มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสงสว่างของชีวิต (๒๒)







คำบรรยายพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉท ๑ (ครั้งที่ ๓)
ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๐๕ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๒.๐๐ น.



เมื่อคราวที่แล้วผมได้กล่าวถึงเรื่องของจิต เช่น จิตคืออะไร จิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร บาปและบุญเก็บเอาไว้ที่ไหน สามารถแสดงออกซึ่งผลของบาปและบุญนั้นได้อย่างไร เป็นต้น

การแสดงเมื่อคราวที่แล้ว จากหัวข้อมากหัวข้อด้วยกัน ในบางหัวข้อก็เป็นเรื่องที่สำคัญควรจะได้ทำความเข้าใจให้ดี แต่ในวันนั้นเวลาก็มีไม่มาก ผมจึงอธิบายออกจะสั้นไปสักหน่อย จนอาจทำให้ท่านนักศึกษาเข้าใจไม่ดี หรือเข้าใจไม่สู้จะกว้างขวางไปก็ได้

ดังนั้น ในวันนี้ ผมจึงขออธิบายเพิ่มเติมในบางข้อซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็จะไม่ให้ยืดยาวนัก เสร็จแล้วจึงจะได้บรรยายเรื่องความวิจิตรของจิตต่อไป

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 พ.ย. 2548 , 09:05:55 น.] ( IP = 58.136.206.198 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

จิตเกิดดับอย่างไร?

เรื่องจิตที่ว่ามิได้เป็นอมตะ (คือไม่มีวันตาย) และมิได้อยู่นิ่งๆ หากแต่เกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เสมอนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับลูกคลื่นในน้ำ ซึ่งผมก็เคยอธิบายเมื่อแสดงถึงการเกิดดับของจิตมาหลายครั้งแล้ว คือ

ถ้าเราโยนก้อนอิฐลงไปกลางสระน้ำอันสงบนิ่ง น้ำที่สงบนิ่งนั้นได้ถูกก้อนอิฐเบียดลงไป อณูของน้ำที่ถูกเบียดก็จะจมลง แล้วก็จะกลับขึ้นมาเพราะน้ำเป็นของเหลวย่อมรักษาระดับ แต่ด้วยกำลังแรงของมัน มันก็จะดันน้ำที่อยู่ข้างๆให้นูนสูงขึ้น สมมุติว่าเกิดเป็นคลื่นลูกที่ ๑

คลื่นลูกนี้อยู่สูงกว่าระดับของน้ำ มันก็ย่อมจะจมตัวลึกลงไป แต่การที่กลับขึ้นมาเพื่อรักษาระดับมันก็จะดันอณูของน้ำที่อยู่ข้างตัวของมันให้สูงขึ้นเป็นคลื่นลูกที่ ๒ และลูกที่ ๒ นี้ก็จะดันอณูของน้ำให้เป็นคลื่นลูกที่ ๓ ต่อไป แล้วมันก็จะเป็นไปโดยทำนองเดียวกันนี้จนคลื่นไปสิ้นสุดลงที่ขอบสระ

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 พ.ย. 2548 , 09:06:50 น.] ( IP = 58.136.206.198 : : )


  สลักธรรม 2

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงเห็นได้ว่า หากคลื่นลูกที่หนึ่งมิได้มีแล้ว คลื่นลูกที่ ๒ ไปจนถึงคลื่นลูกสุดท้ายก็จะมีไม่ได้ แต่ทว่าคลื่นลูกที่ ๑ ก็มิใช่คลื่นลูกที่ ๒ และคลื่นลูกที่ ๒ ก็มิใช่คลื่นลูกที่ ๑ แค่คลื่นลูกที่ ๒ เกิดขึ้นมาได้เพราะคลื่นลูกที่ ๑ คลื่นลูกที่ ๓ เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะคลื่นลูกที่ ๒ แต่ละลูกมิใช่เป็นอันเดียวกัน

ถ้าเราเอาจอกหรือแหนไปลอยไว้ใกล้ขอบสระ เราก็จะเห็นจอกแหนกระเพื่อมขึ้นลง ครั้งตั้งคำถามว่าคลื่นลูกที่ ๑ เป็นตัวการทำให้จอกแหนกระเพื่อมขึ้นลง หรือคำตอบที่ถูกต้องก็ว่า หามิได้ คลื่นลูกที่ ๑ มิได้เป็นตัวการ หากแต่เป็นคลื่นลูกต่อๆมาต่างหาก

คลื่นลูกที่ ๑ เป็นเหตุ คลื่นลูกที่ ๒ เป็นผล เมื่อคลื่นลูกที่ ๒ ซึ่งเป็นผลมีกำลังมากพอจึงกลับเป็นเหตุดันน้ำให้บังเกิดเป็นคลื่นลูกที่ ๓ ซึ่งเป็นผลขึ้น แล้วคลื่นลูกที่ ๓ ก็กลับเป็นเหตุต่อไปอีก

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 พ.ย. 2548 , 09:07:40 น.] ( IP = 58.136.206.198 : : )


  สลักธรรม 3

ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับพ่อแม่เป็นเหตุทำให้ลูกเกิดขึ้นมา ในขณะนี้พ่อแม่ก็เป็นเหตุ ลูกก็เป็นผล ครั้นลูกซึ่งเป็นผลนี้เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาแล้ว แต่ลูกซึ่งเป็นผลนี้ ก็กลับเป็นเหตุก่อให้เกิดลูกขึ้นมาอีก

ถ้าจะเปรียบเรื่องของเสียงก็จะทำให้บังเกิดความเข้าใจได้ดีเหมือนกัน เพราะเสียงนั้นมิได้หยุดนิ่ง มีความเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่เสมอ นี่ว่าตามหลักของสภาวธรรม ในทางโลกอธิบายเรื่องของเสียงดังนี้

ถ้าจะถามว่าเสียงคืออะไร? คำตอบสั้นๆง่ายๆก็คือ "เสียงคือสิ่งที่ได้ยิน" แต่ถ้าจะตอบให้กว้างขวางและเข้าหลักเกณฑ์ยิ่งขึ้น เราก็ต้องตอบว่า เสียงนั้นเป็นผลจากการสั่นสะเทือนของอากาศทำให้อากาศเกิดเป็นคลื่นขึ้นแล้วมากระทบกับหูของเรา ฉะนั้น ถ้าอากาศไม่มีการสั่นสะเทือนเลย เสียงก็จะไม่มี

ถ้าเราตีกลองหรือตีระฆังให้แรงสักหน่อย แล้วจึงเอามือวางลงไปบนกลองหนังหรือระฆังนั้นเบาๆ ก็จะรู้สึกว่ามันสั่น ขณะนี้เสียงก็ยังคงดังอยู่ แต่ถ้าเราเอามือกดแรงๆ กลองหรือระฆังมันก็จะหยุดสั่น เสียงก็จะหยุดดัง

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 พ.ย. 2548 , 09:08:13 น.] ( IP = 58.136.206.198 : : )


  สลักธรรม 4

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เทหวัตถุที่กำลังสั่นนั่นเองก่อให้เกิดเสียงขึ้น ถ้าลองดีดสายไวโอลินที่ขึงไว้ตึงก็จะมองเห็นได้ง่ายว่ามันสั่นอย่างไร และอากาศก็จะต้องถูกสายกระทบกระเทือน แม้เราจะมองไม่เห็นอากาศว่ามันสั่นอย่างไรก็ตาม

ถ้าการทำให้สายนี้สั่นในสูญญากาศเสียงก็จะมีขึ้นไม่ได้ และการสั่นนี้ถ้าเป็นการสั่นอย่างสม่ำเสมอมันก็จะได้ยินเป็นเสียงดนตรี ถ้าเป็นการสั่นไม่สม่ำเสมอมันก็จะเป็นเสียงอึกทึกไป

เราชอบพูดกันว่าเสียงเป็นคลื่น ซึ่งผู้ฟังส่วนมากคิดไปถึงคลื่นใต้น้ำ เพราะมันนูนขึ้นแล้วยุบตัวลง แต่คลื่นเสียงกับคลื่นของน้ำแตกต่างกันมาก เราพูดเพื่อเอามาเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายเท่านั้นเอง เพราะคลื่นของอากาศนั้นมันเดินหน้าถอยหลัง ถ้าเสียงนั้นดังมากอนุภาคของอากาศก็จะถอยหน้าถอยหลังยิ่งขึ้น

อัตราเร็วของเสียงนั้น มีความเคลื่อนตัวไปเร็วมากหรือน้อยก็ย่อมแล้วแต่ที่ๆมันไป ถ้ามันไปในอากาศในเวลาที่คลื่นลมสงบนิ่งมันก็เดินทางหรือเคลื่อนตัวไปเร็วประมาณ ๑,๑๐๐ ฟุตต่อวินาที แต่ถ้ามันไปในน้ำก็เร็วประมาณ ๕,๐๐๐ ฟุตต่อวินาที

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 พ.ย. 2548 , 09:08:35 น.] ( IP = 58.136.206.198 : : )


  สลักธรรม 5

คำว่าเสียงในพระพุทธศาสนาได้แก่ "สัททะ" สัททะหรือเสียงนั้นมิได้วิ่งไปกระทบหูโดยตรง หากแต่ว่ามีความเกิดดับสืบต่อกันไป เรียกว่าเป็น "สันตติ" คือจากอันหนึ่งไปทำให้อีกอันหนึ่งเกิดแล้วก็ต่อๆกันไป

แม้ว่าการยกเรื่องของเสียงขึ้นมาเปรียบเทียบกับจิตจะไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ก็เป็นการทำให้ผู้ศึกษาได้พิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพราะธรรมชาติของจิตก็อยู่ในลักษณะเช่นนั้น คือจิตดวงหนึ่งดับลงก็เป็นปัจจัยให้จิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ต่อๆไปเป็นเช่นนี้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจิตของมนุษย์หรือของสัตว์เดรัจฉาน หรือแม้ของพระอรหันต์ผู้ไม่มีกิเลสเลย

การที่เสียงมีความเกิดดับสืบต่อๆกันไปนั้น มันก็มิได้เกิดดับขึ้นมาเองเฉยๆ หากแต่มีเหตุปัจจัยสนับสนุนให้มันเกิดขึ้นมา โดยทำนองเดียวกันนี้เอง จิตที่มีความเกิดดับต่อๆกันไปก็ต้องอาศัยเหตุ ปัจจัย หลายประการทำให้มันเกิดขึ้นและดับลงสืบต่อกันไปเช่นนั้นเหมือนกัน ซึ่งท่านจะได้ศึกษาในกาลต่อไป


โปรดติดตามตอนต่อไป



ตอนที่ (๒๑) http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=8191

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [11 พ.ย. 2548 , 09:09:07 น.] ( IP = 58.136.206.198 : : )


  สลักธรรม 6

มาอ่านต่อด้วยความมหัศจรรย์ในการอธิบายของท่านอาจารย์ครับ และรู้สึกมากเลยครับกับชีวิตที่ปราศจากครูผู้สอนอบรม เพราะถ้าลงไม่มีแล้วลำพังอ่านเอง ค้นเอง ก็จะไม่มีทางละเอียดถี่ถ้วนเช่นนี้กับความเข้าใจครับ

จึงขอก้มกราบแทบตักของท่านอาจารย์ และบูชาความเป็นครูของท่านอาจารย์ไว้เหนือเกล้าครับผม.

โดย พี่เณร [11 พ.ย. 2548 , 10:10:49 น.] ( IP = 61.90.82.132 : : )


  สลักธรรม 7


จิตช่างทำงานกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [11 พ.ย. 2548 , 11:07:37 น.] ( IP = 61.91.196.158 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนาค่ะ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 พ.ย. 2548 , 12:28:24 น.] ( IP = 202.28.181.9 : : 10.6.129.62 )


  สลักธรรม 9

เข้ามาศึกษาเพื่อความรู้ความมีปัญญาต่อค่ะ
กราบบูชาท่านอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [11 พ.ย. 2548 , 13:09:38 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org