| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สู่ทางพ้นทุกข์ (๗)
สลักธรรม 1
ทุกข์ มี ๑๑ อย่าง คือ ๑. ชาติ       =   ความคิด ๒. ชรา      =   ความแก่ ๓. มรณะ    =   ความตาย ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็น สภาวทุกข์ คือ ทุกข์ประจำ ๔. โสกะ     =   ความแห้งใจ ๕. ปริเทวะ  =  วามพิไรรำพัน หรือ ความระทมใจ ๖. ทุกขะ    =   ความไม่สบายกาย ๗. โทมนัส  =  ความไม่สบายใจ ๘. อุปายาส  =  ความคับแค้นใจ ๙. อัปปิยสัมปโยค =  พบเห็นสิ่งที่ไม่ได้รักใคร่ ๑๐. ปิยวิปปโยค   =  พลัดพรากจากสิ่งที่รักใคร่ ๑๑. อิจฉาวิฆาตะ  =   ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้ดั่งใจ ทุกข์ทั้ง ๘ อย่างนี้เป็น ปกิณกทุกข์ คือ ทุกข์เบ็ดเตล็ด หรือทุกข์จร โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ต.ค. 2548 , 19:04:07 น.] ( IP = 58.9.190.71 : : )
สลักธรรม 2กล่าวแล้วก็คือ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
เพราะทุกข์ทั้ง ๑๑ นั้น ไม่เกิด นอกเหนือไปจากขันธ์ ๕ เพราะชาติหรือการเกิด หมายถึง การปรากฏขึ้นของผู้ที่อยู่ในขอบเขตแห่งแหล่งกำเนิดทั้ง ๔ ของสัตว์ ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ย่อมอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องถือกำเนิดเหล่านี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เทวดาก็ดี พรหมก็ดี ไม่ใช่จุดประสงค์ที่พระพุทธศาสนามุ่งหมาย เพราะยังไม่พ้นไปจากทุกข์ ความเกิดจัดได้ว่าเป็นทุกข์ เพราะความวนเวียน ไม่รู้จักจบสิ้น เพราะเหตุที่ว่า เราไม่สามารถจะเกิดขึ้น โดยไม่พ่วงเอาทุกข์อื่น ๆ ติดมาด้วยได้
ความแก่ ความตาย ความโศก ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ มีมากมาย จะมีขึ้นมาได้ก็เพราะมีความเกิดมาก่อน ความเกิดจึงเป็นประตูแห่งทุกข์ทั้ง ๑๐ ข้อ ต่อ ๆ ไป
คนที่ฉลาด (มีปัญญา) เขากลัวเกิด ไม่ใช่กลัวตาย
เพราะความเกิด เป็นต้นเหตุให้ต้องตาย ถ้าไม่เกิดเสียอย่างเดียวเท่านั้น ก็ไม่มีความตายแน่นอน
และยังไม่ต้องมาลำบากในการที่มาเป็นทาส ทาสที่ต้องต่อสู้กับความยากแค้น ต้องหาเลี้ยงดูร่างกาย จนกว่าจะตายลงไปโดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ต.ค. 2548 , 19:05:45 น.] ( IP = 58.9.190.71 : : )
สลักธรรม 3
การเกิด หรือ ชาติ มีถึง ๓ ลักษณะ ๑.กิเลสชาติ คือ ความเกิดแห่งกิเลส มีโลภ โกรธ หลง ๒.กัมมาชาติ คือ ความเกิดแห่งการทำชั่ว อกุศลกรรม ๓.วิบากชาติ คือ ความเกิดแห่งโรคภัยต่างๆ หรือความเกิดแห่งอัตภาพที่ต่ำทราม
การเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉานมีมากมาย ซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรม
ดังนั้น ชาตินี้เป็นผล
ผลของกิเลสของกรรมที่ทำมาแล้ว และยังเป็นต้นเหตุที่จะให้เกิด กิเลส กรรม และวิบาก ต่อไปอีกเป็นวัฎฎะ ไม่รู้จักจบจักสิ้น จนกว่าจะละความเกิดได้ ด้วยการละกิเลส
เพราะฉะนั้นขึ้นชื่อว่า เกิดแล้ว จะเกิดดี เกิดชั่ว ก็ต้องพ่วงเอาทุกข์อื่น ๆ มี แก่ ตาย และทุกข์จร ต่าง ๆ ติดตามมาด้วยเสมอ
ทุกข์ ทั้ง ๑๑ นั้น ย่อลงเป็น ๒ อย่างคือ สภาวทุกข์ คือ ทุกข์โดยสภาพ หรือ ทุกข์ประจำ
ปกิณกทุกข์ คือ ทุกข์เบ็ดเตล็ด หรือ ทุกข์จร
ความเกิด ความแก่ ความตาย ทั้ง ๓ เป็นทุกข์ประจำ นอกนั้นเป็นทุกข์จร ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุการณ์ หรือบางครั้งบางคราว โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ต.ค. 2548 , 19:11:26 น.] ( IP = 58.9.190.71 : : )
สลักธรรม 4
ดังนั้น คำว่า ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้น ไม่มี
ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อลงแล้วได้แก่
รูปกับนาม รวมกันเข้าเป็นร่างกาย มีใจครอง สามารถเคลื่อนไหวได้ รูปนามยังมีเกิดอยู่ตราบใด ตราบนั้นทุกข์ย่อมปรากฏที่รูปนามไม่มีสิ้นสุดรูปนามเองก็เป็นตัวทุกข์ เพราะจะต้องบริหารมาก คือ บำรุงอย่างหนักยิ่งกว่าของอื่น ๆ ทั้งหมด
และเป็นของที่ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน มีความแปรปรวนอยู่เสมอ ซ้ำยังมาเป็นตัวรับทุกข์อื่น ๆ คือทุกข์กาย - ทุกข์ใจ อีกมากมาย ดังนั้น รูปนามจึงเป็นทั้งตัวทุกข์และตัวรับทุกข์หรืออาจพูดได้ว่า ขันธ์ หรือส่วน หรือกองทั้ง ๕ ซึ่งประชุมกันแล้ว เรียกว่าคน ว่าสัตว์ และเป็นที่ยึดมั่น ถือมั่น อย่างแน่นแฟ้น ว่าตัวเรา ตัวของเรา ก็เลยเกิดการถือเรา ถือเขาขึ้นมาทำความเดือดร้อน
ให้แก่ผู้ถืออย่างมากมายมหาศาล ความยึดถือเรียกว่า อุปาทานโดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ต.ค. 2548 , 19:13:57 น.] ( IP = 58.9.190.71 : : )
สลักธรรม 5
อุปาทาน เป็นกิเลสที่ทำให้คนรบกัน ฆ่ากัน มีความระทมตรอมตรม ก็เพราะว่าในเมื่อขันธ์ ๕
ที่ถูกยึดถือนั้น ถูกล่วงเกินหรือ เกิดทรุดโทรมเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น อุปทาน คือความยึดถือ เข้ายึดถือขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข์อุปาทานขันธ์ ๕ หมายถึง ขันธ์ของบุคคลที่ยึดถือ หรือขันธ์ของปุถุชน คือ คนยังไม่สิ้นกิเลส ขันธ์เช่นนี้เป็นทุกข์แท้จริง
ส่วน ขันธ์ของพระอรหันต์ จัดเป็น อนุปาทานขันธ์ คือขันธ์ที่ไม่ได้ยึดไม่ได้ถือ แม้จะเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ เพราะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไป แต่พระอรหันต์ ก็ไม่ทุกข์ไปตามขันธ์
เพราะเหตุว่า ขันธ์ ๕ ของพระอรหันต์ เป็นวิบาก คือเป็นผล ผลของตัณหาที่แล้ว ๆ มาในอดีตชาติ ยังมีผลอยู่ ขันธ์นั้นก็ตกอยู่ในสภาวทุกข์ ตามสภาพของวิบากกรรมเท่านั้น และเมื่อพระอรหันต์ ท่านไม่ได้มีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ จึงจะไม่พลอยทุกข์ไปตามขันธ์ ก็เพราะท่านสามารถดับเหตุแห่งทุกข์ได้แล้ว
ส่วน ขันธ์ของปุถุชน เป็นขันธ์ที่รวมทุกข์ทั้งโดยสภาวทุกข์และทุกข์ โดยการยึดถือ ด้วยตัณหาอุปาทาน และยังเป็นขันธ์ที่ทำให้เกิด กิเลส กรรม วิบาก คือ วงกลมสามเปราะ ที่เต็มไปด้วยความเกิด ความแก่ และความตาย
โปรดติดตามตอนต่อไป
ตอนที่ผ่านมา
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7965โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [2 ต.ค. 2548 , 19:16:47 น.] ( IP = 58.9.190.71 : : )
สลักธรรม 6กราบนมัสการหลวงพ่อครับ
มาอ่านเพื่อรับความรู้และคมแห่งปัญญาครับหลวงพ่อ เพื่อจะเรียนรู้ทางแห่งสันติสุขครับผมโดย พี่เณร [3 ต.ค. 2548 , 05:20:55 น.] ( IP = 58.8.10.80 : : )
สลักธรรม 7กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะ
และกราบอนุโมทนากับการเผยแผ่ธรรมะเป็นทานด้วยนะคะโดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2548 , 22:53:07 น.] ( IP = 202.183.134.72 : : )
สลักธรรม 8
กราบนมัสการหลวงพ่อค่ะโดย เซิ่น [3 ต.ค. 2548 , 23:02:17 น.] ( IP = 61.91.126.57 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |