มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กุสินารา




กุสินารา

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2545 , 19:42:29 น.] ( IP = 203.170.147.23 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



นครกุสินารา


วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ เวลาค่ำ ภายในการดูแลของเอ็น.ซี.ทัวร์ และผู้นำทัวร์ที่มีน้ำใจ คณะของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิได้เดินทางถึงเมืองกุสินารา และเข้าสู่ที่พัก ณ วัดไทยกุสินารา ด้วยความเรียบร้อย แม้ว่าค่ำคืนนั้นอากาศยังคงหนาวเย็น แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแก่ผู้เดินทางเพราะพระคุณเจ้าผู้เป็นเจ้าของสถานที่ได้บรรเทาความทุกข์อันเกิดจากสภาพอากาศนั้นด้วยการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นไว้ประจำห้องอาบน้ำทุกห้อง ทำให้การชำระร่างกายเป็นไปด้วยความสดชื่น และในห้องพักก็ยังจัดเตียง ที่นอน หมอน และผ้าห่มไว้ให้อย่างเพียงพอ


วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ เวลาค่ำ ภายในการดูแลของเอ็น.ซี.ทัวร์ และผู้นำทัวร์ที่มีน้ำใจ คณะของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิได้เดินทางถึงเมืองกุสินารา และเข้าสู่ที่พัก ณ วัดไทยกุสินารา ด้วยความเรียบร้อย แม้ว่าค่ำคืนนั้นอากาศยังคงหนาวเย็น แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแก่ผู้เดินทางเพราะพระคุณเจ้าผู้เป็นเจ้าของสถานที่ได้บรรเทาความทุกข์อันเกิดจากสภาพอากาศนั้นด้วยการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นไว้ประจำห้องอาบน้ำทุกห้อง ทำให้การชำระร่างกายเป็นไปด้วยความสดชื่น และในห้องพักก็ยังจัดเตียง ที่นอน หมอน และผ้าห่มไว้ให้อย่างเพียงพอ


การเดินทางจากเชตวันมหาวิหารมาสู่กุสินาราในวันนี้ใช้เวลานานพอสมควร พระวิทยากรได้สับเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นมาให้ความรู้บนรถคันต่างๆ และทำความรู้จักคุ้นเคยกันในฐานะพระอาจารย์กับศิษย์ฆราวาส ขณะที่ฟังการบรรยายในระหว่างการเดินทางนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะละสายตาจากพระวิทยากรมองออกไปนอกยานพาหนะเพื่อชมวิวทิวทัศน์สองข้างทาง .... ความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่ล้วนเรียบง่าย มีการดำเนินชีวิตไปอย่างชาวชนบท ซึ่งดูเหมือนจะมากไปด้วยความสกปรก ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารการกิน การขับถ่าย และพิธีเกี่ยวกับการตายของคนในครอบครัว ... ทำให้นึกสงสัยไปว่า เมื่อครั้งพุทธกาลนั้นจะมีสภาพเป็นเช่นใด .... เส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงดำเนินด้วยพระบาทเปล่าเพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดสัตว์ผู้มีปัญญานั้นจะรกเรื้อหรือสะดวกดายแก่การเดินทางเพียงไหน แม้จะทราบว่า ด้วยพุทธบารมีจะทำให้ทุกถิ่นที่ราบเรียบเสมอไม่ระคายแก่พระบาท ขวากหนามไม่ปรากฏเกี่ยวพระวรกายก็ตาม....


เช้าวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ณ อุโบสถ วัดไทยกุสินารา ทุกคนที่ร่วมเดินทางมานมัสการสังเวชนียสถานในครั้งนี้ ได้นั่งสงบพร้อมเพรียงเรียงรายไปตามพื้นที่ของอุโบสถ บุรุษเพศทั้ง ๑๓ ท่านที่มีความประสงค์จะบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดไทยกุสินารา ได้พากันสวมใส่ชุดสีขาวนั่งเรียงแถวอยู่ด้วยความสงบสำรวมต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ กระแสเสียงที่เรียกขาน... จากพระกรรมวาจาจารย์ ..พระอนุสาวนาจารย์ ..พระอุปัชฌาย์ และเสียงสาธุการ ได้ก้องโสตแทรกอยู่ในห้วงเวลานั้นอย่างเนิ่นนาน น้ำตาที่หลั่งไหลด้วยความปลื้มปิติใจที่ได้ร่วมพิธี และได้เห็นผ้าสีขาวที่พร้อมจะสกปรกกลับกลายเป็นผ้ากาสาวพัตร์ที่เปล่งประกายกระจ่างตา ประทับเป็นรอยจารึกแห่งกุศลที่ยากจะลืมเลือน ... และในช่วงเวลานั้นก็นึกถึงหลวงพ่อเสือขึ้นมาอย่างจับใจ นึกถึงปณิธานอันแกล้วกล้าอาจหาญที่จะนำศิษย์ทั้งหลายให้ได้มีผ้ากาสาวพัตร์คุ้มครองกาย โดยมีไตรสิกขาคุ้มครองใจ และล่วงพ้นไปจากความทุกข์ให้ได้ทุกคน


.....เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจฯ... ล้วนเป็นสิ่งที่ปุถุชนทั้งหลายพึงทะนุถนอมรักษาให้คงอยู่และสวยงาม มีแต่ผู้ครองไตรสิกขา และอบรมจิตไว้ด้วยปัญญาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น จึงจะเห็นลึกซึ้งถึงธาตุแท้ว่า รูปขันธ์ทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจ ประดุจหีบศพอันสวยงามที่ห่อหุ้มโครงกระดูก น้ำเลือด น้ำหนอง และสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ผุดโผล่ขึ้นตามวาระ และในวันหนึ่งเมื่อหมดเหตุแและปัจจัยรูปขันธ์เหล่านั้นต่างก็ต้องแตกทำลายย่อยยับ ทุกชีวิตล้วนบ่ายหน้าไปสู่ความตาย เหมือนดังภาชนะดิน ที่ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ ในที่สุดก็ต้องแตกสลายเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรจะมายับยั้งการดับมิให้มีแก่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว มีแต่การไม่เกิดอีกนั่นแหละจึงจะไม่ประสบกับการดับหรือการพัดพรากทั้งปวง


และก่อนที่ทุกคนจะละจากมงคลพิธี อาจารย์บุษกรและคณะศิษย์ได้รวบรวมปัจจัยไทยธรรมถวายพระนวกะ ๑๓ รูป รวมเป็นเงิน ๔๕,๗๙๐ บาท ( สี่หมื่นห้าพันเจ็ดร้อยเก้าสิบบาทถ้วน)


ณ สาลวโนทยาน สถานที่พุทธปรินิพพาน เวลาบ่ายคล้อยในวันเดียวกัน อาจารย์บุษกรได้นำพระนวกะทั้ง ๑๓ รูป และคณะผู้ติดตามทั้งหมด เดินทางไปยังสังเวชนียสถานแห่งพุทธปรินิพพานด้วยความสำรวมยิ่ง หากนับจากวิสาขมาสในปีนี้ย้อนหลังกลับไปสองพันห้าร้อยสี่สิบห้าปี ณ สาลวโนทยานแห่งเดียวกันนี้ พระอานนท์พุทธอุปปัฏฐากกราบทูลพระบรมศาสดาว่า.... พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เป็นประดุจพระเจ้าจักรพรรดิในทางธรรม ... ทรงเป็นธรรมราชาสูงยิ่งกว่าราชาใดในพื้นพิภพ ... ไม่สมควรเลยที่จะปรินิพพาน ในเมืองกุสินาราอันเป็นเมืองเล็กเมืองน้อยฯ..”


พระพุทธองค์ตรัสตอบพระอานนท์ว่า “ อานนท์ เธออย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ชีวิตของตถาคตเป็นชีวิตแบบอย่าง ... เราต้องการให้ชีวิตนี้งามทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุด ... ตถาคตอุบัติแล้วเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน เมื่ออุบัติมาสู่โลกนี้ เราเกิดแล้วในป่านามว่า ลุมพินี เมื่อตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราได้บรรลุแล้วในป่าตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อตั้งอาณาจักรแห่งธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก ได้สาวกเพียงห้าคน เราก็ตั้งลงแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแห่งเรา เราก็ควรนิพพานในป่าเช่นกันฯ

... อนึ่งกุสินารานี้ ในโบราณกาลเคยเป็นเมืองใหญ่ชื่อกุสาวดี เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าจักรพรรดิ์นามว่า มหาสุทัสสนะ ... ทรงเป็นอิสราธิบดีในปฐพีมณฑล ทรงชนะปัจจามิตรด้วยธรรม ชนบทสงบราบคาบปราศจากโจรผู้ร้าย ... อานนท์ สิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง พระเจ้าจักรพรรดิ์มหาสุทัสสนะก็สิ้นพระชนม์แล้ว เมืองกุสาวดีก็เปลี่ยนมาเป็นเมืองกุสินาราแล้ว ประชาชนกุสาวดีก็ตายกันหมดแล้ว ... ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรยั่งยืน ตถาคตเองก็จะปรินิพพานในไม่ช้านี้”


....ณ สาลวโนทยาน ครั้นลุถึงปัจฉิมยามในคืนเดือนเพ็ญวิสาขมาส พรรษายุกาลที่ ๔๕ นับแต่การตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค.......ท่ามกลางท้องฟ้าที่เกลี้ยงเกลาปราศจากมลทินแห่งหมู่เมฆา ดวงศศิประภาราชินีแห่งรัตติกาลได้แจ่มจ้าเจิดจรัส สาดแสงโสมส่องผ่านแมกไม้สาละลงมาพร่างพื้นดิน ..... พระบรมศาสดาบรรทมอนุฏฐานไสยาสงบอยู่บนแท่นบรรทมที่จัดไว้ระหว่างคู่ไม้สาละที่โน้มกิ่งเข้าหากัน เพลานั้นดอกสาละกลับผลิบานเต็มต้น ร่วงหล่นลงมายังพระพุทธสรีระบูชาพระตถาคตเจ้าเป็นอัศจรรย์ ....


เมื่อก้าวขึ้นสู่บริเวณลานเบื้องหน้าพระสถูปปรินิพาน ทุกชีวิตที่ร่วมคณะเดินทางก็ยิ่งสงบสำรวม รัศมีที่เคยเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ ได้แปรเปลี่ยนเป็นกระจายลำแสงอ่อนลง สายลมเย็นที่พัดมาแผ่วเบา คลอเคล้ากับเสียงสกุณาที่แฝงตัวอยู่ตามพุ่มไม้ ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นบังเกิดความสลดหดหู่ขึ้นมาอย่างจับใจ เสียงสวดมนต์และชุมนุมเทวดาตรงหน้าประตูเข้าพระสถูปยิ่งยังความศักดิ์สิทธิ์ให้บังเกิดขึ้นราวกับว่า ในบัดนี้พวกเราทั้งหลายได้กระทำพิธีต่อเทวดาผู้เป็นใหญ่ในการรักษาสถานที่ เพื่อขออนุญาตเข้าเฝ้าพระสรีระของพระศาสดาเป็นการเฉพาะ

“... อานนท์ สถานที่อันเป็นเหตุให้ระลึกถึงเรามีอยู่ คือ สถานที่ที่เราประสูติแล้ว คือลุมพินีวันสถาน, สถานที่ที่เราตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือโพธิมณฑล, สถานที่ที่เราตั้งอาณาจักรแห่งธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก คือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และสถานที่ที่เราจะปรินิพพาน ณ บัดนี้ คือป่าไม้สาละ ณ กุสินารานคร ...อานนท์เอยสถานที่ทั้งสี่แห่งนี้เป็นสังเวชนียสถานให้ระลึกถึงเรา ...ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เที่ยวไปยังเจดีย์สังเวชนียสถานเหล่านี้ด้วยความเลื่อมใส ชนเหล่านั้น ครั้นทำกาลกิริยาลง จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์...”


