ลุมพินีวัน
........ ในวันวิสาขปุณณมีเพ็ญเดือนหก ขบวนเสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลาเช้า ดำเนินไปตามมรรคาลุถึงลุมพินีสถานที่ตั้งอยู่ระหว่างพระนครกบิลพัสดุ์และพระนครเทวทหะ เป็นรมณียสถานอันบริบูรณ์พร้อมด้วยพันธุ์พฤกษาที่กำลังผลิดอกออกผลส่งกลิ่มหอมขจรขจายไปทั่วบริเวณ พระนางจึงมีพระหทัยปรารถนาจะเสด็จประพาส ได้เสด็จลงจากราชยานสีวิกามาศเข้าสู่ลุมพินีวัน ....เสด็จดำเนินไปถึงร่มไม้สาละ ทรงยกพระหัตถ์เหนี่ยวกิ่งสาละที่อ่อนน้อมค้อมลงมา ขณะนั้นลมกัมมัชชวาตก็หวั่นไหวประชวรพระครรภ์ในทันใด
........ ในกาลอันเป็นมหามงคลฤกษ์นั้น พระบรมโพธิสัตว์เจ้าประสูติจากครรภ์พระราชมารดาฯ ท่ออุทกธาราทั้งสองก็ไหลหลั่งลงมาจากอากาศเป็นอัศจรรย์ ท่อธารหนึ่งเป็นน้ำร้อน อีกท่อธารหนึ่งเป็นน้ำเย็น ตกลงมาสรงพระกายของทั้งสองพระองค์ฯ ....พระราชกุมารเสด็จลงจากมือของนางนมทั้งหลาย เหยียบยืนยังพื้นภูมิภาคด้วยพระบาทเสมอเป็นอันดี ท้าวมหาพรหมทรงทิพย์เศวตฉัตรกางกั้นละอองมิให้ถูกต้องพระบาท ท้าวสุยามเทวราชทรงทิพย์วาลวิชนีอันวิจิตรตระการ เทพบุตรองค์หนึ่งถือพระขรรค์อันขจิตด้วยแก้ว ๗ ประการ เทพบุตรอีกองค์หนึ่งยืนประดิษฐานถือฉลองพระบาทชาตรูปมัย เทพบุตรอีกองค์หนึ่งยืนเชิดชูทิพยมหามงกุฎ เป็นเกียรติแก่พระราชกุมารที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เทพยดาทั้งปวงทำการสักการะบูชาด้วยบุปผาชาติต่างฯ ...พระราชกุมารบ่ายพระพักตร์ไปทางอุตรทิศเสด็จย่างพระบาทไปบนพื้นแผ่นทองได้ ๗ ก้าว แล้วทรงหยุดประทับยืนบนทิพยปทุมบุปผาชาติ ทรงเปล่งพระสุรเสียงดำรัสอาสภิวาจาด้วยพระคาถาว่า
.. ............. . . ... อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส ........... เชฏโฐ เสฏโฐหมสฺมิ
.............. . . . ... อยมนฺติมา เม ชาติ ............. นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวฯ
........................ ในโลกนี้ เราเป็นยอด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด การเกิดของเรานี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี
................. การระลึกถึงสถานที่ประสูติอันเป็นหนึ่งในพุทธสังเวชนียสถาน เป็นการน้อมนำจิตใจให้เกิดความสำนึกในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงใช้เวลานับอสงไขย อุทิศชีวิตสร้างบารมีเพื่อหาหนทางช่วยเหลือปวงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นไปจากความทุกข์คือการมีชีวิต และเป็นการย้ำให้เกิดความสังเวชสลดจิตอย่างลึกซึ้งว่า ณ แผ่นดินถิ่นนี้ได้เคยมีพระบรมโพธิสัตว์เสด็จมาอุบัติเป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแจกจ่ายธรรมแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ปวงปุถุชนแม้ผู้ที่เคยเป็นเดียรถีร์ได้บรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลนับเป็นจำนวนอันหาประมาณมิได้ ขบวนแห่งพระธรรมเสนาบดีได้ลั่นธรรมเภรีจนกระหึมก้องโสตของผู้มีปัญญา ท่วงทำนองแห่งอริยจริยาได้ปรากฏครอบคลุมไปทั่วปฐพี
......
ในกาลนั้นเล่า ตัวของเราผู้ที่ได้แต่ระลึกถึงนี้ได้แทรกปฐพีไปอยู่เสียที่ไหน จึงมิได้พบพระบรมศาสดา มิได้พบมรรคาแห่งสันติสุขเยี่ยงชีวิตเหล่าอื่น หรือเป็นผู้ที่ดำเนินวัตร์จริยาอันประกอบด้วยตัณหาและอวิชชาอย่างท่วมท้น จึงยังคงเวียนว่ายตายเกิดเป็นซากเดนทับถมจมอยู่ในสังสารวัฏฏ์มาจนบัดนี้
...... การสังเวชสลดจิตดังกล่าวนี้ย่อมนำมาซึ่งความเพียรในการกระทำกรรมดีให้แก่ผู้ที่สำนึกได้ แม้ว่าบัดนี้จะสิ้นแล้วซึ่งพระบรมศาสดา แต่แสงชวาลาแห่งธรรมจักรยังคงสาดประกายไปทั่วผืนปฐพี ยังคงมีธรรมทายาทผู้ประกาศพระศาสนาให้เป็นที่พึ่งอาศัย และยังมีอาจาริยาผู้แตกฉานในอรรถาอภิธรรมมาน้อมนำกล่อมเกลาจิตใจให้มวลศิษย์ทั้งหลายได้ใช้ชีวิตของพุทธศาสนิกอย่างสมค่า
......... ย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งที่อาจารย์บุษกร เมธางกูร ได้นำคณะศิษย์ของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิเกือบร้อยชีวิต และพระภิกษุอีก ๔ รูป เดินทางไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน ณ ประเทศเนปาล และประเทศอินเดีย เมื่อระหว่างวันที่ ๒๔ ตุลาคม - ๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๓ ภายใต้การดูแลของบริษัท เอ็น.ซี.ทัวร์ โดยคุณนวลจันทร์ เพียรธรรม
......... วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. ณ วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล ยังคงเป็นยามเช้าที่อากาศค่อนข้างเย็น สายหมอกยังลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมในชุดสีขาวสะอาดตา ได้พากันเดินด้วยกิริยาอาการที่สงบเรียบร้อยเข้าสู่อาคารที่งดงามใจกลางวัดไทยลุมพินี เพื่อร่วมพิธีถวายผ้ากฐินและปัจจัยไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในวัด ในการนี้ ท่านอุปทูตที่ปรึกษา ท่านวีระยุทธฯ เป็นตัวแทนจากสถานทูตไทยประจำประเทศเนปาล มาเป็นเกียรติในการถวายผ้ากฐินและปัจจัยไทยธรรมร่วมกับพวกเรา
.......... แต่ก่อนที่พิธีใดๆจะเริ่มขึ้น เสียงอันกังวานใสของอาจารย์บุษกร ได้เปล่งสำนียงฉะฉานขึ้นท่ามกลางคณะศิษย์ที่นั่งเรียงรายอยู่หน้าแท่นประดิษฐานพระปฏิมา เนื้อความภายใต้กระแสเสียงอันเด็ดเดี่ยวนั้นประกอบไปด้วยเหตุและผลที่ลึกซึ้งกินใจว่า ..... เมื่อเรามาถึงแดนพุทธภูมิแล้ว ขอให้ทุกคนน้อมนำกุศลบารมีที่ได้ทำมาจากเหตุอดีตคือบุพเพกตปุญญตา และมาทำอัตตสัมมาปณิธิให้ดีที่สุด เพราะว่าเราตั้งใจมาแล้วโดยมีเจตนาเจตสิกที่เกิดร่วมกับกุศลกรรมน้อมนำให้เราเดินทางมาถึงที่นี่ และเราก็ได้เรียนมาแล้วว่า ในบรรดาจิตทั้งหมด ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง เราทุกคนมีสิทธิเพียง ๔๕ ดวง คือ อกุศลจิต ๑๒ , อเหตุกจิต๑๗ (เว้นหสิตุปาทจิต), มหากุศลจิต ๘ และมหาวิบากจิต ๘
............ ฉะนั้น นับจากเวลานี้ไปเราจะต้องพยายามหลีก ละ ลด และเลิกอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง คือ โลภมูลจิต ๘ ดวง โทสมูลจิต ๒ ดวง และโมหมูลจิต ๒ ดวง ให้ไปจากชีวิตเราให้ได้ ให้ตั้งใจไว้ว่าเราจะมีอโลภเจตสิก ไม่โลภอยากได้อะไร นอกจากความหวังที่จะหมดไปจากสิ่งที่มีคือชีวิต เพราะเราได้เรียนรู้มาแล้วว่า การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ยิ่งนัก และเราก็จะตั้งอยู่ในมหากุศลญาณสัมปยุตจิต ๔ ดวง โดยเฉพาะดวงที่ ๑ ที่เราจะตั้งใจทำให้เกิดขึ้นมากที่สุดพร้อมด้วยเจตนาที่สมบูรณ์ทั้ง ๓ กาล ฯ
............ เมื่อเรามาตรงนี้ คือมาเริ่มต้นในดินแดนแห่งพระประสูติกาลของเจ้าชายสิทธัตถะ จะทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้ ดูจำ และทำให้ได้ ..เรียนรู้คือเรียนรู้ว่าชีวิตคืออะไร ..ดูจำคือดูดีเก็บมาใช้ ดูชั่วเก็บมาละ ...ทำได้คือทำในสิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือการสร้างสมสติปัญญา เพื่อให้ชีวิตของเรามีอำนาจของเหตุปัจจัยให้เกิดกำลังศรัทธาพาให้เราไปเกิดภพชาติหน้าที่ดี ..กุศลชนิดนี้จึงเป็นกุศลชนิดเยี่ยมๆปราศจากกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง
............ .และเรารู้แล้วว่า เราต้องตายกันแน่นอนทุกคน แต่บัดนี้เราจะเล่นแร่แปรธาตุให้เป็นสมบัติส่วนตัวโดยการเสียสละทรัพย์...แปรธาตุคือทรัพย์เหล่านี้ให้เป็นอริยทรัพย์ และทรัพย์นี้แหละจะเป็นกำลังดันให้เราไปสู่ความพร้อม ส่วนวิปัสสนาจะเป็นกำลังดึงให้เราหลุดออกจากอุปาทานโดยไม่ยาก...
.............. ท่ามกลางกระแสเสียงก้องกังวานนั้น คณะศิษย์ทั้งหลายได้นิ่งฟังอย่างสงบ และพลันที่จบจากการบูชาพระรัตนตรัย กระแสสายทานก็หลั่งไหลจากจิตใจของทุกคนอย่างท่วมท้น ไม่นับกองกฐินที่นำไปจากประเทศไทย ปัจจัยที่ทุกคนได้ร่วมกันบริจาค ณ วินาทีนั้นรวมเป็นเงินไทยได้ ๖๕,๗๐๔ บาท (หกหมื่นห้าพันเจ็ดร้อยสี่บาทถ้วน)
............... เมื่อเสร็จพิธีถวายผ้ากฐินและกรานกฐินแล้ว ท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรซึ่งร่วมเดินทางไปในฐานะแขกรับเชิญกิติมศักดิ์ของมูลนิธิได้กล่าวธรรมมีกถาว่าด้วยความสำคัญของการถวายผ้ากฐิน อันนำมาซึ่งความเป็นบุญชื่นตา บุญชื่นบาน บุญชื่นใจ บุญชื่นชม และบุญชื่นมื่น
............ หลังจากนั้นทุกคนก็ได้ร่วมพิธีปลูกต้นไผ่ในบริเวณลานวัดที่ประสงค์จะจัดไว้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และร่วมพิธีปลงผมบุรุษที่ปรารถนาถือเพศพรหมจรรย์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งนี้ รวมจำนวน 13 คน
................ และในวันเดียวกันนั่นเอง อาจารย์บุษกรได้นำคณะศิษย์มายังสวนลุมพินีอันเป็นที่ประสูติของพระบรมโพธิสัตว์ในชาติสุดท้าย ทุกคนต่างนั่งเรียงรายด้วยความสงบอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งโพธิพฤกษา ท่านเจ้าคุณพระราชโพธิวิเทศนั่งเป็นประธานหมู่สงฆ์อยู่บนพื้นซีเมนต์ใต้ต้นโพธิ์นั้น เนื้อความโดยย่อที่ท่านกล่าวให้พวกเราฟังมีอยู่ว่า ...ญาติโยมทั้งหลาย ที่เรานั่งอยู่นี้คือผืนแผ่นดินที่มีโชคดี เพราะเป็นผืนที่ถูกเลือกให้เป็นที่รองรับการกำเนิดของศาสดาเอกของโลก....จึงเท่ากับว่าเราทั้งกลายเป็นบุคคลที่ควรรับโชคไปด้วย..
............ และแล้ววินาทีที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง พิธีกราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถานคือสถานที่ประสูตินี้ได้เริ่มขึ้นเมื่ออาจารย์บุษกรได้เปล่งเสียงนำบูชาพระรัตนตรัย และกล่าวคำบูชาเป็นภาษาไทยที่น่าประทับว่า
........... ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมศิโรราบกราบก้มแทบบาทพระพุทธองค์ ด้วยมีความประสงค์ที่จะเจริญรอยตามคำชี้นำของพระองคืที่ทรงโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้สิ้นทุกข์ได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เดินทางมาเพื่อก้มกราบสร้างความสังเวชใจสลดจิตที่เกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์อันหาที่สุดมิได้
............ เพราะข้าพเจ้าทั้งหลายลุ่มหลงอยู่ในกามวิตกฯ ทำให้ข้าพเจ้ามีอาสวะกิเลสเป็นเหตุที่ทำให้ไม่พ้นทุกข์ และไม่ได้ทำกิจที่พระองค์ทรงประสงค์ก็คือ กิจรู้ กิจละ และกิจแจ้ง บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เพียรพยายามชำระกาย วาจา และใจให้สุจริต สร้างสัมมาทิฎฐิให้เกิดขึ้นด้วยคันถะธุระ และเพียรพยายามกระ ทำวิปัสสนาธุระเพื่อแจ้งแก่ใจ สลดจิต เปลี่ยนวิถีชีวิต และไม่คิดกลับคืน[/font]
.............. ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมกาย วาจา และใจ เพื่อมาตั้งจิตอธิษฐานให้สามารถละโอฆะสงสารไปสู่นิพพานได้โดยไวชาติเทอญ..
.............. เมื่อจบพิธีกล่าวคำนมัสการ พระพิพิธธรรมสุนทร ประธานสงฆ์ฝ่ายคณะเดินทาง ได้กล่าวกับอาจารย์บุษกรว่า ผู้ช่วยพระวิทยากรในวันนี้ซึ่งเป็นภิกษุชาวศรีลังกา ได้เปิดคลินิกเพื่อรักษาคนไข้อนาถาทั่วไป และขณะนี้ประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก อาจารย์บุษกรจึงกล่าวกับลูกศิษย์ทั้งหลายว่า
.............. ร่างกายของเราเป็นรังของโรค เป็นที่เกิดของโรคโดยตรง ไม่มีใครรู้ว่าเราจะเป็นโรคอะไร เพราะอำนาจของกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไขให้เราต้องเป็นไป การล้างบาปนั้นไม่มี แต่การทำดีนั้นมีใหม่ เพราะฉะนั้น เราจะมาสร้างกรรมให้เรามีร่างกายที่สมบูรณ์ในภพชาติใหม่ ด้วยการช่วยดูแลและส่งเสริมผู้ที่เจ็บป่วยด้วยกองทุนยาของเราในวันนี้
............... ภายใต้ความร่มเย็นของไม้มหามงคล และกระแสเสียงธรรมชาติจากบรรดาสกุณาทั้งหลาย กระแสทานน้ำใจก็ได้หลั่งไหลออกมา ณ เบื้องธรณีที่ประสูติแห่งพระมหาสัตว์อย่างเปี่ยมล้น รวมเป็นเงินไทยได้ ๒๙,๔๙๘ บาท (สองหมื่นเก้าพันสี่ร้อยเก้าสิบแปดบาทถ้วน) นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งจัดกองทุนสำหรับถวายพระภิกษุที่จำพรรษาในวัดไทยลุมพินีอีกหนึ่งกองทุนเป็นเงิน ๒๘,๙๖๓ บาท (สองหมื่นแปดพันเก้าร้อยหกสิบสามบาทถ้วน)
................ หลังจากจบพิธีการทั้งหมดแล้วไกด์ของเอ็น.ซี.ทัวร์ได้นัดหมายเวลาการเดินทางให้ทราบอีกครั้ง ช่วงเวลาที่เหลือจึงเป็นช่วงของการพักผ่อนตามอัธยาศัย และถ่ายภาพที่ระลึกตามความต้องการ แต่อาจารย์บุษกรกลับนำพาพวกเราไปเวียนทักษิณารอบเสาหลักที่พระเจ้าอโศกสร้างไว้หน้าวิหารมายาเทวี แล้วกล่าวเป็นคติเตือนใจว่า ... สัตว์โลกทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดนั้นหยั่งรู้ไม่ได้เลยว่า จะมีชีวิตสิ้นสุดเมื่อใด หากเปรียบกับพระเทวทัตผู้ซึ่งขณะนี้อยู่ในอเวจีมหานรก ก็ยังได้รับพุทะทำนายว่า ในที่สุดจะสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ..เราอ่านเรื่องของพระเทวทัตแล้วเรารังเกียจ ซึ่งความรังเกียจนั่นคือโทสะ เป็นการลงไปเล่นละคร แต่วิปัสสนากรรมฐานเป็นการดูละคร ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ง่ายเลย เราได้มีโอกาสมานั่งอยู่ ณ ที่นี้ จงนึกและตรึกไว้ในใจว่า ตราบใดที่ยังมีการเกิดอยู่ขอมีพระธรรมเป็นกัลยาณมิตรตลอดไป เพื่อให้มีการเกิดเป็นครั้งสุดท้ายให้ได้...
.................. ณ ลุมพินีวันพุทธสังเวชนียสถานในวันนั้น ได้บังเกิดพลังและความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในจิตใจของพวกเราทั้งหลายให้มีความเพียรในการกระทำดีต่อไป....
|