| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จะไปจากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไร
สลักธรรม 1เพราะปุถุชนคือบุคคลที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลส และ กิเลส นี่เองที่เป็นตัวการ ผลักพาให้เกิดการกระทำกรรม เมื่อมีกรรมย่อมเป็นที่แน่นอนว่า วิบาก คือ รูปขันธ์ และนามขันธ์ ย่อมต้องเกิด
ฉะนั้นวัฏฏะทั้งสาม คือ กิเลสวัฏ กัมมวัฏ และวิปากวัฏ ที่หมุนวน ย่อมทำให้สังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิดไม่อาจสิ้นสุดหยุดลงได้ และทุกภพชาติที่เกิด กำเนิดของสัตว์ย่อมวิจิตร เพราะจิตย่อมวิจิตรในการสั่งสมกรรม และกิเลส
ขั้นปฏิบัติ
เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจในหลักการของปฏิบัติแล้ว ย่อมสามารถลงมือปฏิบัติได้ทันที
การปฏิบัติสติปัฏฐานนี้ บางท่านเรียกว่า การปฏิบัติวิปัสสนา การปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติมัคคพรหมจรรย์ การปฏิบัติไตรสิกขา ทั้งหมดนี้คืออย่างเดียวกัน เป็นการปฏิบัติที่ประกอบด้วยองค์ของ ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นธรรมที่ปหาณกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดให้หมดลงไปได้
โดย พี่ดอกแก้ว [6 ก.ย. 2548 , 06:10:30 น.] ( IP = 61.90.12.129 : : )
สลักธรรม 2ในการปฏิบัตินี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องยึดหลักสำคัญ ๓ ประการ คือ
๑. ต้องระวัง นั่นคือผู้ปฏิบัติต้องมีความสำรวมระวังอินทรีย์ ด้วยศีลในองค์มรรค คือ อินทรียสังวรศีล เป็นการสำรวมขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะรู้รส ขณะสัมผัส และขณะนึกคิด โดยไม่ให้พลาด หรือตกไปจากอารมณ์ของรูป-นาม มิฉะนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้กิเลสเกิดขึ้นได้ การระวังนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ของวิรตี ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เกิดร่วมกันเป็นองค์ของศีล ซึ่งศีลที่เกิดขึ้นในอารมณ์ปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่า อธิศีล
อินทรียสังวรศีล มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติ เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด อารมณ์ปัจจุบันได้โดยง่าย
๒. ต้องสังเกต นั่นคือ ผู้ปฏิบัติต้องคอยสังเกตอารมณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น ว่าเกิดขึ้นที่ฐานใด และเกิดขึ้นที่รูป หรือที่นาม ฉะนั้นการสังเกตนี้ผู้ปฏิบัติจะต้องมีสมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตในขณะนั้นประกอบด้วย วิริยะ สติ และเอกัคคตา ซึ่งเป็นองค์ของ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ รวมเป็นสมาธิในมรรค ที่เรียกว่า อธิจิต
๓. ต้องรู้ นั่นคือ ผู้ปฏิบัติต้องกำหนดอารมณ์ตามสภาวธรรมของความจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นรูปอะไร นามอะไร การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นไปเพราะเหตุอะไร ผู้ปฏิบัติจึงต้องมีเหตุผลประกอบการกระทำให้กับตนเองตลอดเวลา นั่นคือจะต้องรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นตัวการให้เกิดการกระทำได้เลย นอกไปจากทุกข์อริยสัจ อันเป็นปัญญาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และแสดงโปรดให้เวไนย์ใช้เป็นกิจในการกำหนดรู้ก่อนการเปลี่ยนแปลงและแก้ไข ดังนั้นความสามารถในการกำหนดรู้รูป-นามนี้จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีปัญญา และวิตกเจตสิก ซึ่งเป็นองค์ของสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ร่วมกันเป็น ปัญญาในไตรสิกขา เรียกว่าอธิปัญญา
โดย พี่ดอกแก้ว [6 ก.ย. 2548 , 06:14:37 น.] ( IP = 61.90.12.129 : : )
สลักธรรม 3
มาถึงตอนนี้นับได้ว่า.... ผู้ปฏิบัติได้เริ่มดำเนินตามรอยทางของพระบรมศาสดา ผู้เสด็จไปแล้วด้วยดี เพราะทางที่พระพุทธองค์ทรงดำเนินไปแล้ว และนำกลับมาโปรดแก่สัตวโลกนั้น ก็คือ ทางมัชฌิมาปฏิปทา อันเป็นทางสายกลางระหว่างทางกามสุขนุโยคที่สร้างความยินดีให้ กับอัตตกิลมถานุโยคที่สร้างความทุกข์ยากลำบากให้
นับได้ว่าทางที่พระองค์ทรงชี้ให้เดินตามนั้นเป็นทางที่ไม่ให้เอนเอียงไปในอภิชฌา และ โทมนัส นั่นคือเห็นก็สักแต่ว่าเป็นนามเห็น (เห็นเฉยๆ) ได้ยินก็สักแต่ว่านามได้ยิน (ได้ยินเฉยๆ) เป็นต้น หมายความว่าไม่มีความยินดี ยินร้าย เกิดขึ้นในอารมณ์ปัจจุบันนั้นๆ
ฉะนั้นทางแห่งความหลุดพ้นจึงไม่ได้อยู่ไกลไปจากผู้เจริญกรรมฐาน แต่อยู่ตรงการกระทบอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันตามทวารต่างๆ นั่นเอง เพียงแต่ขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะต้องเท่าทัน สามารถวางใจได้ถูกต้อง และแยบคายตามสภาวธรรม เมื่อใดที่อินทรีย์มีกำลังมากขึ้น
องค์ของศีล สมาธิ และปัญญา จะมารวมกันเป็นหนึ่ง เรียกว่า เอกสามัคคี (มรรคสามัคคี) เมื่อนั้นวิปัสสนาปัญญาย่อมจะเกิดขึ้นเป็นบันไดพาผู้ปฏิบัติก้าวเข้าไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ตามความต้องการ
โดย พี่ดอกแก้ว [6 ก.ย. 2548 , 06:21:17 น.] ( IP = 61.90.12.129 : : )
สลักธรรม 4ผลการปฏิบัติ
ทุกคนต้องไม่ลืมหลักของความจริงที่ว่า ผลย่อมต้องมาจากเหตุ บุคคลใดสร้างเหตุอะไรไว้ ผลย่อมต้องมีเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุนั้นๆ อย่างแน่นอน การปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ เพื่อความหลุดพ้นก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน นั่นคือบุคคลใดที่มีความต้องการเดินทางไปในเส้นทางสายเอกนี้ จะต้องสร้างเหตุไว้ ๒ ประการ คือ
๑. เหตุอดีต ได้เคยสร้างสมอบรมปัญญาไว้มาก หมายความว่า กรรมภพที่เขาได้กระทำมาบ่อยๆ ในอดีตชาตินั้นต้องเป็นมหากุศลญาณสัมปยุต และมีอำนาจเพียงพอทำให้เกิดอุปัตติภพ เป็นมหาวิปากญาณสัมปยุต ซึ่งทำให้บุคคลผู้นั้นเกิดเป็นคนไตรเหตุที่เรียกว่า ติเหตุกบุคคล หมายถึงบุคคลที่มีสิทธิ์กระทำ มรรค ผล นิพพาน ให้แจ้งได้
๒. เหตุปัจจุบัน มีการตั้งตนไว้ชอบ หมายความว่าได้มีโอกาสคบหากัลยาณมิตร ได้ใกล้ชิดกับพระธรรม โดยเฉพาะมีการศึกษาเพื่อหาหนทางของการพ้นทุกข์ จนมีความเข้าใจในหลักการ และวิธีการ โยนิโสมนสิการ จนสามารถนำไปปฏิบัติวิปัสสนาได้
เมื่อใดที่บุคคลผู้มีคุณสมบัติของเหตุดังกล่าวได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักของสติปัฏฐาน เหตุที่กระทำมาจะเป็นตัวอุดหนุนให้อินทรีย์มีกำลังแก่กล้า ด้วยปัญญาที่ปรีชามากขึ้นย่อมเป็นปัจจัยส่งเสริมให้บุคคลผู้นั้นประจักษ์ความจริงของรูปนามได้โดยง่าย
ญาณปัญญาจากนามรูปปริเฉทญาณ ปัจจยปริคห-ญาณ สัมมสสนญาณ ที่เกิดขึ้นตามลำดับ ทำให้ประจักษ์ความจริงของไตรลักษณ์ได้ และเมื่อใดที่โยคาวจรอาศัย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นพาหนะพาสู่ วิปัสสนาญาณ ๙ (นับตั้งแต่อุทยัพพยญาณ จนถึงอนุโลมญาณ) ได้สำเร็จ นับว่าเขาสามารถก้าวเข้าถึงธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ คือ อริยสัจ ๔ ได้เมื่อนั้น
โดย พี่ดอกแก้ว [6 ก.ย. 2548 , 06:27:40 น.] ( IP = 61.90.12.129 : : )
สลักธรรม 5เพราะ อนุโลมญาณนั้นก็คือ ญาณที่อนุโลมให้เห็นอริยสัจ ๔ หมายถึง ..
ทุกข์ ซึ่งเป็นของที่มีอยู่แท้จริง และพระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดให้เป็นกิจรู้ นับได้ว่าโยคาวจรผู้นั้น ได้กำหนดรู้แล้ว
สมุทัย ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ และพระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดให้เป็นกิจละ นับได้ว่าโยคาวจรผู้นั้น ได้ละแล้ว
นิโรธ ซึ่งเป็นธรรมที่ดับทุกข์ และพระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดให้เป็นกิจที่ควรกระทำให้แจ้ง นับได้ว่าโยคาวจรผู้นั้น ได้ทำให้แจ้งแล้ว
มรรค ซึ่งเป็นหนทางที่ดับทุกข์ และพระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดให้เป็นกิจที่ควรดำเนินตาม นับได้ว่าโยคาวจรผู้นั้น ได้ดำเนินตามแล้ว
เมื่อบุคคลใดเข้าถึงอริยสัจ เมื่อนั้นสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ได้บังเกิดขึ้นแล้วกับบุคคลนั้น
ปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ ในอนุโลมญาณ จะเป็นปัจจัยให้ผู้นั้นก้าวเข้าสู่ โคตรภูญาณ อันเป็นญาณที่ประจักษ์แจ้งในพระนิพพาน จึงสามารถปหานกิเลส พร้อมกับตัดโคตรปุถุชน เข้าสู่อริยชนได้ (ตามลำดับ)
จิตที่ดำเนินอยู่ในกามวิถี ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นโลกุตตรอัปนาวิถีทันที มัคคจิตที่เกิดขึ้นในวิถีนั้นจะเป็นตัวปหาณกิเลสให้เป็นสมุทเฉทได้ทันที ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตามกำลัง และอำนาจของมัคคจิตที่จะต้องเกิดขึ้นตามลำดับ คือ..
โดย พี่ดอกแก้ว [6 ก.ย. 2548 , 06:30:27 น.] ( IP = 61.90.12.129 : : )
สลักธรรม 6๑. โสดาปัตติมรรค เมื่อเกิดขึ้นจะปหาณกิเลสเบื้องต่ำให้หมดลงไป คือ..อกุศลมูล ที่ถูกทำลาย มี ๕ ดวง คือ
โลภะมูลจิตที่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุต ๔ ดวง
และ โมหะมูลจิตที่เป็นวิจิกิจฉา ๑ ดวง
อาสวะ ที่ถูกทำลาย คือ ทิฏฐาสวะ
สังโยชน์ ที่ถูกทำลายคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาท
๒. สกทาคามิมรรค เมื่อเกิดขึ้นทำให้กิเลสที่ยังเหลืออยู่เบาบางลง แต่ยังไม่หมดลงไปได้
๓. อนาคามิมรรค เมื่อเกิดขึ้นจะปหาณกิเลสเบื้องกลางให้หมดลงไปคือ ..อกุศลมูล ที่ถูกทำลาย มี ๒ ดวง คือ โทสะมูลจิต ๒ ดวง
อาสวะ ที่ถูกทำลาย คือ กามาสวะ
สังโยชน์ ที่ถูกทำลายคือ ปฏิฆะ
และกามราคะ
๔. อรหัตตมรรค เมื่อเกิดขึ้นจะปหาณกิเลสเบื้องสูงห้หมดลงไปคือ ..อกุศลมูล ที่ถูกทำลาย มี ๕ ดวง คือ โลภะมูลจิตที่เป็นทิฏฐิคตวิปปยุตที่เหลือ ๔ ดวง และ โมหะมูลจิตที่เป็นอุทธัจจะ ๑ ดวง
อาสวะ ที่ถูกทำลาย คือ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ
สังโยชน์ ที่ถูกทำลายคือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา
โดย พี่ดอกแก้ว [6 ก.ย. 2548 , 06:35:06 น.] ( IP = 61.90.12.129 : : )
สลักธรรม 7เมื่อใดที่บุคคลนั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ขณะนั้นอกุศลมูลทั้ง ๑๒ อาสวะทั้ง ๔ รวมแล้วคือ
กิเลส ตัณหาต่างๆ ได้ถูกกำจัดไปอย่างหมดสิ้น เป็น ผู้ลอยบาปลอยบุญ หมายความว่า กรรมทั้งที่เป็นบุญ และบาปจะไม่เกิดกับท่านอีกต่อไป ต้นตอของวัฏฏะ คือ อวิชชา ตัณหา ถูกทำลายสิ้น
เมื่อกิเลสไม่มี กรรมย่อมไม่เกิด แต่เมื่อยังต้องมีชีวิตอยู่ในชาตินั้นซึ่งเป็นภพชาติสุดท้าย ท่านจึงต้องเสวยวิบาก อันเป็นผลของกรรมเก่าที่ได้กระทำในอดีตชาติที่ผ่านๆ มา เหตุปัจจุบัน คือ ตัณหา อุปาทาน กรรมภพ ที่จะต้องทำให้เกิดอนาคตผลนั้นไม่มีแล้ว
ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านกระทำจึงล้วนเป็นกิริยาทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อเป็นกริยาก็จะไม่มีผลอันเป็นวิบากได้อีกต่อไป ครั้นถึงเวลาที่ท่านต้องดับขันธ์ปรินิพพาน อำนาจที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นอีกจึงไม่มี เพราะถูกถอนรากถอนโคนหมดสิ้นแล้วทั้งตัณหา และอวิชชา ฉะนั้นทันทีที่จุติจิตของพระอรหันต์ดับลง ก็จะไม่มีจิตดวงต่อไปเกิดขึ้นได้อีก
คือ... จุดจบแห่งสังสารวัฏ เป็นกาลอวสานของชีวิต ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของการมีชีวิตอย่างแท้จริง เพราะเป็นการจบสิ้นแล้ว ซึ่งการเกิดขึ้นของ จิต เจตสิก และกรรมชรูป ที่เคยมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน และเป็นชีวิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วซึ่งกองทุกข์ทั้งปวง
พระอรหันต์ จึงเป็นบุคคลประเภทเดียวที่พบสันติสุข และได้รับอมตสุขอย่างถาวรตลอดนิรันดร์กาล
ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
พี่ดอกแก้ว
![]()
![]()
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [6 ก.ย. 2548 , 06:40:39 น.] ( IP = 61.90.12.129 : : )
สลักธรรม 8เป็นคำอธิบายที่ทำให้เข้าใจถึงลำดับขั้นตอนของการยุติวงจรของชีวิตได้อย่างกระชับสั้น เข้าใจง่าย และมีกำลังใจมากสำหรับผู้ที่เลือกทางสายนี้..โดยเฉพาะในสลักธรรมที่ ๓ "..ทางแห่งความหลุดพ้นจึงไม่ได้อยู่ไกลไปจากผู้เจริญกรรมฐาน แต่อยู่ตรงการกระทบอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันตามทวารต่างๆ นั่นเอง .."
ขอบพระคุณค่ะพี่ดอกแก้วโดย น้องกิ๊ฟ [6 ก.ย. 2548 , 11:12:42 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 9จุดจบแห่งสังสารวัฏ.....
ต้องอาศัยศึกษาและมีความเข้าใจในพระอภิธรรมอย่างลึกซึ้ง
และปฏิบัติตามรอยทางของพระบรมศาสดา
ขอบพระคุณพี่ดอกแก้วค่ะโดย เซิ่น [6 ก.ย. 2548 , 20:48:03 น.] ( IP = 58.10.89.243 : : )
สลักธรรม 10จุดจบแห่งสังสารวัฎ.. ฟังดูแล้วอาจจะน่าใจหายสำหรับผู้ที่ยังอยากเกิดเพื่อแสวงหาอารมณ์ทีดีๆที่พอใจ แต่เป็นเป้าหมายและความฝันอันสูงสุดของผู้ที่ได้ศึกษาพระอภิธรรมแล้วมีความเข้าใจ และอยากไปให้พ้นจากทุกข์...
ขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากค่ะ ที่แสดงธรรมตามลำดับขั้นตอนอย่างละเอียดลึกซึ้ง เป็นประโยชน์และมีคุณค่ามากค่ะโดย ธัญธร [7 ก.ย. 2548 , 18:07:38 น.] ( IP = 203.113.71.169 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |