| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๑๘)
สลักธรรม 1
นอกจากเรื่องรูปแล้ว ในพระพุทธศาสนายังได้แสดงถึงเรื่องจิตใจด้วยว่า มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ สลายตัวไปอยู่ตลอดเวลาโดยรวดเร็ว ดังนั้นจิตใจจึงอยู่ในฐานะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เช่นเดียวกันกับรูป
ด้วยเหตุที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนนั้น จึงเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ ทั้งจิตใจก็ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ เป็นแต่ปรากฏการณ์ของธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีเหตุก็จะเกิดขึ้นมา แต่ไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจชอบ
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [4 พ.ย. 2548 , 09:59:30 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 2
ท่านนักศึกษาอาจสงสัยในเรื่องจิตใจที่ว่ามิได้เที่ยงแท้แน่นอน มีความเกิดดับอยู่เสมอเป็นนิจ ทั้งความเกิดขึ้น สลายตัวไปเหล่านี้ก็รวดเร็วเสียด้วย แม้ความเร็วของแสงที่ว่าเร็วมากอยู่แล้วก็ไม่อาจเทียบเคียงกันได้ เพราะแสงเดินทางได้เร็วเพียง ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาทีเท่านั้น ส่วนจิตใจมีความเกิดดับรวดเร็วแม้จะบอกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่าของแสงก็ยังนับว่าน้อยไป
ในเรื่องนี้ผมขอยกตัวอย่างจากเรื่องที่ผมได้เขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งเป็นการสนทนาระหว่างลุงกับหลานมาเปรียบให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [4 พ.ย. 2548 , 10:00:00 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 3
ลุง : ศาสนาในโลกนี้มีมากมาย ต่างก็มีหลักคำสอนต่างๆกัน แต่ในเรื่องของจิตนั้นบางศาสนาถือว่าเรามีวิญญาณ คือ โซล (Soul) สัตว์เดรัจฉานหามีโซลไม่ การที่จะไปเกิดชาติหน้านั้นแล้วแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่จะทรงบังคับบัญชาให้โซลของผู้ใดไปสวรรค์หรือลงนรก แม้จะไปอยู่ในที่นั้นชั่วนิรันดร
เหตุนี้ทุกคนจึงต้องคารวะอ่อนน้อม ยอมตัวลงอ้อนวอนเคารพนับถือพระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะได้ทรงพระกรุณาช่วยให้หลุดรอด ช่วยใไถ่บาป ช่วยให้ได้ขึ้นสวรรค์
ศาสนาพราหมณ์บางลัทธิถือว่า เมื่อเราได้ปฏิบัติความดีความงามอยู่เสมอๆ ก็จะสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกโสโครกรุงรังที่หุ้มห่ออาตมัน คือวิญญาณอมตะอยู่ ปฏิบัติเช่นนี้ทุกชาติๆไปนานๆ อาตมันก็จะบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นทุกทีๆ ถ้าได้ตายไปแล้วหลายๆชาติ อาตมันจะหลุดออกมาได้จากโลกียธรรม แล้วก็จะไปรวมอยู่เข้ากับอาตมันใหญ่ เรียกปรมาตมัน
เขาถือว่าจิตคือตัวตนไม่มีวันตาย ที่เห็นตายก็แต่ร่างกายเท่านั้น ตัวตนของจิตเป็นของเที่ยงแท้ ถาวรมั่นคงไม่มีการแตกดับ ไม่มีการเสื่อมสลาย
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [4 พ.ย. 2548 , 10:01:16 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 4
ศาสนาอื่นโดยมากถือกันว่าในกายของเรานี้มีธรรมชาติอันเป็นทิพย์ หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือกายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง สิงสถิตอยู่เป็นตัวตนของเราแท้ๆไม่รู้จักตาย เรียกว่า โซล ว่าอีโก้ ว่าจิต ว่าวิญญาณ ว่าอนัตตา และอาตมัน ทั้งนี้ตรงกันข้ามกับหลักของพระพุทธศาสนา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องจิตไว้พิสดารกว่าศาสนาอื่นมากนัก แล้วยังมีเจตสิกอันเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญประกอบกับจิตอีกซึ่งศาสนาอื่นไม่มี ทั้งจิตก็มิได้คงทนถาวรอยู่ได้ ไม่มีวันตายเหมือนศาสนาอื่นเช่นอาตมัน จิตย่อมเกิดดับติดต่อกันอยู่เป็นนิจ ถี่ยิบไม่มีวันหยุดหย่อนกันเลยเป็นสันตติ คือการสืบต่อจิตที่ดับไปแล้วจะเป็นปัจจัยให้จิตใหม่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แล้วก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดต่อๆไป คือ เกิด-ดับ-เกิด-ดับอยู่ไม่ขาดสายติดต่อกันไป เรื่องนี้หลานจะเข้าใจยากอยู่สักหน่อย แต่ถ้าเข้าใจดีแล้วก็จะเป็นกุศลอย่างยิ่ง
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [4 พ.ย. 2548 , 10:02:14 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 5
หลาน : ผมไม่เข้าใจเรื่องสันตติและจิตเก่ากับจิตใหม่ ที่คุณลุงว่า เกิด-ดับ เกิด-ดับเลย
ลุง : จะยกตัวอย่างให้ฟังสักเล็กน้อย แต่จะหันเข้าหาวิชาวิทยาศาสตร์ที่หลานได้ศึกษามาบ้างเพื่อจะได้เข้าใจได้ดีขึ้น
ถ้าเรานำตะเกียงน้ำมันมาดวงหนึ่ง มีไส้มีน้ำมันพร้อม เมื่อเราจุดขึ้น หลานจะบอกได้หรือไม่ว่า ไฟที่จุดขึ้นใหม่ๆในครั้งแรก กับที่เห็นลุกอยู่เดี๋ยวนี้เป็นไฟดวงเดียวกัน
หลาน : ผมบอกไม่ได้ขอรับ เพราะไฟที่จุดขึ้นในครั้งแรกถ้าพูดตามทางวิทยาศาสตร์ก็ย่อมดับไปหมดแล้ว ไฟที่เห็นลุกอยู่ต่อๆมานั้น เป็นไฟดวงใหม่ซึ่งต้องอาศัยไฟในครั้งแรกเป็นเหตุให้ลุกขึ้น แต่ก็ต่อๆกันไปเรื่อยๆจนหมดน้ำมัน เหมือนน้ำก๊อกที่ไหลรินอยู่นั้นน้ำที่ไหลออกทีแรกย่อมผ่านไปแล้ว น้ำที่เห็นว่ากำลังไหลอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นน้ำที่มาใหม่ แต่เราเห็นติดต่อเป็นสายเดียวกัน การที่เห็นมันเกิดติดต่อกันไปนั้น คือสันตติกระมังขอรับ
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [4 พ.ย. 2548 , 10:03:01 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 6
ลุง: ถูกของหลานแล้ว เมื่อเราจุดตะเกียงขึ้น น้ำมันที่ซึมขึ้นมาตามไส้ตะเกียงเมื่อได้รับความร้อน ก็จะระเหยเป็นไอแล้วไหม้ไป ตัวการที่ทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นมาได้นั้นก็เป็นเพราะละอองของน้ำมันถูกความร้อนจัดจนสุกปลั่งจนเกิดความวิโรจน์ เป็นแสงสว่างแล้วก็กลายเป็นคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ไป
ความสุกปลั่งของละอองน้ำมัน ถ้าจะเปรียบก็เหมือนเหล็กที่ถูกเผาไฟจนสุกแดงนั่นเอง เหตุนี้น้ำมันจึงต้องซึมขึ้นมาเรื่อยๆติดต่อกันไป ขาดจังหวะไม่ได้ จนกว่าน้ำมันจะหมดตะเกียง ไอน้ำมันก็ถูกเผาอยู่เสมอไม่ขาดระยะ
ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปนี้รวดเร็วยิ่งนัก แล้วต่อเนื่องกันไม่ขาดตอนเสียด้วย ตาของเราจึงจับไม่ได้ เห็นแต่ไฟตะเกียงลุกโพลงอยู่ แต่ความจริงนั้นไฟที่จุดครั้งแรกดับไปเสียนานแล้ว แต่ไฟที่ลุกขึ้นครั้งแรกเป็นปัจจัยให้ไฟดวงหลังเกิดขึ้นแล้วก็ต่อๆกันไป ถ้าไฟดวงแรกมิได้ลุกขึ้น ไฟดวงหลังและดวงต่อๆมาก็จะมีไม่ได้
เหตุฉะนั้น เราจะว่าเป็นไฟดวงแรกหรือดวงหลังหาได้ไม่ เพราะถ้าไม่มีไฟดวงแรกเกิดขึ้น ไฟดวงหลังก็มีไม่ได้ และถ้าไม่มีไฟดวงหลังมาต่อไฟก็ดับกันหมด อาศัยกันเกิดดับอยู่เช่นนี้ โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [4 พ.ย. 2548 , 10:03:23 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 7
ลุงจะเทียบให้เห็นง่ายๆอีกอย่างหนึ่ง เช่น ไฟฟ้าที่สว่างอยู่ในหลอดนั้น ความจริงมันเกิดดับอยู่เรื่อยโดยรวดเร็ว เราจับไม่ทัน ไฟฟ้าจะไหลต่อเนื่องกันไปมิได้ขาดสายเหมือนน้ำในลำธาร คือไฟฟ้าแล่นมาถึงหลอดทำให้เกิดแสงสว่างแล้วก็ดับไป ไฟฟ้าต่อๆมาก็ไหลแทนให้แสงสว่างแล้วดับต่อกันเรื่อยๆติดต่อกัน ถ้าเราปิดสวิทซ์ไฟเสีย ไฟก็จะดับทันที
ในต่างจังหวัดที่ไฟส่งมีกำลังอ่อน เราจะเห็นไฟฟ้าวิบๆอยู่ถี่ยิบ การที่เราเห็นไฟสว่างอยู่ตลอดเวลาโดยมิได้ดับเลยนั้น ก็เพราะมันเกิดดับรวดเร็วเหลือเกิน จนเราจับมันไม่ทัน ในไฟสลับที่เราใช้อยู่ตามบ้านนั้น เกิดดับรวดเร็วถึงวินาทีละ ๕๐ ครั้ง ตาของเราจึงเห็นความดับของมันไม่ได้
ในเรื่องความเกิดดับสืบต่อกันไปของจิจเป็นเรื่องละเอียดมาก ในระยะเริ่มต้นนี้ ขอให้ท่านนักศึกษาจำไว้เพียงเท่านั้นก่อน ยังเข้าใจไม่ดีหรือหาเหตุผลอะไรยังไม่ได้มากก็ไม่เป็นไร เพราะในปริจเฉท ๑ นี้ว่ากันด้วยเรื่องจิตทั้งนั้น ก็จะเข้าใจดีในดอกาสต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
ตอนที่ (๑๗) http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=8170โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [4 พ.ย. 2548 , 10:03:45 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 8![]()
![]()
กราบบูชาท่านอาจารย์ที่เคารพนับถือยิ่งครับ
ผมเข้ามาอ่านด้วยใจที่จดจ่อ ศรัทธาในเนื้อหาสาระอย่างยิ่งครับ และพร้อมๆกับคิดตามเพื่อรู้ตามความจริงในขั้นปรมัตถ์ครับ
คำพูดที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า...การเรียนพระอภิธรรมนั้น ไม่ใช่จะเรียนกันได้ทุกคน ต้องอาศัยบารมีเก่ามาด้วย ผมเห็นชัดเจนในเรื่องนี้เลยครับท่านอาจารย์
เพราะมีคนมากมายที่เข้ามาพบกับท่านอาจารย์ตั้งแต่เป็นฆารวาส จนกระทั่งอาจารย์บวชเป็นพระภิกษุ จวบจนวันนั้น ที่ 24 พ.ย.34 วันที่ไม่มีอาจารย์ให้ซักถามอีกต่อไป จนวันนี้เดี๋ยวบุคคลบางคนก็ยังไม่มาศึกษาเสียทีครับ เป็นเพราะอดีตไม่ได้สร้างสมบ่มปัญญามานั่นเอง ผมเห็นแล้วก็รู้สึกว่า..ผมเองจะไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาดครับอาจารย์.
กราบระลึกถึงพระคุณมาด้วยความอาลัยยิ่งครับ.
![]()
โดย พี่เณร [4 พ.ย. 2548 , 10:19:55 น.] ( IP = 58.8.69.250 : : )
สลักธรรม 9มาศึกษาต่อครับ.............
ผมเป็นคนรุ่นหลานท่านอาจารย์ ไม่มีโอกาสได้พบท่านอาจารย์ ก็ยังนับว่าโชคดีที่ท่านได้ถ่ายทอดไว้ให้แด่คนรุ่นหลัง.......... ขอกราบระลึกถึงคุณอาจารย์ครับโดย ธี [4 พ.ย. 2548 , 11:30:43 น.] ( IP = 217.22.116.206 : : )
สลักธรรม 10มาศึกษาต่อเพื่อเพิ่มความมีปัญญาต่อค่ะ
กราบระลึกพระคุณอาจารย์ค่ะโดย เซิ่น [4 พ.ย. 2548 , 13:05:45 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |