| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
แสงสว่างของชีวิต (๓๕)
สลักธรรม 1
การรู้อารมณ์ของสัตว์ทั้งหลาย มีจิตเป็นธรรมชาติรู้ แล้วมีอารมณ์ซึ่งเป็นตัวยืนให้จิตจับเป็นธรรมชาติที่ถูกรู้ และการรู้อารมณ์ส่วนมากนั้น จึงเกี่ยวข้องด้วยการรู้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตลอดจนเรื่องราวที่นึกคิด ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านั้น ย่อมจะสร้างความติดอกติดใจแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ได้ประสบและเพลิดเพลินอยู่กับอารมณ์นั้นๆ จนยึดมั่นถือมั่นยากแก่การที่จะไถ่ถอนได้ แม้ได้อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ก็จะดิ้นรนขวนขวายเสาะแสวงหาต่อไปใหม่เรื่อยๆ ไป
อารมณ์ที่ก่อให้เกิดความยินดีติดใจเหล่านั้นเราเรียกว่า "กามอารมณ์" หรือ "กามารมณ์" และจิตที่เข้าไปผูกพันรับรู้ในเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น เราเรียกว่า "กามจิต" หรือ "กามาวจรจิต"
กามารมณ์และกามาวจรจิต คือจิตที่มีความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เช่น เห็นรูปที่สวยงามก็ติดใจในรูป ได้ยินเสียงอันไพเราะก็ติดใจในเสียง เหล่านี้เป็นต้น ย่อมจะประทับหรือสั่งสมกำลังอำนาจความดีใจ คือตัณหา ให้มากขึ้นอยู่ทุกเวลานาที ดังนั้น อำนาจเหล่านี้เอง ย่อมจะบังเกิดความสามารถที่จะผลักส่งให้สัตว์ต้องไปสู่การปฏิสนธิต่อไปอีก ชีวิตภายหลังความตายจึงมิได้สะดุดหยุดลง หากแต่จะต้องเกิดชาติแล้วชาติเล่าอีกต่อไป
โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [29 พ.ย. 2548 , 11:26:16 น.] ( IP = 203.172.117.68 : : )
สลักธรรม 2
กามารมณ์หรือกามาวจรจิตเหล่านี้ ล้วนล่อลวงสัตว์ผู้หาปัญญาพิจารณามิได้ทั้งหลายให้ติดอยู่ในวัฏฏทุกข์ คือมีสภาพต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่รายแล้วรายเล่า มิได้มีที่สิ้นสุด ความทุกข์ทั้งหลายก็จะไหลมาเทมาอย่างไม่หยุดยั้ง สัตว์ทั้งหลายก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานาประการ เสมือนหนึ่งเพื่อเป็นบทเรียนในอันที่จะสอนให้หลาบจำ แต่ก็เป็นบทเรียนที่ยาก ด้วยว่าลึกซึ้งเกินกว่ากำลังปัญญาสัตว์เป็นอันมากที่จะรับไว้ เพราะระลึกถึงชาติก่อนๆก็ไม่ได้ และการศึกษาให้ได้เหตุผลข้อเท็จจริงในเรื่องของชาติก่อนๆแสนยากยิ่ง
อย่างไรก็ดี ก็ไม่เป็นบทเรียนอันเป็นโมฆะเสียทีเดียว เพราะยังมีผู้มีปัญญาเข้าถึงเหตุผลข้อเท็จจริงอันเร้นลับนั้น แล้วมองเห็นทุกข์โทษภัยร้ายกาจของวัฏฏะทั้งหลาย เห็นว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันอยู่ด้วยกามคุณอารมณ์เป็นส่วนมากนั้น เป็นตัวการนำให้เวียนว่ายตายเกิด บุคคลพวกนี้ก็เพียรพยายามที่จะพาจิตของตัวเองออกไปตั้งมั่นอยู่นอกขอบเขตของกามคุณอารมณ์นั้นๆ จึงต่างก็หาอุบายที่จะระงับดับกามารมณ์ไม่ให้ปรากฏขึ้นในที่สุดก็มีผู้สามารถเอาชนะได้โดยมิให้จิตเกี่ยวข้องกับกามคุณอารมณ์สำเร็จ ใช้ความเพียรกำหนดจิตไว้ที่อารมณ์อันใดอันหนึ่งโดยแนบแน่นสนิท ไม่ให้จิตหลุดไปรับอารมณ์อื่นที่เกี่ยวข้องด้วยกามได้ วิธีการนี้เราเรียกว่า "สมาธิ"
ดังนั้น สมาธินี่แหละสามารถที่จะระงับจิตมิให้ตกไปในอารมณ์กามได้ ขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่ในอารมณ์เดียวย่อมระงับความปรารถนาในกามารมณ์ได้ชั่วขณะ ฉะนั้นสมาธิที่เกิดชั่วขณะหนึ่งๆนี้ เรียกว่า "ขณิกสมาธิ" โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [29 พ.ย. 2548 , 11:27:18 น.] ( IP = 203.172.117.68 : : )
สลักธรรม 3
เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ได้มีผู้ใช้ความเพียรให้สมาธิเกิดติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จนทำให้สมาธิแก่กล้าขึ้น เปลี่ยนจากภาวะที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ เป็น "อุปจารสมาธิ" คือ แนบแน่นยิ่งขึ้น และเป็นจนถึง "อัปปนาสมาธิ" ซึ่งเป็นขั้นสุดยอดของสมาธิ แล้วเหตุการณ์อันน่าพิศวงก็เกิดขึ้น กล่าวคือ มีความสามารถ มีอารมณ์อย่างเดียวโดยไม่หลุดไปยังอารมณ์อื่นๆ เป็นชั่วโมงๆ หรือเป็นวันๆ