ณ เบื้องหน้าพระพุทธรูปหินแกะสลักปางไสยาสน์ ที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารปรินิพพานนั้น ทุกคนได้พึงกระทำกิจที่สมควร คือการบูชาพระรัตนตรัยโดยการนำของท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทร การถวายคมนาการพร้อมกุศลที่ได้ประกอบไปแล้วด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา เป็นพุทธบูชาแก่พระบรมศาสดา แต่แทนที่การกระทำเยี่ยงนั้นแทนที่จะปรากฏเป็นความโสมนัสปีติใจ กลับกลายเป็นความโศกาอาดูร....หลายคนเกิดความสังเวชสลดใจอย่างท่วมท้นจนน้ำตารินไหลอย่างไม่อาจข่มกลั้น ....

อาจารย์บุษกรได้พนมมือกล่าวนำต่อพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าว่า ... ข้าพเจ้ามีความสังเวชสลดจิตกับชีวิตของตนเอง ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่พ้นไปจากความฉิบหาย ฯ .. ข้าพเจ้ามีความตั้งใจที่หมายมุ่งที่จะมากราบศิโรราบ ณ สถานอันเป็นที่ตั้งพระบรมศพ โดยอาศัยศรัทธาทั้ง ๔ เป็นพาหนะนำให้ข้าพเจ้าเดินทางมา และขออำนาจแห่งศรัทธาทั้ง ๔ นี้จงเป็นพลานุภาพให้ข้าพเจ้าสามารถเข้าถึงเรื่องกรรม, วิบากกรรม, สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน และคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ให้มั่นคงอยู่ในจิตใจได้....
เมื่อจบสิ้นกระแสเสียงนั้นแล้ว ท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรได้ให้คณะของเราปฏิบัติธรรมอยู่ภายในวิหารแห่งนั้นด้วยการฟังอาจารย์บุษกรบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน



....กระแสเสียงที่นุ่มนวล เว้นจังหวะช้าและชัดเจน ได้กล่าวขึ้นท่ามกลางความสงบนั้นโดยมีใจความโดยสรุปว่า

... สพฺเพ สงฺขารา อนิจจา ...สพฺเพ สงฺขารา ทุกขา ... สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง สังขารทั้งหมดเป็นทุกข์ ธรรมชาติทั้งหลายไม่สามารถบังคับบัญชาได้

คำว่า สังขาร หมายถึง ธรรมชาติที่มีเหตุปรุงแต่ง ก็เพราะมีเหตุปรุงแต่งจึงต้องมีความเปลี่ยนแปลงไป เช่น จิต .... จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ลักษณะธรรมชาติของจิต คือ ผนฺทนํ จปลํ ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ คือ การดิ้นรน กลับกลอก รักษายาก ห้ามยาก

การจะรักษาจิตให้มั่นคงได้จะต้องอาศัยการกระทำสมาธิ และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน การกระทำสมาธิ คือการกระทำจิตให้ออกจากนิวรณ์ ด้วยการอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว เช่น การอยู่กับการกำหนดลมหายใจ หรือคำภาวนาต่างๆ ใน ๔๐ บรรพ .... สมาธิมี ๓ ระดับ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ


การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการเข้าไปรู้แจ้งในเรื่องของชีวิต โดยใช้สมาธิเพียงขั้นขณิกสมาธิเท่านั้น ... โดยปกติแล้วเรามักจะชอบมองออกไปนอกตัว จึงทำให้เกิดวิปลาสธรรม มีความรู้สึกยินดี(อภิชฌา) และความไม่ยินดี(โทมนัส) ในสิ่งที่เราเข้าไปรับรู้เหล่านั้น ทั้งอภิชฌาและโทมนัสเป็นมูลแห่งกิเลสที่เกิดขึ้นด้วยอำนานของโมหะ

การที่เราเวียนว่ายตายเกิดกันมาแล้วจนนับภพชาติไม่ถ้วนนั้น ทำให้มีการสะสมกิเลสหมักดองไว้ในขันธสันดาน เรียกว่า อาสวะกิเลส มี ๔ อย่าง คือ กามาสวะ ความกำหนัดพอใจในกาม, ภวาสวะ ความกำหนัดพอใจในภพและอรูปภพ, ทิฏฐาสวะ ความกำหนัดพอใจที่เกิดพร้อมด้วยภวทิฏฐิ ๖๒ และอวิชชาสวะ ความไม่รู้ ๘ ประการ ....

ขอให้ถามตัวเองว่า ถ้าหากเราต้องตายลงในวันนี้ เราจะมีความกลัวเกิดขึ้นหรือไม่?
ความกลัวย่อมเกิดขึ้นเป็นของธรรมดา เพราะเนื่องมาจากความรักชีวิต และความรักชีวิตในที่นี้ก็คือ อุปาทานขันธ์ ที่เราเข้าไปยึดมั่นขันธ์เหล่านั้นว่าคือชีวิต แท้ที่จริงก็คือการประกอบเข้ากันด้วย รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ


รูป หมายถึง อวินิพโพครูป ๘ (ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ) วิการรูป ๓ ฯ... ปริจเฉทรูป ๑ รวมเป็นรูป ๒๘
เวทนา คือ การเสวยอามรมณ์ เช่น เมื่อตากระทบรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสความเย็นร้อน จะทำให้เกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งในเวทนาใหญ่ ๆ ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา ฯ
สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ เช่น รู้ว่านี่เป็นสีเขียว สีแดง ดอกบัว เทียนไข เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เรารู้ได้เพราะเคยมีการป้อนข้อมูลเข้าไป เราจึงเก็บเป็นความจำไว้ เมื่อได้มาพบอีกก็จะประมวลข้อมูล หรือ Enter ออกมาเป็นชื่อต่างๆ ฯ
สังขาร คือ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปในอาการต่างๆ เช่น พอใจ ไม่พอใจ เป็นต้น
วิญญาญ คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่จิตมีชื่อเรียกแตกต่างกันถึง ๑๐ ชื่อ เช่น จิต มโน หทัย เป็นต้น


รูปนามขันธ์ ๕ นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้ แต่เรามีความวิปลาสไปว่า รูปนามนี้เป็นเรา เป็นหญิง-ชาย สวย-ไม่สวยฯ คำเหล่านั้นเป็นเพียงสมมุติสัจจะที่ใช้เรียกรูปนามนั้น ฯ ...และที่สำคัญในวิปัสสนากรรมฐานจะขาดไม่ได้เลยก็คือ โยนิโสมนสิการ คือการวางใจโดยแยบคาย ฯ....

ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ที่เราเรียนคันถธุระ ก็เพื่อนำมาสู่วิปัสสนาธุระ ขอให้ทุกคนมีความเพียรกำหนดรู้ว่า ขณะที่นั่งอยู่นี้ ไม่มีคนไม่มีสัตว์ เป็นเพียงอาการ และไม่ว่าจะอยู่ในอาการไหนก็แล้วแต่ เราก็รู้ได้ว่ากำลังอยู่ในท่าใดโดยไม่ต้องมองดูเลย เพราะอาการนั้นเรารับรู้ได้ด้วยจิต ความรู้สึกนั้นจึงเป็นความจริง และความรู้สึกนั้นก็คือปรมัตถ์
ขณะที่ทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ คือ อาการนั่งขัดสมาธิ เมื่อนั่งนานๆ ก็ย่อมมีความเมื่อเกิดขึ้น ความเมื่อยนี้เป็นทุกขเวทนา เราต้องวางใจให้แยบคายว่าเป็น “นามทุกข์” เมื่อรู้ว่านามทุกข์เกิดขึ้นแล้วให้มีสติค่อยๆเปลี่ยนอิริยาบถไป ..... การกระทำวิปัสสนากรรมฐานเป็นการเปลี่ยนแปลงสัญญาวิปลาสไปสู่ความมีปัญญา และละสังโยชน์ได้ในที่สุดฯ....


การกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกยืดยาวไปบ้าง แต่บรรยากาศขณะนั้น.....คือ การได้เจริญธรรมด้วยนั่งอยู่ภายในวิหารปรินิพพานเพื่อรับฟังคำอธิบายเกี่ยวกับวิปัสสนากรรมฐาน นับว่าเป็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้ยากในหมู่ของผู้มานมัสการสังเวชนียสถานทั้งหลาย เพราะกลุ่มคนเหล่านั้น อาจมีเพียงมัคคุเทศก์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะวิชาโบราณคดี มาชี้ชวนให้ชมสังเวชนียสถานได้เพียงเปลือกนอก แต่ขาดมัคคุเทศก์ผู้เชี่ยวชาญในทางธรรมที่จะมาชี้นำให้ท่องไปในมหาอาณาจักรแห่งชีวิตที่เร้นลับ ดังที่พวกเราทั้งหลายได้ท่องเที่ยวไปอยู่ในขณะนี้ และยังชี้ชวนให้เห็นช่องทางที่จะออกไปจากอาณาจักรอันเร้นลับนี้ได้อีกด้วย....


ในเวลาค่ำวันเดียวกันนั้น อาจารย์บุษกรได้นำคณะศิษย์และผู้ติดตามทุกคน กระทำพิธีทอดผ้าป่ามหากุศล ณ อุโบสถ ...ก่อนที่จะกล่าวคำถวายผ้าป่า ... อาจารย์บุษกร ได้นำพวกเราทุกคนกล่าวถวายพระพรชัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยกล่าวนำถวายพระพรต่อเบื้องพระบรมฉายาลักษณ์ว่า ...ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้มีโอกาสมาสร้างกุศล ณ อุโบสถวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชศรัทธาเป็นองค์อุปถัมภ์การก่อสร้างทั้งปวงให้แล้วเสร็จ จึงนับเป็นมงคลสถานที่ที่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้มาประชุมกันเพื่อดำเนินรอยตามพระองค์ในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ....ข้าพระพุทธเจ้าชาวมูลนิธิฯ นอกจากจะทูลเกล้าฯถวายเงินเพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัยเป็นรายเดือนแล้ว ในดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถวายความจงรักภักดีด้วยบทอาศิรวาทว่า ... สรวมชีพประนตไท้ วรใต้ ณ บทมาลย์ฯ


กิจกรรมในค่ำคืนนั้นจบลงด้วยการถวายผ้าป่าและปัจจัยไทยทานที่ทุกคนเต็มใจมอบถวายให้แด่คณะสงฆ์แห่งวัดไทยกุสินาราฯ รวมเป็นเงิน ๑๐๐,๑๑๒ บาท (หนึ่งแสนหนึ่งร้อยสิบสองบาทถ้วน)


เช้าวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ก่อนออกเดินทางไปสู่สารนาถ เอ็น.ซี.ทัวร์ได้พาคณะของเราไปนมัสการมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระบรมศาสดา ณ ที่แห่งนี้ อาจารย์บุษกรได้กล่าวคำอธิษฐานตามลำพังว่า ... ข้าพเจ้ามีความประสงค์ที่จะมากราบขออโหสิกรรมและขออภัย ณ สถานที่ที่ทำให้เห็นความเป็นไปของชีวิต ด้วยกุศลกรรมนี้จงเป็นพลานุภาพให้ข้าพเจ้าสามารถครองกาย วาจา ใจ ให้ปราศจากมลทินได้โดยไว และยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตน ครอบครัว ครูบาอาจารย์ ตลอดจนความตั้งใจที่จะเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายที่ดีของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยเจตนานี้ข้าพเจ้าขอแผ่กุศลให้ไปสู่ชีวิตทุกคนได้ประสบสุขโดยไวเทอญ.


“ หันทะทานิ ภิกขเว อามันตะยามิโว วะยะธัมมาสังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ” ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด


โดย น้องกิ๊ฟ [1 มี.ค. 2545 , 16:23:04 น.] ( IP = 202.183.157.101 : : )


  สลักธรรม 2

a

โดย เมียเชียว [21 เม.ย. 2546 , 09:26:58 น.] ( IP = 202.44.8.98 : : 202.44.10.30 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org