มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธคยา





พุทธคยา


วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ การเดินทางออกจากเมืองพาราณสีไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อันเป็นที่ตั้งรองรับของพระศรีมหาโพธิ์และที่ประดิษฐานของพระมหาเจดีย์.....สถานที่ตรัสรู้ของพระบรมศาสดา นับเป็นการไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายในครั้งนี้ และเป็นการเดินทางย้อนรอยของพระพุทธองค์ เพราะภายหลังการตรัสรู้ในครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงดำเนินด้วยพระบาทเปล่าจากอุรุเวลาเสนานิคม ไปยังเมืองพาราณสีเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ให้มีดวงตาธรรม ....เส้นทางที่พระองค์ทรงดำเนินนั้นปรากฏตามพระคัมภีร์ว่าไกลถึง ๑๘ โยชน์ แต่พระพุทธองค์ทรงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ก็บรรลุถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน....


สำหรับพวกเรานั้นเดินทางด้วยยานพาหนะที่ทันสมัยแต่ใช้เวลายาวนานเหลือเกิน นอกจากจะเป็นเพราะเส้นทางที่วกไปวนมาประกอบกับอยู่ในระหว่างซ่อมแซมความชำรุดแล้ว ยังได้พบกับขบวนการแห่แหนเทพเจ้าองค์สำคัญของชาวฮินดูอีกด้วย .....ใช้เวลากว่าสิบชั่วโมงจึงเดินทางถึงวัดไทยพุทธคยาอันเป็นที่พักในวันนั้น


เช้าวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๓ หลังจากรับประทานอาหารแล้ว แต่ละคนต่างกลับไปยังห้องพักเพื่อจัดเตรียมธูปเทียนสำหรับบูชาพระมหาเจดีย์และโพธิบังลังก์ แล้วรีบกลับมารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณห้องอาหารอีกครั้งด้วยความกระตือรือร้น ชุดสีขาวที่ทุกคนสวมใส่ ก่อให้เกิดความสงบใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ....สีแห่งผ้ากาสาวพัตร์ก็ยิ่งโดดเด่นท่ามกลางสีขาวนั้น



อาจารย์บุษกรได้นำทุกคนเข้าสู่อาณาบริเวณของมหาเจดีย์ด้วยกิริยาที่สุภาพเป็นอย่างยิ่ง แต่ละก้าวที่ย่างเข้าไปสู่องค์พระมหาเจดีย์ที่ตั้งสูงเด่นอยู่เบื้องหน้า เป็นย่างก้าวที่เนิบช้าราวกับเป็นการเดินเข้าไปหาผู้ทรงศักดาก็มิปาน ...ในที่สุดทุกคนก็ได้บรรลุถึงที่หมาย คือพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ .....ความร่มเย็นภายใต้โพธิมณฑลที่แผ่กิ่งก้านปกใบแน่นหนายังความเบิกบานใจอย่างเปี่ยมล้นจนปรากฏบนใบหน้า ...หลายคนปีติใจจนหลั่งน้ำตา หลายคนมีรอยยิ้มอยู่เกลื่อนหน้าเมื่อมองไปยังพระบัลลังก์ ....


การมานมัสการสังเวชนียสถานในวันนี้ พระวิทยากรร่วมเดินทางมากับคณะของเราด้วยความสงบเงียบราวกับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้เข้ามานมัสการเท่านั้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะโพธิบัลลังก์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายย่อมทราบถึงความสำคัญเป็นอย่างดีอยู่แล้วก็เป็นได้

.........ภายใต้นิสากรรังสี ยามราตรีที่มีละอองจันทร์โปรยปรายครอบครองพื้นปฐพี พระมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่...ได้ทอดทิ้งสมบัติบรมจักรและเกียรติศักดิ์อันไพศาลแห่งจักรพรรดิราชา ทรงตั้งพระหฤทัยอย่างแน่วแน่ว่าจะบำเพ็ญเพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณที่ทรงใช้เวลานานนับอสงไขย เพียรตั้งกาย วาจา และใจไว้ในเส้นทางพุทธบารมีสร้างนาวาวิถีเป็นสำเภาทอง เพื่อรองรับชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามห้วงนทีที่ไม่อาจเห็นฟากฝั่ง คือสังสารวัฏ ให้จงได้ ...หากตราบใดที่ยังไม่ลุถึงเป้าหมาย แม้นเนื้อและเลือดจะเหือดแห้งหายเหลือเพียงหนัง เอ็น กระดูก ก็จักไม่ยอมลุกขึ้นจากอาสน์นี้...

ปวงเทพยดาทั้งหลายที่ได้มาแวดล้อมอยู่รอบพระแท่นนั้น พากันบรรลือสาธุการบูชาพระมหาบุรุษ กึกก้องไปทั่วทั้งมงคลจักรวาล ....พลันพญาวัสวดีมาราได้สดับเสียงแซ่ซ้องจึงยกพลเข้าห้อมล้อมบัลลังก์ของพระมหาบุรุษไว้อย่างแน่นหนา แล้วเอ่ยวาจาขับไล่ให้ลุกไปเสียจากบัลลังก์นั้นด้วยอ้างว่าเกิดแก่บารมีตน


.........พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง
“ดูกร พญามาร บัลลังก์แก้วนี้เกิดขึ้นด้วยบุญของเราที่ได้บำเพ็ญมาแต่อสงไขยกัปป์นับประมาณมิได้ ดังนั้น เราผู้เดียวเท่านั้นสมควรนั่ง ผู้อื่นไม่สมควรเลย”
“ดูกร วสุนธรา นางจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศลของเรา ในกาลบัดนี้ด้วยเถิด”
....ครานั้น วสุนธราเจ้าแม่แห่งธรณีได้คลี่มวยผมลงมา แล้วบีบน้ำที่พระมหาบุรุษได้กรวดเป็นพยานเมื่อบำเพ็ญกุศลแล้วเมื่อเป็นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ...กระแสน้ำได้ทุ่มซัดพัดช้างคีรีเมขล์ให้ถอยร่มไปติดขอบจักรวาล ...พญามารตกตะลึงเห็นเป็นอัศจรรย์ ..ประนมหัตถ์ถวายนมัสการยอมพ่ายแพ้ปราชัย แล้วอันตรธานหายไป


ณ ร่มเงาอัสสัตถพฤกษ์ พระมหาบุรุษผู้มีใจเพชรได้ประทับนั่งขัดสมาธิเบื้องบนวชิรบัลลังก์อาสน์ แล้วเริ่มบำเพ็ญจิตด้วยความสงบ จากปฐมยามแห่งคืนวิสาขปุรณมี จันทรดิถีได้ล่วงผ่านมัชฌิมยาม.... จนถึงปัจฉิมยาม ทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาปัจจยาการอันเป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงกระทำมา โดยทรงพิจารณาปฏิจสมุปบาทธรรมที่ล้ำลึก ในที่สุดทรงพบว่า โมหะอวิชชานี้เอง คือสิ่งที่ครอบงำจิตสันดานของเหล่าสัตว์ให้มืดมน ปิดบังดวงปัญญามิให้เห็นแจ้งในไตรลักษณาการ และพระอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการได้เลย

เพลานั้น... ทรงเจริญมรรคาแห่งอริยะเพื่อละอวิชชาด้วยวิปัสสนาภาวนาจวบจนอรุณรุ่งสมัย ...ทรงกำจัดอวิชชาลงได้อย่างเด็ดขาด ดับอาสวกิเลสสูญสิ้น บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเสวยพุทธสมบัติอันประเสริฐสูงสุด


“อเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง, คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง ....เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นเอนกชาติ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างผู้สร้างเรือน คือ ตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป ... คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ .... นี่แน่ะ! นายช่างผู้สร้างเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกแล้ว ... สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง ... โครงเรือทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว ...วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคาฯ ......จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาฯ ..”


ท่ามกลางความสงบของหมู่คณะเกือบร้อยชีวิต ท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรได้นำสวดบูชาพระรัตนตรัย และบทชยสิทธิคาถา... เสียงสวดมนต์ที่กระหึ่มก้องทำให้เกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นในใจ ... และฉับพลันที่จบการสวดมนต์ ใบโพธิ์สีเขียวสดใบเล็กๆ รูปทรงสวยงามคล้ายรูปหัวใจ ได้ปลิดใบจากกิ่งร่วงลงมาอยู่เบื้องหน้าของอาจารย์บุษกรอย่างน่าอัศจรรย์ ...ต่อจากนั้น อาจารย์บุษกรได้กล่าวขึ้นว่า ....

เราทุกคนก็ทราบดีว่า ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้เป็นที่สำคัญและประเสริฐยิ่ง นับสี่อสงไขยแสนกัปที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญเพียรกระทำตามเจตนาด้วยความตั้งมั่น ที่กำหนดชีวิตของตนให้อยู่บนทางแห่งการตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ...อิทธิบาทแห่งพระศาสดาได้เพียบพร้อมสมบูรณ์ดีภายใต้ต้นโพธิ์แห่งนี้ ทำให้เราทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาคบและคุ้นเคยกับธรรมะ โดยเฉพาะการมีที่พึ่งอันประเสริฐ.... หากไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราทุกคนก็เหมือนกับคนตาบอด ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏไม่รู้จักจบสิ้น .... ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการน้อมสักการะแก่สถานที่ขอให้ทุกคนระลึกถึงภาพของพระพุทธองค์ตามที่จะสามารถระลึกได้ แล้วอธิษฐานตามคำที่หลวงพ่อเสือมอบให้ไว้ว่า.... ณ บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มายังสถานที่นี้เพื่อเข้าเฝ้าพระองค์ และได้นั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ ข้าพเจ้าขอมีพระองค์เป็นที่พึ่ง ...ใบโพธิ์ที่ปรากฏให้ร่มเงานี้คือใบใจที่มากด้วยความกรุณาและปรานีต่อเวไนยสัตว์ เพราะพระบรมโพธิสัตว์ได้ทรงตรัสรู้อริยสัจธรรมทั้งสี่... พระองค์ได้ทรงจุดไฟปัญญา ยังหัวใจของผู้หม่นไหม้ให้มีพลัง หายจากความมืดบอด ข้าพเจ้าขอถือเอา “โพธิ” คือปัญญามาสร้างให้ได้ขึ้นที่ตนให้ได้โดยไว


เมื่อจบการตั้งเจตนาอธิษฐานแล้ว อาจารย์บุษกรได้นำทุกคนกล่าว โอวาทปาฏิโมกพร้อมคำแปล เพื่อเป็นการเตือนสติว่า พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์อย่างไร..และกล่าวนำปฏิญาณว่า

..ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องเพียรขัดเกลาชีวิตอันได้แก่รูปนามขันธ์๕ ให้หมดไปจากบาปธรรม โดยจะเพียรพยายามทำกุศลให้ถึงพร้อม และชำระใจให้บริสุทธิ์ ...ในการดำเนินชีวิตนั้น ข้าพเจ้าขอให้หลักชีวิตตามบทที่ได้ท่องเสมอว่า ....บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปดประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลายบทสี่ประเสริฐที่สุดคืออริยสัจสี่ ฯ.... เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคอันมีองค์แปดนี้ อันเป็นทางที่ทำให้มารหลงติดตามไม่ได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียรพยายามนั้นเธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจะพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร...

....ข้าพเจ้าทั้งหลายซาบซึ้งดีว่า ทางทั้งหลาย…. ต้องปฏิบัติที่ตนเอง ..สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ๓ องค์นี้จัดเป็นองค์แห่งศีล, สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ๓ องค์นี้จัดเป็นองค์แห่งสมาธิ และสัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปปะ ๒ องค์นี้คือองค์แห่งปัญญา ..ข้าพจ้าจะเพียรเดินทางออกจากสังสารวัฏด้วยทางแห่งมรรค ๘ เพื่อความไม่มืดแปดด้าน ...


การสวดมนต์บูชาและตั้งสัจจาอธิษฐานได้เสร็จสิ้นไปแล้ว พิธีการสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ นั่นคือการเวียนทักษิณาวัตรบูชาหรือการเวียนเทียนนั่นเอง การเวียนเทียนของพวกเรานั้นยังคงเป็นการกระทำที่ไม่เหมือนใครแม้กระทั่งชาวไทยพุทธด้วยกันเอง โดยรูปแบบแล้วพวกเรายังคงรวมหมู่คณะอย่างเป็นระเบียบ เดินเวียนทักษิณาตามหลังพระสงฆ์ผู้ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ที่สดใส แต่สำหรับคำที่ใช้บริกรรมในใจนั้น อาจารย์บุษกรกำหนดให้ว่า

รอบที่ ๑ “ขอให้ข้าพเจ้าสามารถอยู่ในศีล สมาธิ และปัญญา มีการกระทำเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตเพื่อเวียนออกจากสังสารวัฏให้จงได้”
รอบที่ ๒ “ขอให้ข้าพเจ้าหยุดยั้งยังประโยชน์ให้แก่ชีวิตของตนด้วยการหมดไปจากโลภะ โทสะ และโมหะได้โดยไว”
รอบที่ ๓ “ขอให้ข้าพเจ้าสามารถสร้างกรรมอันหมดไปจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีวิบากคือเป็นกิริยาจิตได้โดยเร็วเทอญ”


เมื่อเวียนทักษิณาครบสามรอบแล้ว ทุกคนได้มารวมกันอยู่ที่ทางขึ้นด้านซ้ายเพื่อแบ่งกลุ่มขึ้นไปวางเครื่องสักการะบูชาพระแท่นวัชรอาสน์คราวละ ๑๐ คนเพื่อให้เกิดความสะดวกในการก้มกราบนมัสการ และก่อนที่จะมีผู้ใดขึ้นไปบูชายังพระแท่นนั้น อาจารย์บุษกรได้ให้คำแนะนำว่า... ..เมื่อจรดศีรษะลงกับพระแท่นวัชรอาสน์ ขอให้ระลึกว่าตนเองนั้นเหมือนถูกปกาศิตให้หมดชีวิตจากการกระทำชั่ว... และด้วยความตั้งใจอันมีศรัทธาอย่างตั้งมั่นในครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าสามารถจดจำความรู้สึกปิติโสมนัสและเก็บภาพนิมิตเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้าให้ถึงซึ่งพระโพธิญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้โดยเร็วเทอญ...


โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ณ พระแท่นวัชรอาสน์และภายใต้โพธิพฤกษ์แห่งนี้ นอกจากจะทำให้ระลึกถึงพระพุทธคุณขององค์พระศาสดาแล้ว ยังทำให้ระลึกย้อนไปถึงว่า.... กว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในแต่ละคราวนั้น ต้องอาศัย“บุรุษผู้มีใจเพชร” ที่มีความหาญกล้าตั้งเจตนาแลกชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือประชาสัตว์ทั้งหลายโดยมิได้หวังผลตอบแทน ....เพียงมีความปรารถนาจะนำพาสัตว์เหล่านั้นให้ได้รับความสุขอันสถาพร แม้จะต้องฟันฝ่ากับความลำบากนานัปการ ต้องผ่านกาลเวลาหลายอสงไขย และจะมีสิ่งที่เข้ามายั่วยวนมากอย่างไร ก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนให้ “ใจเพชร” นั้นกลับกลายคลายเจตนาลงไปได้

.... แม้ในครั้งที่ยังเป็นสุเมธดาบส...ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าทีปังกร .....สุเมธดาบสผู้นั้นสามารถกระทำความเพียรให้บรรลุธรรมถึงที่สุดได้ แต่เพราะความเมตตาที่ปรารถนาจะเห็นปวงสัตว์ได้รับความสุข และความกรุณาที่ต้องการช่วยเหลือสัตว์ผู้ทนทุกข์และไม่รู้จักทางหนีทุกข์ ให้พ้นห้วงความทุกข์ไปเสียได้ ...จึงละทิ้งความสันติสุขที่รอคอยอยู่ ณ เบื้องหน้าในคราวนั้นไปเสีย ..... พระโพธิสัตว์มิได้ปรารถนาจะล่วงพ้นทุกข์เพียงลำพัง จึงย้ำตั้งเจตนาปรารถนาพุทธญาณเพื่อจะแผ่กรุณาให้ไพศาลแก่สัตว์ผู้ยากต่อไปด้วยใจที่ตั้งมั่น....


นับเป็นบุคลาธิษฐานในการกระทำเพื่อความสำเร็จได้อย่างเยี่ยม เพราะในการเดินทางเพื่อล่วงพ้นจากทุกข์นั้น ความเข้มแข็งของจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเข้มแข็งของใจจะเป็นพลังทำลายความอุปสรรคทั้งมวลให้พินาศลงได้ ดุจดังพระบรมศาสดาที่สั่งสมบารมีมาทีละน้อยจนกระทั่งเปี่ยมพร้อม แม้จะใช้เวลาเนิ่นนานหลายอสงไขย แต่ใจที่แกร่งกล้าจึงเดินหน้าไปสู่จุดหมายอย่างไม่ย่อท้อ


และก็ให้หวนคิดว่า ชีวิตของเรานั้นได้เวียนว่ายตายเกิดมายาวนานกว่าการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เราได้อาศัยสังสารวัฏนี้มานานกว่าสี่อสงไขยแสนมหากัป.... แม้ในครั้งนี้จะมีโอกาสดีได้มานั่งอยู่ตรงหน้าพระแท่นวัชรอาสน์ แต่เราก็ไม่สามารถกำหนดได้ว่าชีวิตจะสิ้นสุดลงเมื่อใด .....แม้ปัจจุบันนี้จะมีหนังสือและการสื่อสารที่ทันสมัย มีพระไตรปิฎกให้เลือกอ่านได้ตามความปรารถนา มีพระธรรมคำสอนให้หยิบอ่านได้ตลอดเวลา และโดยเฉพาะพระสูตรบทต่างๆที่กุลบุตรกุลธิดาในสมัยพุทธกาลได้สดับตรับฟังแล้วรู้แจ้งในธรรมนั้น เราก็ล้วนมีโอกาสศึกษาในบทเดียวกันกับที่ท่านเหล่านั้นเคยศึกษา แต่เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาเราจึงไม่อาจแทงตลอดในธรรมนั้นได้
....พระอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ก็ยังคงมีประการเท่าเดิมมิได้ผิดแผกไปจากสมัยพุทธกาล ต่างกันแต่เพียงว่า เนื้อนาที่รองรับพระสัทธรรมในขณะนี้หาได้มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะเป็นปัจจัยอุดหนุนให้พระปฏิเวธศาสนาเจริญเติบโตขึ้นมาได้ คงเป็นเพียงผืนดินที่แห้งแล้งกันดาร ไม่อาจสืบสานเมล็ดพันธุ์แห่งอารยะให้งอกงามดี. แต่อย่างไรก็มิใช่ว่าจะไร้ผลเสียทีเดียว อย่างน้อยก็เป็นนิสยปัจจัยสร้างสมไว้ให้แก่ตนเอง....เราจึงต้องปรับปรุงเนื้อดินโดยตั้งเจตนาอย่างเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวที่จะเดินตามรอยบาทพระศาสดาด้วยการศึกษาพระปริยัติ และการเพียรฝึกหัดเจริญคุณธรรมและสติปัญญา สร้างสมอบรมบารมีบ่มอินทรีย์ให้มีความสมบูรณ์และแก่กล้าขึ้นทีละน้อย ...เพื่อในวันหนึ่งข้างหน้าจะได้เข้าสู่มรรคาแห่งสันติสุขได้สำเร็จสมปรารถนา ......และสถานที่นี้นอกจากจะเป็นที่อุบัติของพระบรมศาสดา ยังเป็นสถานที่ประหารโมหะอวิชชาให้สูญสิ้นลงได้เป็นครั้งแรกในพุทธกาล จึงนับเป็นมงคลสถานแห่งชัยชนะแก่ผู้ที่เดินทางมานมัสการอย่างยิ่ง


หลังจากที่กลับมาเพื่อรับประทานอาหารกลางวันแล้ว อาจารย์บุษกรได้นัดหมายทุกคนให้มาพร้อมกันอีกครั้งก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเจริญกุศลในบริเวณพุทธคยา อาจารย์ได้กล่าวอบรมว่า ....

วิปัสสนาต่างสมาธิราวฟ้ากับดิน ...สมาธิเป็นการกระทำใจให้สงบจากกิเลสเพียงชั่วคราว...ทำแล้วก็ได้บุญ แต่เป็นบุญที่มีการเกิดอยู่ เป็นวัฏฏกรรม....เพราะอำนาจของฌานจะทำให้มีภพภูมิเป็นที่รองรับ ..แต่วิปัสสนาเป็นวิวัฏคามินีกุศล เป็นการประหารกิเลสโดยตรง นอกจากวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ในโลกนี้ไม่มีกุศลใดเป็นวิวัฏคามินีกุศลได้ ..แต่ก็มิใช่ว่าเราทำวิปัสสนาในชาตินี้แล้วเราจะไม่เกิดอีก... เพราะฉะนั้น ในวันนี้จึงให้ทุกคนมีเป้าหมายว่า อีกสักครู่ เราจะไปพุทธคยากันเพื่อ “ทำใจ” มิใช่ไปเพื่อปฏิบัติวิปัสสนาเพียงประการเดียว เพราะสิ่งแวดล้อมอาจไม่เอื้ออำนวยให้ และเป็นการป้องกันไม่ให้คิดอยากได้รูป-นาม เพราะนั่นคือตัณหา ..ผู้ที่ยังไม่สามารถประยุกต์สมาธิเข้ากับวิปัสสนาได้ ก็ขอให้จับอารมณ์ที่เป็นกุศล เช่น อาจจะมีเสียงสวดมนต์ หรือเสียงดนตรีของพระธิเบตดังขึ้นมาจนไม่สามารถกำหนดวิปัสสนาเป็น “นามได้ยิน”ได้ เพราะรู้ว่าเป้นท่วงทำนองไปแล้ว ก็ขอให้ทำสมาธิโดยจับเสียงนั้นเป็นอารมณ์ แทนที่จะขุ่นมัวเกิดโทสะมีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง หรือคิดว่าตกจากอารมณ์ปัจจุบันไปแล้ว ..อย่าตกใจ เพราะตกจากวิปัสสนาไม่ใช่ตกนรก ....บอกตัวเองว่า ไปเพื่อทำใจให้เหนือกิเลส ...ไม่จำเป็นต้องกำหนดรูป-นามตลอดเวลา เพราะเป็นไปไม่ได้ เราไม่ใช่พระขีณาสพ เรากำลังเป็นผู้ไปประสพ ฉะนั้นอย่ากลัวว่าจะตกจากวิปัสสนา


....แล้วเราจะทำอย่างไรดีหรือ ....ตอนไหนจะเป็นสมาธิก็เป็นไป ตอนไหนที่กำหนดวิปัสสนาได้ก็ทำไป ...บางครั้งสิ่งที่เรารู้ อาจจะรู้จนชิน เช่น เสียงสวดมนต์ที่เราฟังจนจำได้ขึ้นใจ แม้ว่าในขณะนั้นยังมีเสียงอยู่ แต่เรากลับไปมองต้นโพธิ์ มีอารมณ์ชัดเจนที่ต้นโพธิ์ แต่ไม่ได้ยินเสียงแล้ว ...เสียงสวดมนต์ไม่ได้หายไปไหน แต่อารมณ์ของต้นโพธิ์เกิดขึ้นแทนเสียง มีการเห็นเกิดขึ้นแทนการได้ยิน ...ต้องมีสิ่งหนึ่งมาเกิดขึ้นแทนอีกสิ่งหนึ่งเอง ไม่ใช่อยากได้อะไรมาแทนที่ แต่ให้ดูว่ามีอะไรมาแทนที่... อย่าทำเพื่ออยากได้รูป-นาม เพราะรูป-นามคือขันธ์ ๕ รูป-นามมีอยู่แล้วเป็นปรมัตถ์ และในที่สุดเราก็ต้องทิ้งรูป-นาม เราจึงต้องอาศัย “ความรู้สึก”ว่าเป็นรูป ว่าเป็นนาม จนความรู้สึกนั้นสะอึกออกไปตรึกพระนิพพาน ...ตอนนี้เรายังไม่ได้สะอึกออกจากตัวตน พยายามกำหนดไปเรื่อยๆ อีกหน่อยก็จะสะอึกออกจากรูป-นามไปเอง

...ใครจะไปทำสมาธิก็ทำไป หรือจะทำวิปัสสนาก็ทำไป หรือจะไปนั่งซาบซึ้งตรงพระแท่นก็ทำไป แต่ถ้าไปนั่งแล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ...เราน่าจะเกิดทันพระพุทธเจ้า คำว่า “เราน่าจะ”นี่แหละคือความอยาก เพราะฉะนั้นโพธิบัลลังก์ตรงนั้นก็ไม่เป็นสถานที่สัปปายะแก่เราแล้ว เพราะทำให้เราอยาก ....ให้กำหนดความรู้สึกแล้วไปที่อื่น ...นี่ไม่ใช่ความลบหลู่แต่เป็นความจริง หรือตรงนี้ลมเย็นแล้วเป็นเหตุให้ง่วง เราก็รู้สึกตัวว่าเราง่วง ให้กำหนดแล้วก็ย้ายที่ไปที่อื่น หรือไปเดินจงกรมสักพักหนึ่งตามสมควร


สำหรับผู้ที่จะแยกเดินทางไปเที่ยวชมบ้านนางสุชาดา อาจารย์บุษกรจึงได้ให้ข้อคิดว่า ...ขอให้ไปดู ไปรู้ และไปเห็นในความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากพวกเรา แล้ววางใจให้ได้ว่า การจะไปโปรยทานในครั้งนี้ เป็นการกระทำเพื่อละความตระหนี่มัจฉริยะ มิได้ทำเพราะโลภะว่าอยากทำ และอย่าได้ขยะแขยง หรือสนใจกับการแก่งแย่งที่เกิดขึ้นจากผู้มาขอทานเหล่านั้น เพราะเขาต่างก็มีกรรมจำเพาะเจาะจง มุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไขให้ต้องเป็นเช่นนี้ ....แต่มือของเราจะต้องเป็นมือที่หยิบยื่นแต่สิ่งที่ดี อย่าลืมว่า “มือที่คว่ำกำแล้วแบ ย่อมดีแน่กว่ามือที่แบแล้วกำ” มือของเราต้องพร้อมแบออกเพื่อสละ อย่าแบมือแบบพร้อมกำ เพราะจำทำให้อยู่ในสังสารวัฏอีกยาวนาน


การอบรมกรรมฐานในครั้งนี้ทำให้ผู้ฟังซึ่งเป็นศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่มีความเข้าใจดีขึ้น และเมื่อเดินทางไปถึงพระศรีมหาโพธิ์แล้วอาจารย์บุษกรได้กล่าวนำบูชาอีกครั้งหนึ่งว่า

.....ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มาอยู่ ณ เบื้องหน้าของพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ อันเป็นสถานที่รองรับพระพุทธรัตนะ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมนำกุศลกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมมาราบถวายเป็นเครื่องปฏิบัติบูชา และขอน้อมนำกุศลทั้งปวงมาเป็นเครื่องบูชาพระคุรครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทพรให้เข้าถึงธรรมอันยังความสวัสดีได้อย่างแน่แท้ ขอครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้ามีความปิติปราโมทย์ในการมาสร้างกุศลของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ ...และขอให้ผลของกุศลที่ข้าพเจ้าได้ทำในครั้งนี้เป็นพลวปัจจัยให้ข้าพเจ้ามีศรัทธามั่นคงยิ่งขึ้น มีความเพียรมากขึ้น มีสติอันมีกำลังมากขึ้น และมีปัญญามากขึ้น เพื่อจะได้เข้าถึงความรู้แจ้งในไตรลักษณ์ได้ต่อไป


เมื่อจบจากการถวายกุศลแล้ว ทุกคนได้แยกย้ายกันไปเจริญอยู่ในกุศลตามสมควรแก่สติปัญญา และในคืนวันนั้นคณะของเราก็ได้กลับมาทำวัตรสวดมนต์ ณ อุโบสถวัดไทยพุทธคยา และประกอบพิธีถวายกุศลเป็นราชสักการะแด่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ในฐานะข้าแผ่นดินที่ได้มาประกอบกุศลในพระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งพุทธภูมินี้อีกครั้งหนึ่ง

ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๓ ตามกำหนดการเดิมแล้ว เอ็น.ซี.ทัวร์จะต้องนำคณะของเราไปยังแคว้นมคธ เพื่อชมวัดเวฬุวนาราม ถ้ำสุกรขาตา พระคันธกุฎีบนยอดเขาคิชฌกูฏ มหาวิทยาลัยนาลันทาฯ แต่เนื่องจากเส้นทางจากพุทธคยาไปยังมคธนั้นมีความเสียหายตลอดเส้นทาง คณะของเราจึงพร้อมใจกันปฏิบัติธรรมอยู่ที่พุทธคยาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาอีกวันหนึ่ง


หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว พระวิทยากรได้นำคณะของเราเดินไปยังพระมหาเจดีย์พุทธคยาอีกครั้งหนึ่ง ในวันนี้เราเดินทางไปเพื่อปฏิบัติธรรมและฟังพระวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญที่ทรงประทับในสัปดาห์ต่างๆหลังจากตรัสรู้แล้ว


สัปดาห์ที่ ๑ ทรงเสวยวิมุติสุขบนรัตนบัลลังก์


สัปดาห์ที่ ๒ ทรงประทับอยู่ในทิศอิสานแห่งไม้มหาโพธิ์ ณ อนิมิสเจดีย์ จ้องพระเนตรดูไม้มหาโพธิ์


สัปดาห์ที่ ๓ ทรงเสด็จจงกรมในทิศอุดรแห่งไม้มหาโพธิ์ ณ รัตนจงกรมเจดีย์


สัปดาห์ที่ ๔ ทรงเสด็จประทับนั่งอยู่ที่รัตนฆรเจดีย์ ทางทิศปัจจิม ทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎก


สัปดาห์ที่ ๕ ทรงเสด็จไปประทับที่ใต้ต้นไทร เรียกว่า อชปาลนิโครธ ทรงขับธิดาพญามาร


สัปดาห์ที่ ๖ ทรงเสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิเสวยวิมุติสุขที่ร่มไม้จิกมีนามว่า มุจลินท์พญานาคราชได้ขนดกายรอบพระองค์ กำบังฝนถวาย
สัปดาห์ที่ ๗ ทรงเสด็จไปประทับเสวยวิมุติสุขที่ร่มไม้เกตุมีนามว่า ราชายตนะ



กลางคืนวันนี้ ทุกคนได้ไปพร้อมเพรียงกันที่อุโบสถเพื่อกราบลาพระภิกษุสงฆ์เจ้าของสถานที่ที่ให้การอุปการะ อาจารย์บุษกรได้กราบถวายปัจจัยจำนวน ๖,๗๐๐ บาท (หกพันเจ็ดร้อยบาท) เพื่อบำรุงวัดไทยพุทธคยา และกราบถวายปัจจัยจำนวน ๖,๗๐๐ บาท (หกพันเจ็ดร้อยบาท) แด่พระวิทยากร หลังจากนั้นก็ถึงกาลอันควรที่พระนวกะทั้ง ๑๓ รูปจะต้องคืนสู่เพศคฤหัสถ์ เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทยตามกำหนด


เส้นทางสายสังเวชนียสถานในครั้งนี้ได้เริ่มต้นที่การประสูติของพระโพธิสัตว์ และจบลงด้วยการอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมคณะทุกคนในแง่มุมต่างๆ อาจารย์บุษกรกล่าวว่า มัคคุเทศก์สำคัญในครั้งนี้ ที่นำเรามาสู่ดินแดนพุทธภูมิด้วยความศรัทธา และได้รับประโยชน์คือเกิดปัญญาในสถานที่ต่างๆนั้นก็คือ พระธรรม ....และพระอภิธรรมปิฏกนี่แหละคือมัคคุเทศก์คนสำคัญที่จะนำเราไปสัมผัสความสุขอันสันติ พระอภิธรรมปิฎกเป็นคู่มือการเดินทางในสังสารวัฏอย่างปลอดภัย ไม่ถูกโมหะอวิชชามาหลอกลวงใจให้กระทำผิด พระอภิธรรมคือผู้ที่จะพาเราไปยังดินแดนมหัศจรรย์ที่ไปถึงแล้วไม่ต้องเดินทางกลับมาอีก .....




โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2545 , 19:45:06 น.] ( IP = 203.170.147.23 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณลบการแจ้งเมื่อมีการตอบกระทู้ไปทางE-mail


  สลักธรรม 1

สถูปทิพย์ลิบลิ่วส่งดวงมาน

สู่สถานคืนเดือนหงาย

แสงนวลกระจ่างพร่างพราย

ภิเษกสมัยพระศรีสัพพัญญู


ที่พึ่งหนึ่งใดข้าไม่มี

เว้นพระศรีสุคตเป็นใหญ่

ถึงที่พึ่งหนึ่งอื่นใด

ไหนเท่าไตรสรณา..ข้าภักดี


กราบถวายเป็นพุทธบูชาเจ้ค่ะ

โดย น้องแก้วค่ะ [15 ก.พ. 2545 , 20:59:38 น.] ( IP = 203.170.157.116 : : )


  สลักธรรม 2

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
อ่านจบลงด้วยความรู้สึกปิติปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
ได้มีโอกาสระลึกถึงกุศลที่กระทำมาแล้ว และได้อ่านทบทวนคำกล่าวนำอธิษฐาน คำกล่าวอบรมแนะนำของท่านอาจารย์ ซึ่งล้วนมีค่าควรแก่การจดจำทั้งสิ้น
ขอขอบคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟเป็นอย่างยิ่งค่ะ

โดย ธัญธร [16 ก.พ. 2545 , 22:26:25 น.] ( IP = 203.130.138.235 : : )


  สลักธรรม 3


บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกเช่นไร
เพราะความปิติใจที่เกิดขึ้น ณ.สถานแห่งนี้ เป็นความปิติใจที่ไม่เกิดมาเลยในชีวิตนี้ แม้แต่วันนี้ให้นึกถึงก็ยังไม่ลืม เป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ
ถ้าจะถามว่า สิ่งเหล่านี้เกิดอย่างไร คงกล่าวได้ว่า เพราะมีเหตุปัจจัยที่ตรงกันระหว่างผู้ให้และผู้รับ
ผู้ให้ก็ได้แก่ท่านอาจารย์เทพวิชิต ท่านเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา และเปี่ยมล้นไปด้วยพระปัญญาที่พร้อมจะนำศิษย์ทุกๆคนให้มีพลังใจที่จะใช้ชีวิตดำเนินตามรอยบาทพระศาสดา คงเป็นความโชคดีของศิษย์ทุกๆคนที่ได้อยู่ใกล้กับครูผู้ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรอย่างแท้จริง
จากความเป็นผู้นำแห่งการเป็นผู้ให้ ทำให้เกิดความพรั่งพรูของใจผู้รับ ดังนั้นเมื่อใจตรงกันทุกอย่างจึงมีความสมบูรณ์
คงต้องกล่าวอนุโมทนากับน้องกิฟ ที่ทำให้ได้น้อมระลึกถึงวันวานด้วยความปิติอีกครั้งหนึ่ง

โดย หมออุ๊ [17 ก.พ. 2545 , 19:36:05 น.] ( IP = 203.113.38.7 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org