มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อิสิปตนมฤคทายวัน




อิสิปตนมฤคทายวัน




วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. หลังจากที่นมัสการมกุฏพันธนเจดีย์ อันเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว เอ็น.ซี ทัวร์ก็นำเรากลับมายังวัดไทยกุสินาราฯเพื่อรับประทานอาหารเช้า และเก็บสัมภาระออกจากที่พักเพื่อเริ่มต้นการเดินทางกันอีกครั้งหนึ่ง จากฝั่งตะวันออกของรัฐอุตตรประเทศบริเวณจังหวัดโครักขปูร์ ไปสู่ฝั่งตะวันตกของรัฐคือเมืองลัคเนาว์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลก็คือ เมืองพาราณสี นั่นเอง .....ในวันนี้แม้จะเป็นการเดินทางที่ไม่ไกลนักแต่เนื่องจากมีอุปสรรคขัดข้องเกี่ยวกับถนนหนทาง กว่าที่คณะของเราจะเดินทางไปถึงสารนาถ อันเป็นที่ตั้งของธัมเมกขสถูปจึงใช้เวลามิใช่น้อยเลย


คงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการเดินทางแบบคณะทัวร์ที่ผู้ให้บริการจะต้องเพียรพยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้บริการ ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนยานพาหนะ พระวิทยากรจึงได้พยายามให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ที่เป็นเป้าหมายในแต่ละวัน และในวันนี้อีกเช่นกันที่พระวิทยากรได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้พุทธศาสนาแทบจะสาบสูญไปจากประเทศอินเดียว่าเป็นการกระทำของคนนอกศาสนา และมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปกว่าสองพันสี่ร้อยปีโดยชาวลังกา คือ อนาคาริกธัมมปาละ สิ่งที่ได้รับฟังนั้นเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่พยายามลำดับเหตุการณ์ให้เชื่อมโยงตามข้อสมมุติฐานซึ่งเป็นความรู้ประการหนึ่งที่หาฟังได้ยาก แต่ถ้าหากผู้รับฟังที่ตั้งใจไว้ไม่ดีก็อาจเกิดความรู้สึกไม่พอใจในคนนอกศาสนาเหล่านั้น กลายเป็นโทสะแทรกขึ้นมาในวงล้อมของกุศล เพราะแท้จริงแล้วพระพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญด้วยเหตุใดนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจน จึงควรที่ชาวพุทธจะต้องย้อนกลับมาพิจารณาตนเองและพิเคราะห์ให้มากถึงเหตุแห่งความเสื่อมเหล่านั้น



อาณาบริเวณของป่าสวนกวางหรือป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นกว้างขวาง ไม่มีไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอาณาบริเวณให้กีดขวางสายตา ธัมเมกขสถูปอันเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานที่แสดงปฐมเทศนาจึงปรากฏเด่นชัดในสายตาของทุกคน

....ในอดีตกาล ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธ พระมหาบุรุษทรงรำพึงถึงความลึกซึ้งของพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ ว่าเป็นของยากยิ่งที่เหล่าสัตว์จะตรัสรู้ตามได้ แต่ด้วยพระราชหฤทัยที่ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงตรวจตราเหล่าสัตว์ด้วยพุทธจักษุแล้วพบว่า เหล่าสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีอินทรีย์คือศรัทธาเป็นต้นแก่กล้าก็มี .... ปานกลางก็มี .... อ่อนก็มี ..ไม่ต่างอะไรไปจากบัวสี่เหล่า .... จึงทรงรับคำอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหมที่จะประทานพระธรรมเทศนา อบรมหมู่สัตว์ให้เกิดดวงปัญญาหยั่งรู้ตาม และข้ามพ้นสังสารวัฏได้สมตามมโนรถที่พระองค์ทรงมีเจตนามานับอสงไขยเพื่อเกื้อกูลรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้เข้าสู่พระนิพพาน...

.....เวลาเช้าของวันจาตุททสี ดิถีขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ พระผู้มีพระภาคเสด็จด้วยพระบาทเปล่าจากอุรุเวลาเสนานิคมไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี .... ปัญจวัคคีย์เมื่อพบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกลับแสดงถ้อยคำตีเสมอ
..... ดูกร ปัญจวัคคีย์ บัดนี้ ตถาคตได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ตถาคตมาก็เพื่อแสดงธรรมแก่เธอทั้ง ๕ เธอจงตั้งใจฟังและปฏิบัติตามคำของตถาคต ในไม่ช้าเธอก็จะได้ตรัสรู้ตาม ....


..... ดิถีเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ ... ณ เบื้องหน้าปัญจวัคคีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทรงแสดงทางที่บรรพชิตไม่ควรส้องเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ทรงแสดงทางที่พระองค์ทรงปฏิบัติคือมัชฌิมาปฏิปทา และธรรมะที่ได้ตรัสรู้คืออริยสัจจ์ ๔ .... ครั้นพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงจบลง “ธรรมจักษุ” คือ ดวงตาอันเห็นธรรมได้บังเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านโกณฑัญญะ ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา”.....พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานว่า อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ .... ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ...พระโกณฑัญญะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันเพียงผู้เดียวในขณะนั้น

.... พระรัตนตรัยได้บังเกิดขึ้นครบเป็นครั้งแรก ... กงล้อธรรมจักรแห่งพระบรมศาสดาได้เริ่มต้นหมุนทวนอวิชชา ตัณหา ฯ ทำลายสังสารวัฏอันรกชัฎ ... และประดิษฐานพุทธจักรขึ้นแล้วด้วยพระธรรมเทศนาอันเป็นปฐม...


ท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นรมย์ของสถานที่ การเดินชมโบราณสถานไปพร้อมกับการฟังคำบรรยายของพระวิทยากรนั้น ก่อให้เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง...จากบริเวณด้านหน้าของป่าสวนกวาง ....ไปสู่เสาหินของพระเจ้าอโศก ....ตลอดจนเส้นทางที่ยสะกุลบุตรเดินมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในยามราตรี .... ขบวนของเราเคลื่อนตัวไปด้วยความสงบเรียบร้อย และเมื่อมาถึงด้านหน้ามูลคันธกุฎีของพระบรมศาสดา ท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรได้นำทุกคนสวดมนตร์บูชาพระรัตนตรัย และกล่าวคำนมัสการพุทธสถานอย่างพร้อมเพรียง


....จากการปูพื้นจิตใจให้อยู่ในกุศลด้วยการสวดมนตร์ ประกอบกับการคิดคำนึงทบทวนถึงความสำคัญของสถานที่ ทำให้จิตใจที่ค่อนข้างโทโสกลับกลายมาเป็นความร่มเย็นอันประกอบไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นทวีคูณ ...แต่ลำพังความเลื่อมใสศรัทธาเพียงประการเดียวนั้น ไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงให้เกิดแก่ตนเองได้ การนำความเลื่อมใสศรัทธามาประพฤติปฏิบัตินั้นต่างหาก จึงจะนำไปสู่ความสัมฤทธิ์ได้ ....ลำพังเพียงการประนมมือตั้งใจอธิษฐาน ก็ไม่อาจก่อผลสำเร็จได้หากไม่ลงมือกระทำอย่างจริงจัง


..... เท้าที่ก้าวไปแต่ละก้าวล้วนมีเป้าหมายไปสู่จุดเดียวกันคือ พระมหาสถูปที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ..ยิ่งเดินเข้าไปหาก็ยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แห่งพระมหาสถูปนั้นอย่างชัดเจน ....เมื่อเดินถึงจุดหมายและได้นั่งเรียงรายอยู่พร้อมหน้าบนพื้นหญ้าบริเวณรอบธัมเมกขสถูปแล้ว ความยิ่งใหญ่โอฬารแห่งพระมหาสถูปยิ่งยึดครองสายตาของทุกผู้คนให้จับจ้องมองราวกับต้องมนตร์


.... สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า นอกจากจะเป็นการสร้างขึ้นด้วยความเลื่อมใสศรัทธาหมายจะให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์แล้ว พระมหาสถูปนี้ยังเป็นสักขีพยานที่ยืนยันว่า ณ ที่ตรงนี้ได้บังเกิดพระรัตนตรัยครบองค์สามเป็นครั้งแรก ณ ที่ตรงนี้พระอัญญาโกณฑัญญะได้เป็นผู้รับรองและยืนยันพระสัมมาสัมโพธิญาณที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ว่าเป็นญาณทัสสนะอันประสเริฐยิ่ง และเป็นเครื่องนำไปสู่ความพ้นทุกข์ .... ณ ที่ตรงนี้ปุถุชนคนสามัญได้บังเกิดเป็นอริยบุคคลแล้วในโลก .....ดอกบัวแห่งสัพพัญญุตญาณได้เบิกบานตามมาเป็นดอกแรกแล้ว ณ ตรงนี้

..... ท่ามกลางการจับจ้องมองด้วยความเลื่อมใสศรัทธา อาจารย์บุษกรได้กล่าวเป็นคติเตือนใจขึ้นว่า .... สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้ คือ การบ่งบอกว่าผู้ที่เข้าถึงธรรมแล้วย่อมเป็นใหญ่ในทุกกาล ธัมเมกขสถูปอันยิ่งใหญ่นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้ที่เข้าถึงธรรม ......เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว เราก็ต้องพยายามเข้าถึงธรรมให้ได้ด้วยการศึกษาและการปฏิบัติ ...ให้พยายามจดจำและทำความเข้าใจว่า ผู้รู้ธรรมกับการเดินทางเข้าถึงธรรมเป็นของคู่กัน ...... ผู้ไม่รู้ธรรมทำอย่างไรก็ไม่ถึงธรรม ........ ผู้รู้ธรรมย่อมไม่ปฏิเสธธรรมใดทั้งดีและชั่ว ผู้รู้ธรรมเพียงแต่กำหนดรู้และยินดีที่จะเป็นผู้รู้อย่างนี้ต่อไป .......และจงปล่อยใจจากความรำคาญในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยรอบข้าง เพียรตั้งต้นเสียใหม่ว่า...... เราโชคดีแล้วที่ได้เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ และขอความโชคดีนี้จงยังประโยชน์ให้แก่เราต่อไป ให้มีโอกาสได้ศึกษาธรรมโดยเฉพาะพระอภิธรรม เพราะพระอภิธรรมเปรียบประดุจไม้บรรทัดที่จะวัดชีวิตของเราให้ถูกต้องตรงตามความจริง.... มองไปที่ธัมเมกขสถูปแล้วจับอารมณ์ส่งใจไปว่า เราต้องเข้าถึงความยิ่งใหญ่นี้ให้ได้


... และก่อนที่เราทั้งหลายจะสวดมนตร์บทพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ขอให้ความรู้ในมุมที่แตกต่างไปจากพระวิทยากรและท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทร ว่ากว่าที่พระพุทธองค์จะทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นการประกาศทางที่ควรดำเนินของบรรพชิต คือ มัชฌิมาปฏิปทา , สัจจะ ๔, รอบ ๓ (สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ) และอาการ ๑๒ ให้ปรากฏ พระองค์ต้องใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปป์เสียสละชีวิตบำเพ็ญบารมีเพื่อค้นหาทางที่ควรปฏิบัติ และมาบอกให้พวกเราทั้งหลายรู้ในสิ่งที่ควรรู้

..... มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางแห่งมรรคอันมีองค์ ๘ อันมีสัมมาทิฎฐิเป็นเบื้องต้น และสัมมาสมาธิเป็นที่สุด การที่ทรงเริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐิก็เพราะว่า ปกติของปุถุชนนั้นมีความเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง เห็นตามความคิดของตนเองว่า เป็นตัวเรา เป็นของเรา ฯ คำว่า “ความจริง” มี ๓ อย่าง คือ จริงของเรา จริงของเขา และจริงของพระพุทธเจ้า จริงของเรากับจริงของเขานั้นอาจไม่ตรงกันและไม่ใช่เรื่องจริง แต่จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจริงตามพระปรมัตถ์...


.... สัจจะ ๔ คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะ
ทุกขสัจจะ คือ สิ่งที่ทนได้ยาก เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เราไม่รู้จัก
สมุทัยสัจจะ คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหาทั้งสาม (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา)
นิโรธสัจจะ คือ ความสิ้นสุดทุกข์ ความดับตัณหาทั้งสาม หรือนิพพาน
มรรคสัจจะ คือ ทางเดินไปสู่ความสิ้นสุดทุกข์อันประกอบไปด้วยองค์ ๘


..... รอบ ๓ คือ สัจจญาณ คือ ความรู้ในสัจจะว่ามีอยู่จริง, กิจจญาณ คือ ความรู้ในกิจหรือหน้าที่ที่พึงกระทำ, กตญาณ คือ ความรู้ว่าได้กรทำกิจนั้นสำเร็จแล้ว

.... อาการ ๑๒ คือ รอบทั้งสามที่หมุนไปในสัจจะ ๔ เพื่อทำลายองค์ ๑๒ ของปฏิจจสมุปบาท อันได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ .... ชรา-มรณะ.....พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ทรงตรัสรู้นั้น จะต้องรู้แจ้งในสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ....และในพระธัมมจักฯ นอกจากจะมีมรรค ๘ เป็นหัวใจแล้ว จะต้องรู้อาการหมุนไปโดยรอบของญาณทั้ง ๓ เพื่อทำลายปฏิจจสมุปบาท ...เพราะมีอวิชชา... จึงไม่รู้ว่าเหตุนี้ทำให้เกิดผลอะไร ...ไม่รู้ว่าผลนี้เกิดมาจากเหตุอะไร ... ไม่รู้อดีตอนาคตฯ เราจึงต้องเกิดกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วนจนถึงวันนี้


.... พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ อาจจะมีบารมีไม่ถึงพระศรีอาริยเมตไตรย แต่เราก็มีความหวังอยู่ว่า เราจะต้องทำดีที่สุด ..ทำดีที่สุดทำอย่างไร? ...คือทำตามหน้าที่ที่พระพุทธเจ้าสั่ง ชีวิตของเรามีความทุกข์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะเราหลงติดสุข เราจึงไม่เห็นทุกข์

...ขณะที่เรานั่งนานๆ ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ประเทศไหน ก็จะต้องมีความเมื่อยเกิดขึ้น ...ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนเราต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่นฯ ... ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนเราก็ต้องพบกับอสุภะ คือ ขี้มูก ขี้ตา อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อไคลฯ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องแก้ไข แต่เราไม่รู้ว่า เราทำไปเพราะอะไร? เราไม่รู้ว่าเราเปลี่ยนอิริยาบถเพราะอะไร? เราไม่รู้ว่าเราชำระล้างสิ่งโสโครกเพราะอะไร? ...อาจเป็นเพราะความเคยชินจึงทำให้เราไม่มีมโนสำนึกหรือสัมมาทิฏฐิเข้าไปรู้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์ เป็นอสุภะ...

.... ชีวิตของเราจึงควรมีเครื่องหมายคำถามแก่ชีวิตประจำวันไว้ทุกนาทีว่า ทำไปเพื่ออะไร?

....ทำไมเราต้องเกาหัว เพราะเราคัน “คัน” คือทุกข์ เราไม่พอใจในอาการนั้น คือทุกขเวทนา เราต้องยกมือขึ้นเกาตรงที่คันนั้น คือ สังขารทุกข์ และการเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดนั้น คือทุกขลักษณะ
..... กามตัณหา คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เรายินดีติดใจอยู่เสมอ ....แต่การที่เรากินเพื่อแก้ทุกข์มิใช่แก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน หรือการหาเพื่อแก้ทุกข์ ..อยู่เพื่อแก้ทุกข์...เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรเพื่อแก้อยากแล้ว ตัณหาก็จะไม่เกิดขึ้นขณะนั้นวิวัฏฏคามินีกุศลได้เกิดขึ้นทันที


..... กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน? กิเลสเกิดขึ้นที่อารมณ์ อารมณ์คืออะไร? อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ขณะที่จิตรู้อารมณ์นั่นแหละคือกิเลส ...พระนิพพานเป็นธรรมนอกโลก เมื่อรื้อสัญญาและละสังโยชน์เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์ที่ไม่มีกิเลส การกระทำต่างๆเป็นการกระทำที่ไม่มีเบื้องหลังคืออาสวะต่างๆผลักดันให้เกิดขึ้น หรือมีกิเลสเป็นตัวชักนำ แต่มีความจำเป็นต้องทำ จึงมีความเป็นไปด้วยกิริยาจิต การกระทำจึงไม่เป็นบุญ-บาป เพราะปราศจากเหตุ ๖ (กุศลเหตุ ๓, อกุศลเหตุ๓)มาปรุงแต่ง จึงไม่ก่อผลให้เป็นวิบาก

......ส่วนการกระทำของเรานั้นมีบุญ-บาปเกิดขึ้นสลับกันตลอดเวลา จึงนำไปสู่วิบากคือการเกิดขึ้นของรูปนามในภพชาติใหม่ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภาราหะเว ปัญจักขันธาฯ ...เมื่อใดมีเกิดเมื่อนั้นก็จะมีทุกข์ไปปรากฏเคียงข้างตลอดเวลา ....การดับกิเลสคือการดับการเกิด ...แต่เราจะต้องรู้จักหน้าตาของกิเลส จึงจะดับกิเลสได้ ....ความพอใจในการมีอำนาจเหนือกิเลสเรียกว่า ฉันทะ ซึ่งเป็นอิทธิบาท ซึ่งต่างกับ โลภะ ....โลภะ คือ ความอยากได้ ปรารถนาที่จะเป็นไปตามอำนาจของตัณหา แต่ฉันทะ คือ ความพอใจที่จะสิ้นไปจากอาสวะด้วยอำนาจของปัญญา...



.... ขณะนี้เราเป็นเพียงผู้รู้ธรรม เราจึงต่ำเตี้ยเท่านี้ เมื่อใดที่เราถึงธรรมเราก็จะเข้าถึงความยิ่งใหญ่ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน .....ให้นึกถึงพระอัญญาโกณฑัญญะให้มาก เพราะถ้าไม่มีพระอัญญาโกณฑัญญะมาเป็นผู้ยืนยันคำสอนของพระศาสดา เราก็จะไม่มีชีวิตที่มีปัญญาเช่นนี้

ภายใต้บรรยากาศยามอาทิตย์อัสดง ..ก่อนที่จะสิ้นสุดการกราบบูชาสังเวชนียสถานแห่งนี้ ..แสงอาทิตย์ลำแสงสุดท้ายได้ฉาบฉายกระจายสีต่างๆพรมพร่างท้องฟ้าที่ปราศจากหมู่เมฆ พลันที่อาจารย์บุษกรได้จบสิ้นการอธิษฐานเพียงลำพัง ดุจดังจะมีความอัศจรรย์เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อปรากฏเสี้ยวแห่งจันทราเคียงคู่อยู่กับดวงดาราอันสุกใสในทันทีด้านทิศตะวันตก ....อาจารย์บุษกรกล่าวให้ฟังว่า ที่อธิษฐานเมื่อสักครู่นี้ คือ การตั้งจิตถวายกุศลแด่พระครูศรีโชติญาณ ที่ในวันนี้ได้มีโอกาสกล่าวเรื่องราวของพระธัมมจักฯตามสภาวธรรมในฐานะศิษย์ของพระครูศรีโชติญาณ จึงขอถวายกุศลนี้ให้เป็นโอสถทิพย์เพื่อรักษาอาการอาพาธของพระครูศรีโชติญาณให้เบาบางจางหายคลายจากความทุกขเวทนา ขอให้ท่านมีสติปัญญาไม่หลงลืมแม้จะอาพาธหนัก หากถึงกาลแห่งความสิ้นสุดก็ขอให้กุศลนี้จงน้อมนำให้ท่านมีสติไม่ทุกข์ทรมานจับอารมณ์ที่ดี จึงได้ตั้งใจและกราบอธิษฐานไว้ ณ ที่นี้.... และชาตินี้ได้ตั้งใจว่า จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ด้วยชีวิต


เช้ามืดของวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ บนเรือแต่ละลำที่ลอยล่องอยู่ในสายนที ทุกคนต่างมีกระทงใบน้อยที่อยู่ในมือสำหรับอธิษฐาน และที่พิเศษกว่าทัวร์คณะใด อาจารย์บุษกรได้ให้พวกเราตัดผมใส่ไว้ในกระทงเพื่อจะอธิษฐานว่า การล่องลอยอยู่ในคงคาก็ไม่ต่างไปจากการเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏที่อันตราย ..ผมที่ไม่ถูกตัดก็มีแต่จะยาวขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับสังสารวัฏที่ทอดยาวออกไปตลอดเวลา ..ความเสื่อมของรูปนั้นมีเกิดขึ้นอยู่เสมอแต่มองด้วยตาเนื้อได้ยาก แต่ความยาวขึ้นของผมบนศีรษะเป็นสิ่งที่เรารับรู้ได้ ...เมื่อใดที่ข้าพเจ้าขาดสติปัญญา ขอการตัดผมของข้าพเจ้าในครั้งนี้จงเป็นเหตุปัจจัยอันสำคัญให้ข้าพเจ้าระลึกได้ถึงการยืดยาวของสังสารวัฏ ยามใดที่ข้าพเจ้าลูบศีรษะขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาที่ยืดยาวขึ้นจนแทงตลอดทะลุสังสารวัฏได้ดุจเดียวกับการแทงขึ้นของเส้นผมฉะนั้น....


ภายหลังจากเสร็จพิธีลอยกระทงแล้ว นายท้ายเรือก็พาเราชมวิถีชีวิตแห่งคงคา วิถีชีวิตแห่งการชำระบาปที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง มรณาโฮเต็ลก็ยังมีผู้มาใช้บริการอยู่ไม่ขาด ควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่งจากการเผาศพและแสงเพลิงจากท่อนฟืนก็ยังเคียงคู่อยู่กับริมฝั่งคงคามาตลอดหลายร้อยปี ....ทำให้ระลึกได้ว่า นับเป็นโชคดีที่ชาตินี้ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้ และได้ทำในสิ่งที่ควรทำ แม้ว่าจะเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น แต่ก็ยังมีชีวิตยึดไว้กับแก่นแห่งความจริงบ้างแล้ว


...หลังจากกลับเข้าที่พักเพื่อรับประทานอาหารเช้าและเก็บสัมภาระเพื่อเดินทางไปสู่พุทธคยาเสร็จแล้ว อาจารย์บุษกรได้ขอโอกาสผู้ร่วมเดินทางทุกท่านว่า ..เมื่อคืนนี้หลังจากที่กลับจากธัมเมกขสถูปแล้วได้ตั้งใจจัดผ้าป่าขึ้น ๑ กอง อย่างกระทันหัน โดยได้ประเดิมกองทุนเป็นเงินจำนวน ๕๐๐ เหรียญ เพื่อจะนำจตุปัจจัยไทย ทานถวายแด่พระสงฆ์ชาวไทยที่มาศึกษาอยู่ที่เมืองพาราณสีแห่งนี้ เช่นเดียวกับเมื่อสามปีก่อนที่ได้จัดผ้าป่าเช่นนี้ด้วยวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันนี้ แต่ต่างกันที่ในครั้งนั้นได้ทำพิธีทอดผ้าป่ากันที่ธัมเมกขสถูปนั้นเลย ..ครั้งนี้ก็ยังคงมีศรัทธาต่อเนื่อง ....และในวันนี้ดิฉันและผู้มีจิตศรัทธาทุกคนที่ปรารถนาจะอุปถัมภ์พระภิกษุผู้กำลังศึกษาหาความรู้ในดินแดนพุทธภูมินี้ จึงได้รวบรวมจตุปัจจัยไทยทานรวมทั้งสิ้นแล้วเป็นเงิน ๗๘,๓๘๖ บาท (เจ็ดหมื่นแปดพันสามร้อยแปดสิบหกบาทถ้วน) เพื่อถวายแด่ตัวแทนของพระนักศึกษาได้นำไปใช้ในกิจการอันพยุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป และขอกล่าวแทนทุกท่านว่า

ด้วยดวงจิตคิดสร้างทางมรรคผล ด้วยเพราะเคยเยือนยลกุศลศรี
ด้วยใจรักในทานบารมี ด้วยศรัทธาล้นปรี่มีมานาน
ขอถวายปัจจัยไว้ให้พระ ทำธุระพุทธศาสน์ปราชญ์เรืองศรี
เหล่าพวกเราชาวอภิธรรมน้อมใจพลี เพื่อความสุขสวัสดีที่นิพพาน



เอวํ เม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ตตฺร โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ
ข้าพเจ้า(พระอานนท์)ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสีฯ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์เข้ามาแล้วทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรด
เทวฺเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา. กตเม เทฺว? โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค หีโน คมฺโม โปถุชฺชนิโก อนริโย อนตฺถสํหิโต, โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถสํหิโต.

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่างเหล่านี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ, (๒ อย่างเหล่าไหนเล่า?) ๒ อย่างเหล่านี้คือ การประกอบตนให้ติดแน่นในกามสุข เพราะกามทั้งหลายนี้เป็นธรรมที่ต่ำช้า เป็นธรรมของชาวบ้าน เป็นธรรมของปุถุชนคนกิเลสหนาปัญญาหยาบ มิใช่ธรรมของผู้ประเสริฐ มิได้ประกอบด้วยประโยชน์เลย, การพยายามทำตนให้ลำบากอยู่เนืองๆเป็นความทุกข์ ไม่ใช่ธรรมของผู้ประเสริฐ มิได้ประกอบไปด้วยประโยชน์เลยฯ

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2545 , 19:44:16 น.] ( IP = 203.170.147.23 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

ขออนุโมทนากับน้องกิ๊ฟเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ที่เพียรพยายามในกุศลธรรมทานในครั้งนี้
ได้เข้ามาอ่านต่อค่ะ รู้สึกประทับใจและให้ความรู้สึกดีๆได้อย่างมากมาย จนคิดขึ้นมาว่า น่าจะได้รวบรวมและพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ เพื่อประโยชน์ต่อสาธุชนผู้ที่สนใจนะค่ะ

โดย ธัญธร [15 ก.พ. 2545 , 21:50:09 น.] ( IP = 203.130.139.83 : : )


  สลักธรรม 2

เห็นเนินดินยินพระบาทแผ่ว

พระเสด็จมาแล้วสู่ที่นี่

เผยแผ่พุทธธรรมเหนือธรณี

พระบารมีเลิศล้ำรำพัน


พระสอนธรรมอรหันต์หกสิบรูป

ตรงเมกขสถูปนี้ในวันนั้น

ประกาศธรรมล้ำเลิศพรหมจรรย์

เพื่อสบสันติสุขทุกทวยชน
/

/flower ขอความสวัสดีจงมีต่อทุกท่านนะค่ะ

โดย น้องแก้วค่ะ [15 ก.พ. 2545 , 21:56:37 น.] ( IP = 203.170.147.112 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org