| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สู่ทางพ้นทุกข์ (๙)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ความดับทุกข์ของนิโรธนั้น หมายถึง การดับได้อย่างเด็ดขาดด้วยการกระทำจากการปฏิบัติ จึงจัดว่าเป็นผลอันสูงสุดตามจุดมิ่งหมายของพุทธศาสนา การเสวยกามสุขด้วยความเป็นมนุษย์ หรือเทวดาก็ดี และการเสวยปีติสุข หรือญาณสุข ด้วยความเป็นพรหมก็ดี ยังมีโอกาสเสวยสุขเหล่านั้นได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว บางทีก็มีทุกข์อื่นมาสลับ หรือไม่ว่าความสุขนั้นแปรปรวนไป และบางทีก็ถึงคราวที่สิ้นบุญที่จะได้เสวยสุข เพราะถึงคราวที่จะต้องเสวยผลของบาปบ้าง ก็เลยต้องไปทนทรมานเสวยทุกข์ วนเวียนสัปปลับไม่แน่นอนได้ เพราะผู้ที่เกิด ๆ ตาย ๆ อยู่เสมอ ๆ ย่อมทำทั้งกรรมดีกรรมชั่ว ทั้งโดยความจำเป็นบังคับให้ทำเพราะความหลงใหลมัวเมา ด้วยเหตุนี้ หลักของพระพุทธศาสนาจึงไม่ยกย่องกามสุข ไม่ยกย่อมสวรรค์ ว่าเป็นสูงสุด แต่สอนให้ปฏิบัติเพื่อบรรลุสุขที่สูงสุดแท้จริง ก็คือ ความดับทุกข์ได้
นิโรธ กับ นิพพาน จะพูดว่าเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ เพราะนิพพานมีทั้งที่แสดงโดยปริยายเบื้องสูง และปริยายเบื้องต่ำเพียงระงับกิเลสอย่างกลาง คือ นิวรณ์ลงได้ด้วยญาณ ก็เรียกว่าตทังคนิพพาน หรือ นิโรธก็ได้ อย่างนี้เป็นปริยายเบื้องต่ำ ส่วนที่แสดงเบื้องสูง เช่น บรรดาสังขตธรรม (ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง) และ อสังขตธรรม (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ทั้งหลาย วิราคธรรม (คือธรรมที่คลายความกำหนัดยินดี) เป็นธรรมที่ดีที่สุด ประเสริฐ วิราคธรรม คือ นิโรธ, นิพพาน ดังนั้น คำว่า นิโรธกับนิพาน จึงมีผลเดียวกัน ใช้ว่า วิราคธรรม ก็เพื่อเป็นการแสดงโดยปริยายเบื้องสูง โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:38:27 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 2
ส่วนนิโรธ กับ นิพพาน ต่างกันบ้างก็คือ ขณะหรือลำดับเท่านั้น เช่น จัดตามโลกุตตรธรรม มรรคเป็นส่วนปฏิบัติเพื่อละกิเลส นิโรธเป็นความละกิเลสได้ นิพพานเป็นความไม่มีกิเลส หมายถึงว่า มรรคเป็นเหตุ นิโรธ เป็นผล นิพพานเป็นส่วนที่พ้นจากเหตุและผล
อย่างไรก็ตาม นิโรธเป็นความดับตัณหา นิพพานก็เป็นความไม่มีตัณหา เพราะละตัณหาได้ จึงเรียกว่านิพพาน นิโรธกับนิพพานไม่สามารถแยกห่างจากกันได้ เพราะเป็นสัจธรรม เพราะผู้ที่ได้นิโรธต้องได้นิพพาน เพราะเมื่อทำลายกิเลสจนไม่เหลือแล้ว ความไม่มีก็ปรากฏทันที
นิพพานแบ่งได้เป็น ๒ พวก คือ ๑. ดับกิเลสได้สิ้นแล้ว และผู้ดับยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ๒. ดับกิเลสได้สิ้นแล้ว ผู้ดับสิ้นชีวิต คือ ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่ด้วย เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:39:24 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 3
ผู้ดับกิเลสได้สิ้นเชิง ขึ้นชื่อว่าเป็น วิสุทธิเทพ คือ เทวดาโดยความบริสุทธิ์
เทพมี ๓ คือ สมมติเทพ (เทวดาโดยสมมติ) เช่น พระเจ้าแผ่นดิน, อุปปัตติเทพ (เทวดาโดยกำเนิด) คือผู้ที่เป็นเทวดาและพรหมจริง ๆ วิสุทธิเทพ (เทวดาโดยความบริสุทธิ์) คือพระอรหันต์ วิสุทธิเทพจึงสูงกว่าเทพทั้งปวง แม้จะเป็นมนุษย์อยู่ก็สูงกว่าเทวดาหรือพรหมจริง ๆ (อุปัตติเทพ) และไม่ต้องกลัวเกรงต่อไปว่า จะต้องเวียนตายเวียนเกิด เหมือนกับเทวดา มนุษย์และสัตว์ เพราะได้เป็นผู้ที่สิ้นชาติสิ้นภพ สิ้นเหตุแห่งวัฏฏสงสารแล้ว
การที่จะเป็นเทวดาหรือพรหมได้นั้น ยังต้องตายเสียก่อนแล้วมีกุศลกำเนิด จึงจะเป็นได้ และเมื่อเป็นแล้วก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป ต้องมีโอกาสตายและมาเกิดเป็นอะไรต่อมิอะไรได้เสมอ เช่นสัตว์ดิรัจฉาน ทั้ง ๆ ที่ตนไม่พอใจ แต่ก็เลือกเกิดไม่ได้ สุดแล้วแต่กรรมดี-กรรมชั่ว ที่ได้ทำสั่งสมไว้ แต่การบรรลุนิพพานอาจทำได้โดยไม่ต้องตายเสียก่อน และเมื่อบรรลุแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลอีกเลย ถึงความแปรปรวนแห่งสันติสุขที่จะพึงไดรับ เพราะความแปรปรวนอันใด ที่มีเพราะกิเลส หรือเพราะความเกิดความแปรปรวนเหล่านั้น ก็ละได้แล้วด้วยการละต้นเหตุแห่งการเกิดได้ และละความเวียนวกของอำนาจกิเลส กรรม วิบาก ได้สิ้นสุดดังนั้นก็เป็นหลักแห่งความรู้ได้ว่า ในเรื่องสวรรค์ และนิพพานและสามารถตัดสินได้แน่ว่า การที่ศาสนาอื่นบัญญัติสวรรค์ได้ว่าสูงสุด แต่มีพุทธศาสนาเพียงศาสนาเดียว ที่อธิบายได้ว่าสวรรค์ยังเป็นของไม่แน่นอนมั่นคง สู้พระนิพพานไม่ได้ การขึ้นสวรรค์ก็เปรียบเสมือนการขึ้นที่สูง ตามกำลังที่มี (ผลกุศล) มากน้อย แต่ถ้าขาดที่ยึดที่ดีก็สามารถล่วงหล่นลงสู่ที่ต่ำได้เสมอ
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:40:59 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 4
กิจที่ควรกระทำอันเกี่ยวกับนิโรธ ก็คือ ควร ทำให้แจ้ง ได้แก่ การดับตัณหาให้ได้ แต่ก็มีปัญหาว่าเราจะทำอย่างไร นิโรธจึงจะปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราได้ ปัญหานี้เป็นเหตุให้ก้าวมาถึงเรื่องมรรคอันเป็น อริยสัจข้อที่ ๔ เราก็ต้องปฏิบัติตามมรรค หรือหนทางอันมีองค์ ๘ ด้วยการทำองค์ ๘ ให้พร้อมบริบูรณ์ จึงจะชื่อว่า ดำเนินมาถึงปลายทางได้ เพราะมรรค ๘ นั้นชื่อเต็ม ๆ ว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ จึงจะเห็นว่า ความดับทุกข์ คือ ทุกขนิโรธ เป็นจุดหมายปลายทางเมื่อปฏิบัติไปจนถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็ชื่อว่า ทำนิโรธให้แจ้งแก่ตน
จึงสรุปได้ว่า ผลคือนิโรธ (ความดับทุกข์) จะเกิดได้ ก็เพราะมีเหตุ คือมรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์) โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:41:52 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 5
มรรค แปลว่า ทาง คำมคธเป็น มคฺค คำสันสกฤต เป็น มารฺค แต่ในภาษาไทยก็คงรูปศัพท์สํสกฤตไว้ เช่น ชลมารค = ทางน้ำ, สถลมารค = ทางบก มรรคเป็นคำเรียกย่อ ๆ คำเต็มเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่า มีอยู่ ๓ ทาง คือ
๑. หย่อนเกินไป เรียก กามสุขัลลิกานุโยค แปลว่า การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ในกามสุข
๒. ตึงเกินไป เรียก อัตตกิลมถานุโยค แปลว่า การประกอบตนไว้ในความลำบากหรือการทรมานตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ประสงค์
๓. ทางสายกลาง เรียก มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติเพื่อทำลายอภิชฌาและโทมนัส (ความยินดีติดใจและความทุกข์ต่าง ๆ) โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:42:38 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 6
การที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงทางและทรงชี้ทางแก่บรรพชิตเพราะต้องการให้ผู้ที่มุ่งออกจากทุกข์ซึ่งบวชอยู่ตระหนักว่า การที่ตนออกบวชก็เพื่อออกจากกาม หากยังเดินทางสุดคือกามสุขัลลิกานุโยค แม้กายจะออกจากกามแล้ว แต่ถ้าใจติดอยู่ก็ไม่ผิดอะไรกับไม้สดที่เปียกยาง ถึงจะไม่เปียกน้ำ ก็สีให้เกิดไฟไม่ได้, หรือถ้าหากยังเดินทางสุดคืออัตตกิลมถานุโยค ด้วยการทรมานตนให้ลำบาก ก็เป็นการเปล่าประโยชน์ เพราะไม่สามารถทำให้ใจพ้นจากกิเลสได้เลย
หนทางสายกลาง มีข้อปฏิบัติ ๘ ประการ แบ่งส่วนย่อ ๆ ในการอบรมหรือขัดเกลาเป็น ๓ พวก คือ ๑. ส่วนที่อบรมกายกับวาจา เรียกว่า ศีล มี ๓ ข้อ ๒. ส่วนที่อบรมจิตเรียกว่า สมาธิ มี ๓ ข้อ ๓. ส่วนที่อบรมทิฏฐิคือความเห็น เรียกว่า ปัญญา มี ๒ ข้อ
แสดงให้เห็นว่า ทางสายกลางนั้น มี มรรค ๘ เป็นทางสมบูรณ์ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
มรรค ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ จัดเข้าในศีล สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ สัมมาวายามะ พยายามชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ จัดเข้าในสมาธิ สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:43:25 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 7
ก่อนอื่นในเบื้องแรกเอาเรื่องปัญญา อันเป็นส่วนอบรมทิฎฐิ ความเห็นมาพูดก่อน เพราะต้องการให้มีเข็มทิศ คือ ความเห็น หรือความดำริ ให้มีระเบียบก่อน แล้วจึงค่อยพูดถึงเรื่องอื่นเหมือนการออกเรือ ถ้าไม่รู้ว่าจะไปทางไหนก่อน พายไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย ก็ไร้ประโยชน์ ต่อจากนั้นก็พูดถึงการอบรมวาจา และอบรมจิตเป็นลำดับไป ตามทางมรรค ๘
๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ หมายเอาเห็นอริยสัจ ๔
๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ แบ่งออกเป็น ๓ คือ
ก. ดำริออกจากกามคุณ ที่เรียกว่า เนกขัมมะ ข. ดำริไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น
ค. ดำริไม่เบียดเบียนผู้อื่น โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:44:35 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 8
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ แบ่งออกเป็น ๔ คือ
ก. เว้นจากการพูดปด ข. เว้นจากการพูดส่อเสียด คือยุยงให้เขาแตกร้าวกัน
ค. เว้นจากการพูดหยาบคาย ง. เว้นจากการพูดจาเหลวไหลไม่เป็นสาระ
๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ แบ่งออกเป็น ๓ คือ
ก. เว้นจากการฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์ ข. เว้นจากการลักฉ้อ หรือคดโกง หรือแกล้งทำลายของของผู้อื่น ค. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:46:15 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 9
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึงละจากมิจฉาชีพทั้งปวง
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ แบ่งออกเป็น ๔ คือ
ก. เพียรระวังมิให้ความชั่วเกิดขึ้น ข. เพียรละความชั่วที่เกิดขึ้นมาแล้ว ค. เพียรทำความดีให้เกิดขึ้น ง. เพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ แบ่งออกเป็น ๔ คือ
ก. ระลึกรู้สึกตัว ในเรื่องกาย และอิริยาบถของกาย ข. ระลึกรู้ตัวเมื่อรู้สึกสบายหรือไม่สบายหรือเฉย ๆ ค. ระลึกรู้ตัวว่าจิตกำลังเศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว มีกิเลสหรือไม่มี
ง. ระลึกรู้ตัวว่ามีอารมณ์อะไรผ่านเข้ามาในใจ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:47:59 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 10
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ คือทำจิตใจให้แน่วแน่ ด้วยการหาอารมณ์จับที่ไม่มีโทษเพื่อให้จิตใจยึด จะได้ไม่พร่า ไปหลายทาง อารมณ์นั้นต้องเป็นอารมณ์หยาบ
มรรค ๘ ข้อนั้น ควรทำให้เกิด ให้มีขึ้น เมื่อทำได้บริบูรณ์ ย่อมเป็นเหตุให้ถึงนิโรธ
คำว่ามรรค ๘ ไม่ใช่ว่าเป็นทาง ๘ สาย ความจริงเป็นทางสายเดียว แต่มีส่วนประกอบแปดอย่าง เหมือนเชือกเส้นเดียวแต่มี ๘ เกลียว หรือแก้วถ้วยเดียว แต่มีเครื่องประกอบ ๘ อย่าง
ดังนั้นพระองค์จึงประกาศความสำคัญของอริยสัจ ๔ ไว้ว่า เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง จึงท่องเที่ยวไปชาตินั้น ๆ ตลอดกาลนาน
จบเรื่องสู่ทางพ้นทุกข์
ตอนที่ผ่านมา http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=7977โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 ต.ค. 2548 , 11:49:13 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |