มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มนุษย์เป็นธรรมชาติ




ความหมายของคำว่ามนุษย์
คำว่า “มนุษย์” หมายถึง สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล, สัตว์ที่มีจิตใจสูง, คน
ผู้รู้ศัพทศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา ได้ให้คำนิยามความหมายของคำว่ามนุษย์ไว้ดังนี้
คำว่า “มนุษย์” หมายถึง ผู้มีใจสูง ได้แก่คนผู้มีมนุษยธรรม เช่น เมตตา กรุณา เป็นต้น, สัตว์ที่รู้จักคิดเหตุผล, คน
คำว่า “มนุษย์” มีความหมายเป็น ๒ ประการ คือ
๑. มนุษย์ หมายความว่า ผู้รู้จักเหตุรู้จักผล รู้ดีชั่ว รู้จักประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
๒. มนุษย์ หมายความว่า บุคคลผู้มีใจสูง (มีคุณธรรม ความเป็นมนุษย์)
มนุษย์ ในความหมายว่า ผู้รู้จักเหตุรู้จักผล รู้จักดีชั่ว รู้จักประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ และอีกนิยามหนึ่ง คือ เป็นผู้มีใจสูง ตามความหมายเหล่านี้ มีนัยแสดงถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ตามลำดับ และมีความเกี่ยวโยงกับหลักพุทธธรรม ซึ่งเป็นคำสอนเดิมแท้ของพระพุทธเจ้า



ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์คือ เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกและฝึกได้ การที่มนุษย์เราจะมีชีวิตที่ดีงาม เราจะต้องศึกษาฝึกฝนพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นไป ในระบบการดำเนินชีวิตของเราซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เมื่อเราฝึกฝนพัฒนามีการศึกษา ก็ทำให้การดำเนินชีวิตของเราดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้ไม่ฝึก เราที่เป็นมนุษย์นั้นก็จะดำเนินชีวิตให้ไม่ดีเลย ทั้งนี้เพราะมนุษย์อยู่ด้วยสัญชาตญาณอย่างเดียวไม่พอ


โดย ธีร์ (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:26:21 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



จะเห็นได้ว่า การให้คำอธิบายถึงความหมายของ “มนุษย์” ตามนิยามของพระพุทธศาสนา มิได้มองมนุษย์เพียงรูปลักษณ์ หรือองค์ประกอบที่เป็นมนุษย์เท่านั้น ยังแสดงถึงความเป็นมนุษย์ตามนิยามของหลักพุทธธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจในสภาวะของมนุษย์ตามกฏของธรรมชาติอีกด้วย ในอัคคัญญสูตร ได้กล่าวถึงมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และธรรมชาติแวดล้อม เช่น ทำให้เกิดระบบสุริยะ การโคจรของดวงดาว วันเวลาและฤดูกาล มนุษย์ในฐานะเป็น“สัตวะ”หรือ ผู้ที่ยังข้องอยู่ หรือติดอยู่ในสังสารวัฏ มนุษย์ในพระพุทธศาสนามิได้มีฐานะเริ่มต้นจากสัตว์สังคม เพราะความเป็นมนุษย์เริ่มจากปัจเจกชีวิต มิใช่มวลชนหรือหมู่แห่งชีวิต



ข้อความในอัคคัญญสูตร ได้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลมาจากกิเลสตัณหาซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรมของมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์เองก็เป็นผู้รับผลกระทบนั้นร่วมกัน เช่น เมื่อมนุษย์ ทำลายธรรมชาติ พืชพันธุ์เปลี่ยนไป ผิวพรรณวรรณะ อายุของมนุษย์ก็เสื่อมลงไปด้วย


โดย ธีร (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:28:31 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 2


องค์ประกอบของมนุษย์
พระพุทธศาสนาได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับความหมายของมนุษย์ในแง่ที่เป็นองค์ประกอบแยกเป็นส่วนต่าง ๆ คือ อธิบายเป็นหนึ่งก็ได้ เป็นสองก็ได้ และเป็นมากกว่าสองก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดหมายในการนำเสนอให้ถูกต้องว่าจะอธิบายในลักษณะไหนอย่างไร ดังต่อไปนี้



๓.๔.๑ มนุษย์ในความหมายที่เป็นหนึ่ง
มนุษย์ คือ กระบวนการของการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์ ดังความใน วชิราสูตร ว่า
ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ เป็นความสืบต่อกันแห่งสังขารธรรมล้วน ๆ กระบวนการแห่งธรรมนี้เกิดขึ้นและดับลงตามเหตุปัจจัย ดังนั้นตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัย ตราบนั้นกระบวนการแห่งธรรมหรือกระบวนการแห่งชีวิตมนุษย์ก็ยังดำเนินต่อไป เมื่อเหตุปัจจัยดับสิ้นลงเมื่อใด กระบวนธรรมก็ดับลงเมื่อนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยเป็นตัวกำหนด ในแง่นี้พระพุทธศาสนามองมนุษย์ในฐานะเป็นเพียงการประชุมกันของเหตุปัจจัย หรือองค์ประกอบต่าง ๆ และเมื่อองค์ประกอบเหล่านั้นถูกแยกออกจากกันไป ความเป็นมนุษย์ก็ไม่มี


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:30:46 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 3


๓.๔.๒ มนุษย์ในความหมายที่เป็นสอง
พระพุทธศาสนาวิเคราะห์มนุษย์โดยแบ่งส่วนประกอบที่สำคัญออกเป็น ๒ ส่วน คือ
รูปกับนาม หรือ กายกับจิต ส่วนที่เป็นร่างกายเรียกว่ารูป และส่วนที่เป็นจิตใจเรียกว่านาม องค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้ หากขาดส่วนใคส่วนหนึ่งไปความเป็นมนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์ก็จะสิ้นสุดลง มนุษย์ตามความหมายในแง่นี้จึงหมายถึงการรวมกันเข้าของส่วนกายกับจิต โดยอาจอุปมามนุษย์กับท่อนไม้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนขึ้น มนุษย์กับท่อนไม้อาจจะเหมือนกันในแง่ของกายภาพ หมายถึงทั้งสองต่างก็เป็นสสาร ต่างก็ตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมดาด้วยกันคือ ไม่ยั่งยืน แปรเปลี่ยนทำลาย และไร้แก่นสาร พระพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์ต่างจากท่อนไม้ เพราะท่อนไม้ไม่อาจเคลื่อนไหวด้วยตัวของมันเองได้ต้องอาศัยแรงผลักดันของสิ่งอื่นภายนอก ส่วนมนุษย์สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ มีความรู้สึก มีความคิด มีความต้องการ มีเหตุมีผล เพราะมนุษย์มีจิตเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง จิตไม่ใช่สสาร มันจึงทำให้มนุษย์มีชีวิตที่แตกต่างจากท่อนไม้ ซึ่งท่อนไม้มีองค์ประกอบที่เป็นสสารอย่างเดียว ส่วนมนุษย์ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๒ ส่วนคือ กายและจิต



๓.๔.๓ มนุษย์ในความหมายที่เป็นมากกว่าสอง
พระพุทธศาสนาวิเคราะห์มนุษย์และให้ความหมายของมนุษย์ตามนัยนี้มีหลักฐานให้
พิจารณาในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก ดังนี้
๑. การวิเคราะห์มนุษย์ตามนัยไตรลักษณ์
จากพื้นฐานของการนิยามมนุษย์ตามกระบวนการของธรรมชาติ ปรากฏเป็นความเคลื่อนไหวที่มีความเปลี่ยนแปลง จากการเกิดขึ้น (อุปาท) ตั้งอยู่ (ฐิติ) และแตกสลายไป (ภังคะ) ซึ่งขณะที่มนุษย์ดำรงอยู่ในกระแสความเปลี่ยนแห่ง “สังขตธรรม” เช่นกันนี้ สถานะของมนุษย์จึงปรากฏและเป็นไปตามกฏไตรลักษณ์ ดังพุทธพจน์ที่แสดงไว้ในรูปของกฏธรรมชาติ ในธัมมนิยามสูตร (อุปปาทสูตร) ดังนี้


โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:32:56 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 4


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น คือความตั้งอยู่ตามธรรมดา…..ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง…สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์…ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา…



พุทธพจน์นี้ จะเห็นถึงลักษณะสำคัญของธรรม ๒ ประการ คือ ประการแรก มีความเป็น “กฎ” หรือ “แบบแผน” ของสภาวะธรรมชาติ ที่ดำรงอยู่เช่นนี้ โดยปราศจากผู้สร้างหรือผู้ควบคุมเป็นหลักดำรงอยู่อย่างนั้น คือ ไตรลักษณ์ ประการที่สอง เป็นการอธิบายความจริง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุปัจจัยในกระบวนการแห่งปัจจัยสัมพัทธ์ อันเป็นกระบวนการชีวิตของมนุษย์ กล่าวตามกฏปฏิจจสมุปบาท ลักษณะดังกล่าวนี้ปรากฏโดยทั่วไปในพระสุตตันตปิฎก ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแสดงหลักธรรม ทั้งสองประการว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา (กฏไตรลักษณ์) เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร….เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ (กฏปฏิจจสมุปบาท) จากพุทธพจน์นี้ มีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไปตามสภาวะปรากฏอยู่ ๒ อย่าง คือ สังขารทั้งปวง และธรรมทั้งปวง ดังนัยสำคัญดังนี้


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:34:37 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 5


ก. สังขารทั้งปวง “สังขาร” หมายถึง สภาวะทุกอย่างทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตตระ ทั้งที่ดีที่ชั่วและที่เป็นกลาง ๆ ทั้งหมด เว้นแต่พระนิพพานซึ่งเป็นสภาวะที่ปลอดสังขาร หรือสภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (วิสังขาร) สังขารจึงครอบคลุมสังขตธรรมทั้งปวง ตามกฏไตรลักษณ์ ข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ คือ มีความไม่เที่ยง และเป็นทุกข์
ข. ธรรมทั้งปวง “ธรรม” หมายถึง สภาวะหรือสภาพทุกอย่าง ไม่มีขีดขั้นจำกัด ธรรมที่กล่าวถึงในกฏไตรลักษณ์ จึงครอบคลุมสิ่งทั้งปวง ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม ทั้งสังขารและมิใช่สังขาร คือ สภาวะทุกอย่างทั้งหมดรวมถึงนิพพานด้วย ที่เป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน จะเห็นได้ว่าอนัตตาเท่านั้น เป็นลักษณะร่วมของสิ่งทั้งปวง ส่วนอนิจจตาและทุกขตานั้น มีเฉพาะในสังขตธรรมเท่านั้น เว้นพระนิพพาน




จากขอบเขตของกฏไตรลักษณ์ ทำให้เห็นว่าภาวะมนุษย์ เมื่อมาจัดวางลงในขอบเขตดังกล่าว มนุษย์ในแง่ที่เป็นสังขาร คือ ร่างกายจิตใจ จึงปรากฏภาวะไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เป็นความทุกข์บีบคั้นทนได้ยาก และมิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา ในขณะที่มนุษย์ตามนัยแห่งองค์ประกอบ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร (การคิดปรุงแต่ง) วิญญาณ ก็ปรากฏไตรภาวะเช่นกัน ดังพุทธพจน์ ที่แจกแจงมนุษย์ ตามนัยขององค์ประกอบ ดังนี้
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา…..รูปไม่เที่ยงเพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสารมิได้…… เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ โสตะ ฯลฯ ชราและมรณะ ไม่เที่ยงเพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะความว่าหาแก่นสารมิได้


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:35:38 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 6


กฏไตรลักษณ์ดังกล่าวนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สามัญญลักษณะ” ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปที่เสมอเหมือนกันของสิ่งทั้งปวง ดำรงอยู่ภายใต้กฏกำหนดสภาวะ ๓ ประการ คือ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา มีรายละเอียดดังนี้
๑. อนิจจตา (Impermanence) คือ ความไม่เที่ยงแท้ถาวร ไม่คงตัวแน่นอน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป ดังพุทธพจน์ที่ทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ถึงภาวะของมนุษย์ที่เป็นไปตามองค์ประกอบแห่งขันธ์ ๕ ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป…..เวทนา…..สัญญา…สังขาร…วิญญาณมิใช่ตัวตน ก็หากว่ารูป ฯลฯ วิญญาณนี้ จักเป็นตัวตนแล้วไซร์ ก็คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ และได้ตามความปรารถนาในรูป ฯลฯ ในวิญญาณว่า ขอรูป ฯลฯ ขอวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ก็เพราะเหตุที่รูป ฯลฯ วิญญาณมิใช่ตัวตน ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ตามความปรารถนา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า
พระพุทธดำรัสนี้ แจกแจงแสดงไขถึงภาวะความไม่เที่ยงถาวร บังดับบัญชาไม่ได้ของมนุษย์ตามองค์ประกอบคือ ขันธ์ ๕ ว่าเป็นอนิจจัง และความไม่เที่ยงนี้สามารถอธิบายลักษณะสำคัญได้ ๕ ประการ คือ
๑. มีแล้วกลับเป็นไม่มีอีกได้
๒. มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในที่สุด
๓. ในขณะที่ดำรงอยู่มีความแปรปรวน
๔. คงอยู่ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
๕.เพราะขัดแย้งกับความเป็นจริงของสิ่งที่เที่ยง


โดย ธีร์ (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:37:11 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 7


๒. ทุกขตา (Stress and Conflict) คือ ความเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบบังคับด้วยการเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป มีความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง เพราะมีปัจจัยปรุงแต่งให้เปลี่ยนแปลงสะภาพไปไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้ นอกจากนี้ความทุกข์ ชื่อว่าเป็น ภัย หรือน่า กลัว เพราะเหตุว่าสังขารทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะต้องเสื่อมสลายจากความเกิดนั้น จึงเป็นภัยที่น่ากลัว ทุกขลักษณะสามารถอธิบายลักษณะของความทุกข์ได้เพราะเหตุ ๔ ประการ ดังนี้
๑. เพราะเป็นภาวะที่บีบคั้น โดยอาการว่า สิ่งใด ๆ ที่ตั้งอยู่นั้น เมื่อเปลี่ยนแปลงไปย่อมทำให้เกิดความลำบากใจ
๒. เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น ย่อมทำให้ทนรับสภาพเช่นนั้นได้ยาก
๓. สิ่งนั้นเป็นมูลเหตุนำทุกข์มาให้
๔.เพราะเป็นสิ่งที่ค้านกับสิ่งที่นำสุขที่แท้จริงมาให้




การอธิบายทุกขลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นการอธิบายความทุกข์ตามองค์ประกอบภายในที่มีความขัดแย้ง คือ มีความไม่สมดุล ไม่สมบูรณ์ ต้องปรับเปลี่ยนแปรไปตามสภาพ เช่น ร่างกายมนุษย์ขณะเด็ก และต้องเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ดำรงองค์ประกอบดั้งเดิมตั้งอยู่มิได้ แม้กระทั่งจิตใจก็ผันแปรไป ดังพุทธพจน์ว่า ตถาคตเรียก ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน จึงจัดว่าเป็นความทุกข์เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา
๓.อนัตตา (Soullessness or Non-Self) คือ ความเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง หรือเป็นอนัตตา โดยนัยว่า หาสาระมิได้ หมายความว่า แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนดำรงคงตัวยืนโรงอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเป็นกระบวนการแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย เป็นผลจากการรวมตัวขององค์ต่าง ๆ ที่ประชุมพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:41:14 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 8


ดังพุทธพจน์ในอนัตตลักขณะสูตร ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
จะเห็นว่า การอธิบายหลักอนัตตานี้ ทำให้เห็นลักษณะที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวงว่า ไม่มีตัวตนที่แท้จริงของสิ่งนั้นยืนตัวเป็นแก่นสารอยู่ สภาพที่ปรากฏของสิ่งทั้งหลายเกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ มาประชุมรวมตัวกัน และองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลาและสัมพันธ์กันเป็นปัจจัยแก่กันและกันในรูปของกระบวนธรรม ซึ่งลักษณะเด่น ๆ ของอนัตตามี ๔ ประการ คือ
๑. เพราะเป็นของสูญโดยเป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อย เพราะว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่าง ๆ
๒. เพราะไม่มีเจ้าของที่แท้จริง
๓. เพราะไม่เป็นไปตามความประสงค์ โดยไม่อยู่ในอำนาจใด ๆ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา และไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใคร ๆ
๓.เพราะเป็นความจริงที่ค้านกับความเป็นอัตตา



การอธิบายหลักไตรลักษณ์ ด้วยลักษณะสามประการ คือ อนิจจตา ทุกขตา และ อนัตตตา มีความครอบคลุมธรรมทั้งปวง ดังนั้น ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงเป็นการแสดงผลของอนัตตาให้ปรากฏว่า ถ้าสิ่งที่มีตัวตนอยู่อย่างแท้จริงนั้น ต้องเป็นสิ่งคงที่ มีแก่นสารซึ่งเป็นเอกเทศ มิใช่เกิดจากการประชุมกันแห่งองค์ประกอบ และเราต้องเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง อยู่ภายใต้อำนาจสามารถบังคับบัญชาได้ แต่ในความเป็นจริงมิใช่เกิดขึ้นเช่นนี้ ปรากฏการณ์ทั้งหมดล้วนขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์ต่อความมีอัตตาของสิ่งนั้น อันเป็นหลักศาสนธรรมที่สำคัญในการจัดวางมนุษย์ และการกำหนดฐานะของมนุษย์ในธรรมชาติว่า สรรพสิ่งไม่อยู่ในฐานะเป็นอัตตาและมิใช่สิ่งที่ควรจะยึดว่าเป็นตัวตน


