งของกรรม และกลับเป็นปัจจัยเสริมสร้างกิเลสต่อไปได้อีก ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
การเกิดใหม่ของสัตว์นั้น พระพุทธศาสนาแสดงว่าต้องอาศัยกรรม ในกระบวนการของกรรม การเกิดใหม่ของสัตว์อาจมีปัญหาว่า อะไรไปเกิดเมื่อตัวตนไม่มีการเกิดใหม่จะเป็นไปได้อย่างไร



พระพุทธศาสนา แสดงหลักการเวียนว่ายตายเกิดว่าเป็นไปตามกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย กล่าวคือ การเกิดใหม่ของสัตว์นั้นต้องอาศัยกรรมไปเกิด แต่กรรมที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปเกิดนั้นก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน นั่นคือจิตหรือวิญญาณเป็นปัจจัยให้คิดปรุงแต่งเจตนาออกไปเป็นการกระทำ และการกระทำจะชื่อว่าเป็นกรรมและก่อให้เกิดผลคือวิบากได้นั้นก็จะต้องประกอบด้วยกิเลส เป็นเหตุของกรรมนั้น องค์ประกอบของเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงจะมีผลให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏเกิดขึ้นได้ และเป็นไปได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งมีพุทธพจน์แสดงเปรียบเทียบองค์ประกอบของการเกิดใหม่ว่า ดูกรอานนท์ เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณของ
สัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูกรอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลในกามธาตุ, รูปธาตุ, อรูปธาตุ จักไม่มีแล้ว กามภพ รูปภพ อรูปภพ พึงปรากฏบ้างหรือหนอ


โดย ธีร (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2548 , 15:20:57 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 2


ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของสรรพสัตว์และสังสารวัฏ



พุทธพจน์แสดงว่า “ตัณหา” เป็นเชื้อหรือเครื่องผูกมัดสัตว์ต้องมาเกิดอีกหลังจากตายแล้ว ตัณหาเป็นเชื้อที่เหลืออยู่กับจิตปรุงแต่งจิตให้เป็นกรรม และสะสมกรรมนั้นไว้ในจิต เมื่อร่างกายเสื่อมสลายหรือแตกทำลายไป ตัวเชื้อในจิตจึงถือปฏิสนธิในร่างกายใหม่ของภพใหม่หรือชาติใหม่ต่อไป ดังพุทธพจน์ว่า
ดูกรวัจฉะ ในยามใดแลสัตว์ทอดทิ้งกายนี้และเข้าถึงกายอื่น เรากล่าวสัตว์นั้นว่ามีตัณหาเป็นเชื้อ ดูกรวัจฉะ เพราะว่าในยามนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น
เมื่อดูจากพุทธพจน์แสดงว่า คนเราตายแต่กายหรือร่างกายเท่านั้นที่สลายไป ส่วนกระบวนการทางจิตหรือ “กรรม” ของสัตว์นั้นยังคงดำเนินอยู่ต่อไปตามอำนาจของกรรมโดยที่มีตัณหาเป็นเสมือนเชื้อของกรรมนั้น



ส่วนเรื่องการไปถือปฏิสนธิในร่างใหม่นั้นในอภิธรรมปิฎกแสดงไว้ในเรื่องที่เกี่ยวกับจิตว่า จิตของมนุษย์เกิดดับเป็นดวง ๆ ติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนกำลังจะตายนั้นจิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ที่เรียกว่า “จุติจิต” จะดับลงและในทันทีนั้นเองจิตดวงใหม่ก็จะเกิดขึ้นในภพใหม่ทันที โดยไม่มีอะไรกั้นกลางระหว่างจิตทั้งสอน จิตดวงใหม่ในภพใหม่นี้เรียกว่า “ปฏิสนธิจิต” แปลว่า จิตผู้ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างชาติหนึ่งกับอีกชาติหนึ่ง เมื่อทำหน้าที่ของมันแล้วปฏิสนธิจิตก็ดับไป ดังนั้น การเชื่อมต่อกันนี้จึงไม่ใช่เป็นการเดินทางของวิญญาณอมตะอย่างที่เรียกว่าอัตตาหรือตัวตนเที่ยงแท้ลอยออกจากร่างเก่าไปแสวงหาที่อยู่ในร่างใหม่ดังเช่นคำสอนในศาสนาพราหมณ์แต่อย่างใด


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2548 , 15:22:01 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 3


ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของสรรพสัตว์และสังสารวัฏ



พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดใหม่เป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย หรือกฏแห่งเหตุและผลเท่านั้นเองซึ่งได้แก่ “กรรม” กรรมเป็นปัจจัยให้สัตว์ที่ตายจากชาติหนึ่งสืบต่อกันในฐานะสมาชิกสายกรรมสายเดียว กล่าวคือ เมื่อคนเราใกล้ตาย จิตแสดงอาการเคลื่อนคือพรากจากร่างกายลักษณะนี้เรียกว่า จุติจิต พอจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้น ปฏิสนธิจิตนี้ปรากฏหรือยึดเหนี่ยวอารมณ์อย่างเต็มที่จุตินั้นยึดอยู่ แล้วก็ดับไปในภพหน้า ดังนั้นที่สุดแห่งปัจจุบันชาตินี้กำหนดด้วยจุติจิตดวงนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นปรารภอารมณ์อย่างเดียวกันอันชนกกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลปรุงแต่งให้ปฏิสนธิในโลกหน้า ปฏิสนธิจิตนั้นมีอวิชชาแวดล้อมแล้วมีตัณหาเป็นมูลเหตุ มีสังขาร (กรรม) ปรุงแต่งให้เกิดมีเจตสิกธรรมคอยประคองค้ำชูปฏิสนธิจิตนั้นจึงหมายเอาวิปากจิต เพราะสืบต่อภพหน้า



๓.๕.๒ ความสัมพันธ์ระหว่างกฏแห่งกรรมกับสังสารวัฏ
กรรมหรือการกระทำ เป็นเรื่องของชีวิตตลอดชีวิตของแต่ละบุคคล การเกิดมาเป็นมนุษย์จึงเกี่ยวเนื่องกับการกระทำตลอดเวลาเช่นกัน เป็นเรื่องของเหตุผลที่คนเราสามารถที่จะไตร่ตรองให้เห็นจริงไปตามเหตุและปัจจัยได้ หลักคำสอนในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏในพระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กันตลอดเวลากับกฏแห่งกรรม และกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนว่า คนเราตายหนเดียวหรือเกิดหนเดียว แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่และยังไม่ได้บรรลุอมตธรรมคือเป็นพระอรหันต์ บุคคลก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบนั้น


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2548 , 15:28:35 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 4


ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของสรรพสัตว์และสังสารวัฏ



การที่คนเราจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้น พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ภพย่อมจะเกิดมีได้ เพราะอะไรเป็นต้นเหตุ พระพุทธองค์ได้ย้อนถามพระอานนท์ว่า อานนท์ถ้ากรรมที่ทำให้เกิดในกามธาตุไม่มี แล้วกรรมภพจะมีหรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าไม่มี พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปอีกว่า เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) สัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก และ“เพราะอะไรเราจึงเวียนว่ายตายเกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ เราและพวกเธอ จึงเวียนว่ายตายเกิดสิ้นกาลนานอย่างนี้



ดังนั้น เราจะพบได้ว่า ในคัมภีร์พระไตรปิฎกได้มีการกล่าวถึงการตายแล้วเกิดใหม่ในเชิงข้ามภพข้ามชาติ การเวียนว่ายตายเกิดนี้ปรากฏอยู่โดยทั่วไปซึ่งกล่าวเอาไว้หลายลักษณะ เช่น
๑.การกำเนิดของมนุษย์ ในทางวิทยาศาสตร์นั้น การกำเนิดขึ้นของมนุษย์ก็คือการเกิดที่ไข่ของผู้หญิงได้รับการผสมกับอสุจิของผู้ชายในสภาพแวดล้อมและเวลาที่เหมาะสมแก่การให้กำเนิด แต่ในทางพระพุทธศาสนา ยังมีทัศนะต่อไปอีกว่า ยังมีวิญญาณคือจิตของสัตว์มาปฎิสนธิที่เป็นปัจจัยอีกประการหนึ่งในการเกิดขึ้นมาของสัตว์


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2548 , 15:40:28 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 5


ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของสรรพสัตว์และสังสารวัฏ



ในมหาตัณหาสังขยสูตร ได้อธิบายว่าชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันเกิดมีขึ้นได้ต้องอาศัยเหตุ ๓ ประการ ดังพุทธพจน์ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เพราะการประชุมกันพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการการตั้งครรภ์ (ของสตรี) ย่อมมีขึ้น
ในมนุษย์โลกนี้มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดาไม่มีระดู และสัตว์ที่จะมาเกิดยังไม่ปรากฏ การตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี
ในมนุษย์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่สัตว์ที่จะมาเกิดไม่ปรากฏการตั้งครรภ์ก็ยังไม่มี
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดามีระดูด้วย สัตว์ที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย เพราะการประชุมกันพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการนี้ การตั้งครรภ์ย่อมมีขึ้น
ภิกษุทั้งหลาย มารดาย่อมรักษาทารกนั้นด้วยท้องเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง เมื่อล่วงไปเก้าเดือนหรือสิบเดือน มารดาก็ครอดทารกผู้เป็นภาระหนักที่ครอดออกมาแล้วนั้นด้วยโลหิตของตนด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก
ภิกษุทั้งหลาย น้ำนมของมารดานั้นเป็นโลหิตในอริยวินัย






ในพระพุทธพจน์ดังกล่าวนี้ เมื่อกล่าวโดยสรุป เหตุเกิดของมนุษย์จะมีขึ้นได้ ต้องประกอบพร้อมด้วยองค์ ๓ ประการ คือ
๑. มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน
๒. มารดามีระดู
๓. มีสัตว์มาเกิด
ในองค์ทั้ง ๓ ประการดังกล่าวนี้ ถ้าขาดองค์ใดองค์หนึ่งไป การตั้งครรภ์ของสตรีก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดังพุทธพจน์ว่า ดูกรอานนท์ ถ้าวิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องแห่งมารดา นามรูป จะพึงเกิดในท้องมารดาได้หรือ และเมื่อมนุษย์ผู้ยังมีอวิชชาอยู่ตายลง ในทางกายภาพวิญญาณจักเป็นตัวไปเกิดใหม่ในภพภูมิต่าง ๆ ในห้วงแห่งสังสารวัฏต่อไป


โดย ธีร์ (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [15 ส.ค. 2548 , 15:42:51 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 6


ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของสรรพสัตว์และสังสารวัฏ



๒ การให้ผลของกรรม โดยมีกล่าวไว้ดังนี้ คือ
ดูกรอานนท์ เหตุนี้แลกรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา (กมฺมํ เขตฺตํ) วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช (วิญญาณํ พีชํ) ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง (ตณฺหา สิเนโห) วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว…ปานกลาง…ประณีตของสัตว์พวกมีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก นอกจากนี้ยังมีกล่าวไว้ในจูฬกัมม วิภังสูตร มีความว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้ทรามและประณีต
นอกจากนี้ในบุญกิริยาวัตถุสูตร ว่าถึงการให้ผลของกรรมด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วย ทาน ศีล ภาวนา



การกล่าวถึงชีวิต ที่ยังต้องมีการเกิดใหม่ ควบคู่กับการให้ผลของกรรมเช่นนี้ กล่าวได้ว่า ในพระพุทธศาสนามีทัศนะที่สัมพันธ์กันอยู่ของกรรมหรือการกระทำ กับสภาวะที่เป็นอยู่ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยสภาวะของมนุษย์ในปัจจุบัน เป็นผลจากการกระทำในอดีตชาติและการกระทำในชาติปัจจุบันก็จะเป็นผลดี สภาวะของบุคคลนั้นในอนาคตชาติ ด้วยทัศนะนี้เองที่ให้ได้คำตอบว่า ทำไมมนุษย์เราจึงมีความแตกต่างกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น หน้าตา ผิวพรรณ ชาติ ตระกูล เป็นต้น และปัจจุบันนี้ควรทำให้ดีได้อย่างไร เพื่อยกระดับตนสู่ภาวะที่ดีขึ้นได้
๒. การกล่าวถึงสังสารวัฏ ความเชื่อในพระพุทธศาสนาที่ว่าชีวิตไม่ได้หมายถึงชีวิตมนุษย์ในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น หากแต่มีการสืบต่อกันมา และจะสืบต่อกันไปอีก ในสังสารวัฏอันยาวนาน ตราบใดที่บุคคลยังมีเหตุปัจจัยให้ต้องเกิดต่อไปอีก โดยมีการกล่าวเปรียบเทียบให้เห็นถึงว่า น้ำตาอันเกิดจากควาทุกข์ของมนุษย์ในสังสารวัฏนี้มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทร


โดย ธีรวัส [15 ส.ค. 2548 , 15:48:12 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 7


ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของสรรพสัตว์และสังสารวัฏ



ในอัสสุสูตร มีพุทธพจน์ว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุด เบื้องต้นไม่ได้ ฯลฯ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องให้อยู่ เพราะประสบกับสิ่งไม่พอใจ โดยกาลนานนี้…ย่อมมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่
ด้วยลักษณะการกล่าวถึงการเกิดใหม่และความทุกข์ในสังสารวัฏควบคู่กันไปกับลักษณะชีวิตมนุษย์เช่นนี้ พิจารณาได้ว่าชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ น่าเบื่อหน่ายเป็นเหตุให้มนุษย์ควรดำเนินชีวิตตามจริธรรมของพระพุทธศาสนา เพื่อสิ้นสุดการเกิดใหม่ สิ้นสุดความทุกข์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา โดยไม่หลงไหลไปกับชีวิตทางโลก



ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ อักษรเจริญทัศน์ ๒๕๓๑), หน้า ๘๐๔.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๓๑๗.
สุนทร ณ รังสี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๔๓), หน้า ๒๒๖.
องฺ.ติก. ๒๐/๕๑๖/๒๕๒.
สํ.สฬา. ๑๘/๘๐๐/๔๒๙.
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๔๓, หน้า ๒๗๐–๒๗๒.
องฺ.ติก. ๒๐/๕๑๖/๒๕๒.
ที.มหา. ๑๐/๘๖/๙๕.
มู.ม. ๑๒/๔๕๒–๔๕๓/๓๔๒.
ที.มหา. ๑๐/๖๐/๖๘.
องฺ.ติก. ๒๐/๕๑๖/๒๕๒.
ม.อุ. ๑๔/๕๘๑/๓๒๓.


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [15 ส.ค. 2548 , 15:54:06 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 8

ขออนุโมทนาค่ะ...

ช่วยเพิ่มสีสีนและความเข้าใจเรื่องสังสารวัฏฏ์ในอีกมุมมองหนึ่ง...

โดย malee [16 ส.ค. 2548 , 23:26:26 น.] ( IP = 203.170.228.172 : : )


  สลักธรรม 9

ขอสอบถามครูเพื่อความเข้าใจ

สิ่งหนึ่งที่อ้องเรียนมา ศีล เกี่ยวข้องกับอายุขัยของมนุษย์
การฆ่า การเบียดเบียน ย่อมทำให้อายุขัยน้อยลง
แต่อ้องโดนเพื่อนทางธรรมว่ามาเช่นนี้
" ที่คุณชัชวาลย์ อธิบายพระพุทธพจน์แบบผิด ๆ อย่างเช่นเรื่อง อายุมนุษย์ที่ขึ้นกับศีลธรรม"

จึงขอถามครูว่า อายุขัยไม่ได้เกี่ยวข้องกับศีลหรือครับ

อีกเรื่องขอสอบถามครู
คือปัจจุบันมีการทดลองเด็กในหลอดแก้ว มีใช้เนื้อเยื่อส่วนต่างๆมาผสมกับไข่ภายนอก

โดยหลักแล้ว
มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู มีสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์

แต่กรณีนี้อ้องแสดงความเห็นว่า
การทดลองภายนอกถ้าขาดครรภ์มารดาที่เปรียบเสมือนแปลงนา
คือเป็นที่อาศัยของพืช แปลงนาที่สมบูรณ์ย่อมถ่ายเทเชื้อ
ให้แก่พืชคือวิญญาน

อ้องโดนเพื่อนทางธรรมแย้งว่า ผิดพุทธพจน์ ในขณะที่อ้องเพียงแต่ขอแสดงความเห็นว่า
" กรรมอันเป็นท้องนา เปรียบเหมือนครรภ์มารดา ในจุดปฏิสนธิแห่งวิญญานขาดแปลงนาแปลงนี้ไม่ได้
จิตที่ทะยานอยากในภพมีตัณหาทะยานอยากนั้น มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด ต้องมีความสมบูรณ์พร้อม"

อ้องเปรียบเทียบตามหลักของธรรมชาติของจิต
จิตคือพืช(วิญญาน) จิตมีเชื้อ(ตัณหาคือยาง)แปลงนาเป็นกรรมอันเป็นท้องนา(ครรภ์)

ไม่ทราบเป็นความเข้าใจผิดพลาดของอ้องด้วยหรือไม่ ถ้าใช่ขอให้พระธรรมงดซึ้งโทษอันน่าติเตียนเช่นว่านี้ด้วย

ขอครู ผู้รู้ ช่วยแจ้งแถลงไขความไม่รู้ด้วยเถิด สาธุ

โดย ชัชวาล เพ่งวรรธนะ - [23 ส.ค. 2551 , 17:01:13 น.] ( IP = 125.25.206.202 : : )


  สลักธรรม 10

ศีล เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตทั้งหมดของเราไม่เพียงแต่อายุเท่านั้น

มีเพียงข้อเดียวที่เกี่ยวกับอายุโดยตรง คือ ข้อ 1 เรื่องการฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์
การฆ่าสัตว์ มีผลกับลักษณะบุคลิกภาพ โรคประจำตัว รวมถึงนิสัยความกล้า ความขลาดกลัวในเรื่องต่าง ๆ รวม 9 ประการ

ผลอย่างหนักของการฆ่าสัตว์ คือ เกิดมาอายุสั้น บางคนแท้งตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ได้ไม่กี่เดือน บางคนอยู่จนคลอดออกมาได้ แต่มาเสียชีวิตในวัยเด็กก็มี หรือไม่ ถ้ามีชีวิตก็เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เกิดอุบัติเหตุให้ต้องเจ็บตัว เป็นต้น

โดยรวมส่วนใหญ่แล้ว ผลจากศีลข้อ 1 คือ จะคอยกำกับภาวะสุขภาพด้านร่างกายของเรา

ส่วนศีลข้ออื่น บางข้อก็กำกับฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม ทรัพย์สมบัติ สิ่งแวดล้อมที่จะมาเป็นบริวารเครือญาติ เป็นต้น บางข้อกำกับฐานะทางจิตใจ บ้างก็ระดับสติปัญญา

ศีลจึงมีผลกำกับการดำรงชีวิตชีวิตของเรา ว่าจะเป็นไปด้วยความสุขสบาย หรือยากลำบาก

การผสมเทียมที่ว่าผสมภายนอกนั้น เป็นเพียงการนำไข่กับ sperm มาใส่ในหลอดทดลองเดียวกัน เพื่อเพิ่มโอกาสการผสมเท่านั้น เมื่อได้ cell ที่เหมาะสม(ผสมแล้ว) ต้องรีบนำกลับเข้าในตัวคนอยู่ดี การเจริญทั้งหลายจึงมีโอกาสเกิดขึ้น แต่มิใช่ว่าทุก cell ที่ผสมแล้วจะเจริญจนเป็นเนื้อเยื่อมนุษย์ได้

มีสถิติที่ทำแล้วล้มเหลวมากกว่าทำแล้วสำเร็จมากนัก เพราะโอกาสการปฏิสนธิเป็นมนุษย์ของสัตว์ทั้งหลายนั้นน้อยมาก

cell ที่ผสมแล้วอาจเจริญได้เพียงระดับหนึ่ง ถ้าไม่มีจิตกำกับการเจริญนั้นต่อ cell เหล่านั้นก็จะเสื่อมไป

ในส่วนอื่นๆ นั้น มีความเห็นคล้ายกัน

โดย herbs [24 ส.ค. 2551 , 10:28:31 น.] ( IP = 124.120.18.6 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org