มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คำว่าแหล่งกำเนิด ๔ คืออะไรค่ะ




คำว่าแหล่งกำเนิด ๔ คืออะไรค่ะ

และมีชื่อว่าอะไรบ้างค่ะ ขอที่มาด้วยนะค่ะ?

โดย วรรณา [12 ก.พ. 2545 , 21:54:45 น.] ( IP = 203.170.141.24 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

กำเนิด ๔

ที่มาได้นำมาให้อ่านเลยครับผม

(1) เล่มที่ ๙
[๑๖๙] ดูกรสารีบุตร กำเนิด ๔ ประการเหล่านี้แล
๔ ประการเป็นไฉน? คือ

อัณฑชะกำเนิด
ชลาพุชะกำเนิด
สังเสทชะกำเนิด
โอปปาติกะกำเนิด

ดูกรสารีบุตร ก็อัณฑชะกำเนิด เป็นไฉน?
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชำแรกเปลือกแห่งฟองเกิด
นี้เราเรียกว่า อัณฑชะกำเนิด

ดูกรสารีบุตร ชลาพุชะกำเนิดเป็นไฉน?
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ชำแรกไส้ [มดลูก] เกิด
นี้เราเรียกว่า ชลาพุชะกำเนิด

ดูกรสารีบุตร สังเสทชะกำเนิดเป็นไฉน?
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ย่อมเกิดในปลาเน่า ในซากศพเน่า ในขนมบูด
หรือในน้ำครำ ในเถ้าไคล [ของสกปรก]
นี้เราเรียกว่า สังเสทชะกำเนิด

ดูกรสารีบุตร โอปปาติกะกำเนิดเป็นไฉน?
เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก
และเปรตบางจำพวก
นี้เราเรียกว่า โอปปาติกะกำเนิด

ดูกรสารีบุตร กำเนิด ๔ ประการเหล่านี้แล

ดูกรสารีบุตร ผู้ใดแล พึงว่าซึ่งเราผู้รู้อยู่อย่างนี้
ผู้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่เป็นญาณทัสสนะ อันวิเศษพอแก่ความเป็นอริยะของพระสมณโคดมไม่มี

พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลมาด้วยความตรึก
ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้ง ได้เอง

ดูกรสารีบุตร ผู้นั้นไม่ละวาจานั้นเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรกดังถูกนำมาฝังไว้

ดูกรสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงกระหยิ่มอรหัตผล
ในปัจจุบันทีเดียว ฉันใด

ดูกรสารีบุตร เรากล่าวข้ออุปไมยนี้
ก็ฉันนั้น ผู้นั้นไม่ละวาจานั้นเสีย
ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย
ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรกดังถูกนำมาฝังไว้ .

โดย เณรชิต [12 ก.พ. 2545 , 22:00:40 น.] ( IP = 203.170.141.24 : : )


  สลักธรรม 2

ขอเสริมพี่เณร ท่านเชื่อหรือไม่ว่าพระพุทธองค์ของเราท่านทั้งหลายมีความบริสุทธิเหลือเกินท่านแสดงถึงว่าพระองค์ท่านเองก็เคยทำความผิดคิดชั่วมาก่อนถึงความวิบัติถึงการต้องตกละกรรมลำบากในภพภูมิเบื้องต่ำ มีหลักฐานแสดงไว้
[๑๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิด

๑. อัณฑชโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่]

๒. ชลาพุชโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์]

๓. สังเสทชโยนิ กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล]

๔. โอปปาติกโยนิ [กำเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น] ฯ

ถ้าเป็นศาสดาอื่นแล้วไซร์ไฉนเลยจึงปกปิดสิ่งที่ทำผิดของตน หาความบริสุทธิ์อย่างเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมีหรือไม่

โดย เณรวัส [13 ก.พ. 2545 , 10:36:35 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : )


  สลักธรรม 3

กำเนิด ๔ ของมนุษย์ เรียงตามหลักอาทิกัลยาณัง/งามในเบื้องต้น มัชเฌกัลยาณัง/งามในท่ามกลาง ปริโยสานกัลยาณัง/งามในบั้นปลาย

https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B4/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B9%94-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99-%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1/196287833833700

โดย นา [22 ม.ค. 2558 , 15:18:19 น.] ( IP = 182.52.176.163 : : )


  สลักธรรม 4

กำเนิด ๔ ของมนุษย์ เรียงตามหลักอาทิกัลยาณัง/งามในเบื้องต้น มัชเฌกัลยาณัง/งามในท่ามกลาง ปริโยสานกัลยาณัง/งามในบั้นปลาย
2 กรกฎาคม 2012 เวลา 17:46 น.
๑.อัณฑชะ(Andaja)-เจ้าดิสสกุมาร และ เจ้ามิตรกุมาร(ผู้น้อง) บุตรของพราหมณ์กับนางกินรี ทั้ง๒คลอดออกมาเป็นไข่๒ใบ (กรณีนี้จัดเป็นการผสมข้ามสายพันธุ์ โอกาสรอดมีเพียง๑๐%เท่านั้น เพราะคลอดยากมาก และโอกาสแท้งสูง การที่ กุมารทั้ง๒รอดได้ บิดาผู้เป็นพราหมณ์นั้นจะต้องทำพิธีหน้ากองไฟเพื่อขอบุตร-ประคองไม่ให้แท้ง ลูกผสมข้ามสายพันธุ์เหล่านี้ จะมีความสามารถพิเศษหลายประการ แต่จะมีจุดอ่อนในร่างกาย แบบพวกครึ่งเทพในตำนานกรีก)

นิทานซ้อนจาก มโหสถชาดก

กินรีชื่อรัตนวดีมีอยู่ แม้นางก็ได้ร่วมรักกะดาบสชื่อวัจฉะ มนุษย์ทั้งหลายร่วมอภิรมย์กับมฤดีก็มี มนุษย์และสัตว์ไม่เป็นเช่นเดียวกัน ในเพราะกามย่อมไม่มี.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วจฺฉํ ความว่า กะดาบสผู้มีชื่ออย่างนั้น. ก็กินรีนั้นได้ร่วมรักกะดาบสนั้นอย่างไร. ในอดีตกาล มีพราหมณ์คนหนึ่งเห็นโทษในกามทั้งหลาย จึงละยศใหญ่ออกบวชเป็นฤๅษี สร้างบรรณศาลาอยู่ ณหิมวันตประเทศ. กินนรเป็นจำนวนมากอยู่ ณ ถ้ำแห่งหนึ่งใกล้บรรณศาลาของฤๅษีนั้น. แมลงมุมตัวหนึ่งอยู่ ณ ประตูถ้ำนั้น. มันได้กัดศีรษะของกินนรเหล่านั้น ดื่มกินโลหิต. ธรรดากินนรทั้งหลายหากำลังมิได้ เป็นชาติขลาด. แม้แมลงมุมตัวนั้นก็ใหญ่โตมาก กินนรทั้งหลายไม่อาจจะทำอะไรมันได้ จึงเข้าไปหาดาบสนั้น. ทำปฏิสันถารแล้ว ดาบสถามถึงเหตุที่มา. จึงพากันบอกว่า มีแมลงมุมตัวหนึ่งประหารชีวิตของพวกข้าพเจ้า. พวกข้าพเจ้าไม่เห็นผู้อื่นจะเป็นที่พึ่งได้. ขอท่านจงฆ่ามันเสีย ทำความสวัสดีแก่พวกข้าพเจ้า. ดาบสได้ฟังคำดังนั้น ก็รุกรานว่า พวกเองไปเสีย. บรรพชิตทั้งหลาย เช่นเราไม่ทำปาณาติบาต. บรรดากินนรเหล่านั้น มีกินรีชื่อรัตนาวดี ยังไม่มีผัว. กินนรเหล่านั้นจึงตกแต่งกินรีรัตนวดีนั้น แล้วพาไปหาดาบส. กล่าวว่า กินรีนี้จงเป็นผู้บำเรอเท้าท่าน. ท่านจงฆ่าปัจจามิตรของพวกเราเสีย. ดาบสเห็นกินรีรัตนวดีก็มีจิตปฏิพัทธ์ จึงสำเร็จร่วมอภิรมย์กับกินรีนั้น แล้วไปยืนที่ประตูถ้ำ. ตีแมลงมุมออกมาหากิน ด้วยค้อนให้สิ้นชีวิต. ดาบสนั้นอยู่สมัครสังวาสกับกินรีนั้น มีบุตรธิดาแล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นแล. กินรีรัตนวดีนั้นรักใคร่ดาบสชื่อวัจฉะ ด้วยประการฉะนี้. สุวโปดกนำอุทาหรณ์นี้มา เมื่อจะแสดงว่า วัจฉดาบสเป็นมนุษย์ ยังสำเร็จสังวาสกับกินรีนั้นผู้เป็นดิรัจฉานได้

๒.ชลาพุชะ(Jalabuja)-มี๗ประการ

๑.กายสังสัคคคัพภะ(Gayasansaggagabbha)-เกิดมีครรภ์ด้วยการที่สตรีสมาคมกับบุรุษ(วิธีปกติทั่วไป)

๒.โปลนคัพภะ(Polanagabbha)-เกิดมีครรภ์ด้วยการที่สตรีนำเสื้อผ้าของบุรุษคนรักมานุ่งห่มชมเชยแทนตัวบุรุษนั้น(กรณีนี้คือ ที่ผ้าของบุรุษนั้นมีน้ำสัมภวะเปื้อนอยู่ และสตรีนั้นมีระดูประกอบ)

๓.อโลฉปานคัพภะ(Alochapanagabbha)-เกิดมีครรภ์ด้วยการที่สตรีได้กินน้ำราคะที่ตกออกมากับปัสสาวะ(เคยมีแม่เนื้อตัวหนึ่งกินน้ำราคะที่เจืออยู่ในปัสสาวะของฤๅษีบนใบหญ้าจนเกิดครรภ์ และคลอดออกมาเป็นฤๅษีอิสิสิงคดาบส สันนิษฐานว่าน้ำราคะนั้นมีรังสีจากตบะฤๅษีอยู่)

๔.นาภีปรามาคัพภะ(Nabhiparamagabbha)-เกิดมีครรภ์ด้วยการที่สตรีถูกบุรุษลูบคลำเนื้อตัวและท้อง ประกอบกับสตรีนั้นรักบุรุษนั้น(สมยอม?!)(ใช้นิ้วสัมผัสบริเวณสะดือสตรี ในเวลาสตรีมีระดู)

๕.สัสนคัพภะ(Sasanagabbha)-เกิดมีครรภ์ด้วยการที่สตรีมีใจรักบุรุษ บุรุษนั้นมากลาย(เป็น?!)สตรี สตรีนั้นยินดีก็มีครรภ์(???)

๖.สัททคัพภะ(Saddagabbha)-เกิดมีครรภ์ด้วยการที่สตรีได้ยินเสียงบุรุษอันเป็นที่รักเจรจาพาที(สัทท-ศรัทธา? ครรภ์อันเกิดจากความศรัทธาในตัวบุรุษ จึงอธิษฐานให้มีครรภ์? แสดงว่าสตรีนั้นจิตสูงน่าดู)

๗.คันธคัพภะ(Gandhagabbha)-เกิดมีครรภ์ด้วยการที่สตรีสูดดมกลิ่นอาย(ไอ)บุรุษ(คาดว่าเป็นไอจากตบะฤๅษี ว่าง่ายๆคือสูดเอาไอรังสีเข้าไปจึงเกิดครรภ์)

ข้อที่มีเครื่องหมาย"?" แปลว่ายังหาสิ่งเทียบเคียงไม่ได้ แต่คาดว่าครรภ์ตั้งแต่ข้อ๒-๗นี้ น่าจะเป็นการตั้งครรภ์ในระดับฤๅษีผู้มีฤทธิ์ที่ใช้อำนาจจิตอธิษฐานสังเคราะห์เอา เพราะมีเรื่องของกามมาเกี่ยวข้องน้อยมากๆ ทั้งฝ่ายชายและหญิงต้องมีฤทธิ์ทั้งคู่ ถึงอธิษฐานสื่อถึงกันได้

๓.สังเสทชะ(Samsedaja)-สังเสทชะ ต้องดูประวัติของพระนางอุบลวรรณาเถรี
ในชาติที่เป็นนางปทุมวดี พระนางปทุมวดีท่านตั้งครรภ์ แล้วคลอดบุตรเป็นชลาพุชะ คือ เกิดจากท้อง ๑ คนเท่านั้น แต่ว่าอีก ๔๙๙ เขาบอกว่าเกิดจากเม็ดเหงื่อ(โคลนนิ่งจากตัวกุมารคนแรก)
จริงๆแล้วสังเสทชะคือการเกิดแบบโคลนนิ่งหรือเด็กหลอดแก้ว แบบเจ้าหญิงคางุยะของญี่ปุ่นที่เกิดในกระบอกไม้ไผ่ หรือนางในวรรณคดีไทยบางคนที่เกิดในดอกบัวและมีกลิ่นดอกบัวก็เพราะสังเคราะห์จากละอองเรณูของดอกบัว (เมอร์ลิน โมโมทาโร่ อนาคิน ธัมเบลิน่า ก็ใช่ เป็นพวกมนุษย์สังเสทชะ น่าจะเป็นนิทานที่ต่อยอดพัฒนาจากความรู้เรื่องสังเสทชะแบบดั้งเดิม ที่คนไทยทุกวันนี้"ไม่รู้จัก")

ถ้าเชื่อกันว่า สังเสทชะเกิดจากเถ้าไคล เถ้าไคลนั้นจะต้องไม่เป็นของสกปรก แต่เป็นเถ้าไคลของผู้มีฤๅษีผู้มีฤทธิ์และศีลบริสุทธิ์ เพราะกลิ่นของผู้มีศีลมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ ฉะนั้นเถ้าไคลจากกายย่อมไม่เหม็นเด็ดขาด!!!

Atthanij Pokkasap คุรุ ปัทมสัมภวะ งัย...ปัทมะ=ดอกบัว สัมภวะ=การเกิด(สมภพ..ภาวะที่ถึงพร้อมแล้วทำให้มี ให้เป็น)เป็นที่มาของ มณีมนตรา.."โอม มณี ปัทเม ฮุมม์

กำเนิดจากดอกบัว มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ปัทมสัมภวะ

ฉะนั้น หากให้เรียงลำดับการเกิด จะได้ ๒ ระดับ คือ

๑.ระดับสูง-สังเคราะห์เกิดจากดอกไม้
๒,ระดับล่าง-สังเคราะห์เกิดจากเหงื่อไคลผู้มีศีลบริสุทธิ์(และมีฤทธิ์)

๔.โอปปาติกะ(Opapatika)-ได้แก่นางอัมพปาลี ที่ผุดกำเนิดขึ้นมาบนคาคบต้นมะม่วง(โอปปาติกะต่างกับสังเสทชะตรงที่เกิดแล้วเป็นหนุ่มสาวในทันทีแต่ สังเสทชะเกิดมาเป็นทารกก่อน)

โดย นาคเฝ้าคัมภีร์ [22 ม.ค. 2558 , 15:19:14 น.] ( IP = 182.52.176.163 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org