มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บุคคลที่เป็นโทษต่อเมตตาภาวนา




บุคคลที่เป็นโทษต่อเมตตาภาวนา ๖ จำพวก คือ
บุคคลที่แผ่เมตตาก่อนไม่ได้ ๔ จำพวก คือ
๑. อัปปิยบุคคล บุตคลที่ไม่เป็นที่รัก
เพราะถ้าแผ่ถึงอัปปิยบุคคลก่อน ก็จะได้รับความอึดอัด ขุ่นหมอง ไม่สบายใจ
๒. อติปิยบุคคล บุคคลที่รักมาก
เพราะว่ารักมาก ถ้าบุคคลนั้นมีความทุกข์ยากเพียงเล็กน้อย ก็จะเดือดร้อน เห็นเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่
๓. มัชฌัตตบัคคล บุคคลที่ไม่รักไม่ชัง มีแต่ความเฉยๆ
เพราะว่าเราไม่มีความเคารพรัก ความเมตตาก็จะก่อให้เกิดไม่ได้
๔. เวรีบุคคล บุคคลที่เป็นศัตรู
เนื่องจากเป็นศัตรูกัน เมตตาก็ไม่มีโอกาสเกิด จะมีแต่โทสะ
บุคคลที่แผ่เมตตาโดยเจาะจงไม่ได้ มี ๑ จำพวก คือ
๕. ลิงควิสภาคบุคคล บุคคลที่เป็นเพศตรงข้ามกับตน
เพราะจะทำให้ราคะเกิดขึ้น
บุคคลที่แผ่เมตตาไม่ได้เลย มี ๑ จำพวก คือ
๖. กาลังคตบุคคล บุคคลที่ตายไปแล้ว
เพราะบุคคลนั้นตายไปแล้ว เมตตาจึงไม่มี มีแต่การตัดไม่ขาด ระลึกถึงเท่านั้น
อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิก็เกิดไม่ได้ (เอาคนตายมาเป็นอารมณ์ไม่ได้)

พักสักนิดนะค่ะ

โดย พี่ดาค่ะ [27 ธ.ค. 2544 , 07:55:40 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

บุคคลที่จะต้องแผ่เมตตาให้ก่อน
๑. แผ่ให้ตนเองก่อน
เพื่อประโยชน์ที่จะได้เป็นสักขีพยานในการแผ่เมตตาไปยังบุคคลอื่น เราเพราะว่าความรักสิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่ากับการรักตนเองไม่มี เราปรารถนาสุข กลัวทุกข์ อยากมีอายุยืน เมื่อกระทำอยู่เสมอๆ ย่อมเปรียบเทียบได้ว่าสัตว์ทั้งหลายล้วนมีความปรารถนาเช่นเดียวกับเรา ความกลัวเป็นเครื่องบ่งบอก ช่วยให้เจริญเมตตาจิตได้ง่าย และตั้งอยู่มั่นคง จิตใจร่มเย็นเบิกบาน อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิก็เกิดได้ง่าย
๒. แผ่ให้บุคคลอื่นที่รู้จักไปตามลำดับคือ
ปิยบุคคล อติบุคคล มัชฌัตตบุคคล และ เวรีบุคคล
จัดเวรีบุคคลไว้สุดท้าย เพราะโทสะเกิดได้ง่าย ให้คำนึงว่าการไปอบาย หาได้ไปด้วยเวรีบุคคลไม่ แต่ไปด้วยอำนาจโทสะ ดังนั้นศัตรูที่แท้จริงคือโทสะ ก็ให้ระลึกถึงอานิสงส์ของขันติ แล้วเจริญเมตตาต่อไป
ถ้าหากโทสะยังไม่หาย เมตตาย่อมไม่เกิด
ก็ให้พิจารณาตามที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า ผู้ใดไม่เคยเป็นมารดาบิดา บุตรธิดา พี่น้องของตน หามีไม่ได้เลย ฉะนั้นเวรีบุคคลนั้นก็เคยเกี่ยวพันกับเรามา ให้ใจเรียกพ่อจ๋า แม่จ๋า หรือพระโพธิสัตว์ในอนาคต อุณหภูมิแห่งโทสะก็จะถูกบันเทาลง
แต่ถ้าเมตตายังไม่เกิดอีก มีแต่โทสะอันเป็นศัตรูของฌาน จงหยุดแผ่ให้เวรีบุคคลนั้น วางใจเป็นอารัมมณุเบกขาต่อเวรีบุคคลนั้น ปลีกตัวให้ห่างไกลแล้วเริ่มทำการแผ่ต่อไปในปิยบุคคลและมัชฌัตตบุคคล จนเกิดเมตตากับบุคคล ๒ จำพวกให้ได้ และให้ได้เสมอกับตน

พักอีกสักนิดค่ะ

โดย พี่ดาค่ะ [27 ธ.ค. 2544 , 07:59:21 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 2

การที่ต้องพยายามแผ่ไปให้เวรีบุคคล เพราะประสงค์จะให้เมตตาของตนเข้าถึง สีมสัมเภท คือทำลายขอบเขตของเมตตา (เพราะถ้าไม่ทำลายก็ไม่เป็น
อัปปมัญญา) ให้มาเป็นความเสมอเท่าเทียมกันได้ เมื่อเมตตาเสมอภาคกันแล้ว ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง ตั้งมั่นและไม่เสื่อม ทำให้ได้ฌานเร็ว

โดย พี่ดาค่ะ [27 ธ.ค. 2544 , 08:02:39 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 3

บุคคลที่ได้รับการแผ่เมตตายังแบ่งออกเป็น ๑๒ จำพวก ใน ๒ ประเภทคือ
ประเภทที่ ๑ มี ๕ จำพวก หมายถึงบุคคลทั่วไป ไม่ได้เจาะจง คือ
อโนทิสบุคคล ได้แก่
๑. สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลาย
๒. สัพเพ ปาณา สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย
๓. สัพเพ ภูตา สัตว์ที่ปรากฏชัดทั้งหลาย
๔. สัพเพ ปุคคลา บุคคลทั้งหลาย
๕. สัพเพ อัตตภาวปริยาปันนา สัตว์ที่มีอัตภาพทั้งหลาย

การปรับเมตตาทั้ง ๔ ให้มาเสมอกัน
ถ้ามีโจรเข้ามาขู่บังคับว่าต้องการคน หนึ่งในสี่คนนี้ จะให้ใคร พระโยคีก็ถามว่าท่านต้องการเอาไปทำอะไร โจรตอบว่าเอาไปฆ่าเพื่อบวงสรวง ถ้าหากมีจิตคิดลำเอียง ก็ไม่เรียกว่าสำเร็จสีมสัมเภท เพราะจิตยังมีขอบเขต
แม้ตนเองจะยอมรับแทน และมีจิตคิดให้คนทั้ง ๓ รอดพ้น ก็ยังไม่นับว่าสำเร็จสีมสัมเภทอยู่นั่นเอง เพราะเป็นเมตตาที่ยังมีขอบเขต
ต่อเมื่อพระโยคีมีจิตเสมอภาคในระหว่าบุคคลทั้ง ๓ และตนเองแล้ว ชี้ลงไปไม่ได้ว่าจะให้จับใคร เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าสำเร็จสีมสัมเภท

การแผ่เมตตาโดยนัยนี้จึงเป็นไปได้ยาก เพราะการแผ่เมตตาไม่ใช่บริกรรม แต่ต้องทำด้วยใจตนเอง แล้วจึงจะแผ่ไป ผู้เจริญเมตตาจะต้องอาศัย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา จึงจะแผ่ตามหลักนี้ได้

ประเภทที่ ๒ มี ๗ จำพวก หมายถึงบุคคลที่เจาะจง คือ
โอทิสบุคคล ได้แก่
๑. สัพเพ อิตถิยา หญิงทั้งหลาย
๒. สัพเพ ปุริสา ชายทั้งหลาย
๓. สัพเพ อริยา พระอริยะทั้งหลาย
๔. สัพเพ อนริยา ปุถุชนทั้งหลาย
๕. สัพเพ เทวา เทวดาทั้งหลาย
๖. สัพเพ มนุสสา มนุษย์ทั้งหลาย
๗. สัพเพ วินิปาติกา พวกวินิปาติกอสุราทั้งหลาย

พักอีกสักหน่อยนะค่ะ

โดย พี่ดาค่ะ [27 ธ.ค. 2544 , 08:12:20 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 4

ว่าโดยทิศที่จะแผ่ไป มี ๑๐ ทิศ คือ
๑. ทิศตะวันออก
๒. ทิศตะวันตก
๓. ทิศเหนือ
๔. ทิศใต้
๕. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
๖. ทิศตะวันออกเฉียงใต้
๗. ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
๘. ทิศตะวันตกเฉียงใต้
๙. ทิศเบื้องบน
๑๐. ทิศเบื้องล่าง

การแผ่ไปโดยทิศทั้ง ๑๐ คือ
ขอสัตว์ทั้งหลาย ที่อยู่ในทิศตะวันออก
จงไม่มีศัตรูภายนอกทั่วกัน
จงไม่มีความวิตกกังวล เศร้าโศก พยาบาททั่วกัน
จงไม่มีความลำบากกายลำบากใจทั่วกัน
จงนำอัตภาพที่เป็นอยู่ด้วยความสุขการสุขใจตลอดกาลนานทั่วกันเทอญ
ส่วนทิศที่เหลือก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

นิมิตในการเจริญเมตตา
- นับแต่แผ่เมตตาให้ตนเองจนถึงศัตรู เรียกว่า บริกรรมนิมิต
- เมื่อเมตตาจิตเกิดทั่วไปในบุคคลทั้ง ๔ ได้ แต่ยังไม่เข้าขั้นสีมสัมเภท เรียกว่า อุคคหนิมิต
- เมื่อสำเร็จสีมสัมเภทแล้ว อำนาจอุคคหนิมิตที่ทำให้ใจสงบเยือกเย็น มีความเสมอภาคกัน เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต
//flowre อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต เป็นไปโดยอ้อม เพราะเป็นไปโดยใช้ใจอย่างเดียว ไม่ได้อาศัยการเห็น การกระทบ

ขณะที่นึกบริกรรมด้วยใจ เป็นไปโดยสภาพบุคคล เรียกว่าบริกรรมภาวนา
ขณะบริกรรมภาวนาในใจ เมื่ออำนาจบริกรรมเขยิบขึ้น จิตเริ่มสงบ ใสเหมือนกระจก ไม่มีมลทิน เรียกว่าอุปจารภาวนา
เมื่อรูปฌานเกิดขึ้น เรียกว่า อัปปนาภาวนา
การเจริญภาวนานี้เกิดได้ยาก ต้องเป็นบุคคลที่เกิดด้วยอุเบกขา

พักอีกสักครั้งนะค่ะ

โดย พี่ดาค่ะ [27 ธ.ค. 2544 , 08:15:34 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 5

//flowre อานิสงส์ของเมตตามี ๑๑ อย่าง คือ
๑. นอนหลับสบายคล้ายเข้าสมาบัติ ไม่ฝัน
๒. เมื่อตื่นก็สบายคล้ายออกจากสมาบัติ กระปรี้กระเปร่า สดชื่น ไม่งัวเงีย
๓. ไม่ฝันเห็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าฝันจะเห็นแต่สิ่งที่ดี
๔. เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
๖. เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา
๗. ไฟ หรือยาพิษ หรือศาสตราวุธต่างๆ ทำร้ายไม่ได้
๘. มีจิตใจสงบได้เร็ว
๙. มีหน้าตาผ่องใส
๑๐. เวลาใกล้ตาย จิตใจไม่ฟั่นเฟือน
๑๑. แม้ยังไม่บรรลุมรรคผล ถ้าได้รูปฌาน ก็จักบังเกิดในพรหมโลกแน่นอน

ลักขณาทิจตุกะของเมตตา
มีความเป็นไปแห่งกาย วาจา และใจ ในอันจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้อื่น เป็นลักษณะ
มีการนำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลายอย่างใกล้ชิด เป็นกิจ
มีความบำบัดความแค้น เป็นอาการปรากฏ
มีความพิจารณาความดี เป็นเหตุใกล้ให้เกิด
มีความสงบระงับความพยาบาทลงได้ด้วยเมตตาที่ทำ เป็นสมบัติของเมตตา
การเกิดขึ้นของตัณหาที่เหนี่ยวนำ เป็นความวิบัติของเมตตา
ราคะ เป็นข้าศึกใกล้ของเมตตา
พยาบาท เป็นเหตุไกลของเมตตา

ฉะนั้นเมตตาเจริญได้ตั้งแต่ ปฐมฌาน ถึง จตุตถฌาน

ขอมอบดอกไม้ให้ทุกคนได้ชื่นใจหายเหนื่อยจากการอ่านค่ะ



ด้วยรักและปรารถนาดีค่ะ
พี่ดา

โดย พี่ดาค่ะ [27 ธ.ค. 2544 , 08:20:21 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณในความรักและความปรารถนาดีของพี่ดาค่ะ..สาธุ....

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ธ.ค. 2544 , 12:30:41 น.] ( IP = 202.183.178.160 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบคุณในความเมตตาของพี่ดาอย่างยิ่งค่ะ อ่านไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ได้แต่นึกอนุโมทนากับพี่ดาจริงๆค่ะ สาธุ
ได้ทราบรายละเอียดของการแผ่เมตตาแล้ว รู้สึกว่าจะปฏิบัติยากกว่าการเจริญวิปัสสนาค่ะ หรือพี่ดาว่ายังไงคะ การเจริญเมตตากรรมฐานก็ใช้ภาษาบาลีและแปลเป็นไทยอย่างที่หลวงพ่อให้ทำการบ้านอย่างนั้นหรือเปล่าคะ?

โดย ธัญธร [27 ธ.ค. 2544 , 22:05:55 น.] ( IP = 203.146.235.211 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org