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 ส.ค. 2548 , 09:49:08 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 9


สรุปว่า สถานะความเป็นไปของมนุษย์ในธรรมชาติตามกฏไตรลักษณ์ ดำรงอยู่ในกระบวนธรรมตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ตามองค์ประกอบธาตุพื้นฐาน หรือว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติ ต่างก็ปรากฏความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตนหรือสิ่งที่จะยึดว่าเป็นตัวตนและของของตน
๒. การวิเคราะห์มนุษย์ตามนัยเบญจขันธ์
โดยการแบ่งมนุษย์ออกเป็นองค์ประกอบย่อย ๕ ส่วน ซึ่งเรียกชื่อตามภาษาทางพุทธธรรมว่า เบญจขันธ์ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ แต่ละขันธ์มีรายละเอียดดังต่อไปนี้



๑. รูปขันธ์ แปลว่า กองแห่งรูป หมายถึงส่วนที่เป็นร่างกายของมนุษย์ ซึ่งเกิดจาก
การรวมตัวของธาตุ ๔ ที่เรียกว่ามหาภูตรูป คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และไฟ และรวมกับคุณสมบัติพร้อมด้วยคุณลักษณะของธาตุทั้ง ๔ ที่เรียกว่า อุปาทายรูปคือรูปซึ่งอาศัยมหาภูตรูปด้วย ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเกี่ยวกับรูปไว้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายไปจึงเรียกว่ารูป สลายไปเพราะอะไร สลายไปเพราะหนาวบ้าง สลายไปเพราะร้อนบ้าง เพราะหิวบ้าง เพราะกระหายบ้าง เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [17 ส.ค. 2548 , 09:51:26 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )


  สลักธรรม 10


๒. เวทนาขันธ์ แปลว่า กองแห่งเวทนา ได้แก่ความรู้สึกทางอารมณ์ว่า เป็นสุข
เป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ คำว่า อารมณ์ ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้โดยผ่านทางอายตนะภายในทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเกี่ยวกับเวทนาไว้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าเวทนา เพราะเสวยอารมณ์จึงเรียกว่าเวทนา เสวยอารมณ์อะไร เสวยอารมณ์สุขบ้าง เสวยอารมณ์ทุกข์บ้าง เสวยอารมณ์ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง
๓. สัญญาขันธ์ แปลว่ากองแห่งสัญญา ได้แก่ความจำได้หมายรู้ เป็นการกำหนดรู้เครื่องหมายหรือลักษณะของสภาวะธรรมทั้งหลาย สัญญามี ๖
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านพุทธโฆษาจารย์ ได้อธิบายเกี่ยวกับเหตุผลในเรื่องสัญญา
ขันธ์ไว้ว่า
สัญญาขันธ์ พึงทราบว่า เพราะรวมธรรมชาติที่มีความจำได้เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน



๔. สังขารขันธ์ แปลว่า กองแห่งสังขาร ได้แก่เจตสิกธรรม ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เกิดกับ
จิตและมีเจตนาเป็นตัวนำสำคัญในการแต่งจิตให้ดีให้ชั่ว หรือเป็นกลาง ๆ แล้วส่งไปถึงพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งทางกายและวาจาด้วย
ในวิสุทธิมรรค ท่านพุทธโฆษาจารย์ ได้ให้อธิบายเกี่ยวกับสังขารไว้ว่า
สังขารทั้งหลาย แม้เป็นอย่างเดียวโดยลักษณะ (แต่)ว่าโดยชาติก็เป็น ๓ คือ กุศล อกุศล อัพยากฤต ในสังขาร ๓ นั้น สังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศลสังขาร ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณ จัดเป็นอกุศลสังขาร ที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณ จัดเป็นอัพยา กฤตสังขาร
๕. วิญญาณขันธ์ แปลว่า กองแห่งวิญญาณ ได้แก่ความรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากอายตนะภายนอกมากระทบกับอายตนะภายใน แล้วทำให้เกิดผลคือ ความรู้หรือวิญญาณ ในที่นี้วิญญาณแบ่งเป็น ๖
ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณไว้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าวิญญาณ เพราะรู้แจ้งจึงเรียกว่าวิญญาณ รู้แจ้งอะไร รู้แจ้งรสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้าง รสเผ็ดบ้าง รสหวานบ้าง รสขื่นบ้าง รสไม่ขื่นบ้าง รสเค็มบ้าง รสไม่เค็มบ้าง


โดย ธีร์ [17 ส.ค. 2548 , 09:52:40 น.] ( IP = 61.91.156.6 : : 192.168.0.102 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org