ในอัปปนาสมาธินี้เอง จิตจะแนบแน่นอยู่ในอารมณ์ที่กำหนด แล้วจะประหาณกิเลส คือความเศร้าหมองเร่าร้อนด้วยความยินดีในกาม โดยวิขัมภณปหาน คือประหาณความปรารถนาในกามให้สงบลง หมายถึงการระงับดับความยินดีในกามไม่ให้เกิดขึ้นมาได้ ตลอดเวลาการได้ฌานนั้นยังมิได้เสียหายหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน จิตที่ข่มกามไว้ได้นั้นเราเรียกว่า "ฌานจิต" ส่วนอารมณ์ที่เอาเป็นที่ตั้งของจิตเพื่อกำหนดนี้ ได้แก่ อารมณ์กรรมฐานซึ่งมีอยู่ ๓๐ เช่น เพ่งดิน เพ่งน้ำ และอานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นต้น
อารมณ์กรรมฐานต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นรูปารมณ์ทั้งนั้น จิตที่เข้าไปแนบแน่นอยู่กับรูปารมณ์ต่างๆเหล่านี้ จนเข้าถึงปฐมฌานคือฌานที่ ๑ เป็นต้นไป เราเรียกจิตนั้นๆว่า "รูปาวจรจิต" ซึ่งมีจำนวน ๑๕ ประเภท โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [29 พ.ย. 2548 , 11:28:02 น.] ( IP = 203.172.117.68 : : )
สลักธรรม 4
เมื่อโยคีบุคคลผู้ได้รูปฌานแล้ว สามารถเจริญฌานยิ่งๆขึ้นไปเป็นลำดับจนถึง "รูปปัญจมฌาน" คือรูปฌานที่ ๕ ต่อจากนั้นถ้ามีความปรารถนาที่จะเจริญฌานให้ยิ่งๆขึ้นไปอีก โดยเห็นว่าการเพ่งรูปนั้นยังไม่ประณีตพอ โดยเพิกรูปฌานนั้นๆออกเสีย กำหนดเอาแต่ความไม่มีรูป (โดยเอาความว่างเปล่ามาเป็นอารมณ์) และเจริญฌานต่อๆขึ้นไป ฌานลาภีบุคคลผู้นั้นก็จะได้ฌานขั้นละเอียดยิ่งขึ้น คือ "อรูปฌาน" ซึ่งได้แก่ฌานที่ไม่มีรูป เราเรียกจิตที่ตั้งอยู่ในอรูปฌานนั้นๆว่า "อรูปาวจรจิต" ซึ่งมีจำนวน ๑๒ ประเภท
ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน ที่ฌานลาภีบุคคลสามารถเจริญได้นั้น ย่อมประหาณกามโดยอาการข่มไว้ด้วยฌานเท่านั้น ถ้าฌานเสื่อมลงเมื่อใดแล้ว กามก็จะผุดขึ้นมาใหม่อีก การข่มกามด้วยอำนาจของฌานนี้ มีอุปมาไว้ว่า เสมือนเอาหินทับหญ้า ตราบเท่าที่หินยังทับหญ้าอยู่ หญ้านั้นก็ไม่อาจเจริญงอกงามขึ้นมาได้ แต่ถ้าเอาหินออกไปเมื่อใดแล้วหญ้าที่ถูกทับไว้ก็จะเจริญขึ้นมาใหม่ ข้ออุปมานี้ เปรียบเหมือนฌานจิต เปรียบหญ้าเหมือนกาม ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า เป็นการประหาณไม่เด็ดขาด เพียงแต่ข่มเอาไว้ไม่ให้เกิดเท่านั้นเอง
การประหาณเช่นนี้เรียกว่า วิขัมภณปหาน บุคคลทั้งหลายรู้จักแต่ที่จะประหาณกามกันก็แต่เพียงโดยวิธีการดังกล่าว อันเป็นการข่มไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [29 พ.ย. 2548 , 11:28:49 น.] ( IP = 203.172.117.68 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นในโลก พระพุทธองค์จึงได้นำเอาวิธีการประหาณกามโดยเด็ดขาดมาแนะนำสอนสัตว์ให้หลุดพ้นจากกามได้โดยเด็ดขาด การประหาณโดยเด็ดขาดนี้เรียกว่า "สมุจเฉทปหาน" พระพุทธองค์ได้สอนถึงการเจริญวิปัสสนา คือการกำหนดขันธ์ ๕ รูป นาม เป็นอารมณ์ โดยลักษณะความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ที่เรียกว่า "ไตรลักษณ์" เป็นการเจริญปัญญาเพื่อเข้าถึงสภาวะแห่งความจริงแท้ของธรรมชาติให้เป็นการรู้แจ้งแทงตลอด
เมื่อปัญญาเจริญพร้อม มัคคังคเจตสิกปรากฏแก่จิตขณะใดแล้ว ขณะนั้น ปัญญานั้นก็จะทำหน้าที่ประหาณความเป็นปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลสอันรวมทั้งความปรารถนากามด้วยให้พินาศสิ้นไปเป็นสมุจเฉท (ประหารแล้วไม่เกิดขึ้นอีกเลย) ฉะนั้น จิตที่เกิดพร้อมกับเจตสิกที่เป็นองค์มัคค์ ๘ หรืออัฏฐังคิกมัคค์นั้นย่อมจะต้องประสบกับอารมณ์นิพพาน ซึ่งเป็นอารมณ์พิเศษที่มิใช่อารมณ์ที่มีปรากฏในกามโลก รูปโลก และอรูปโลก ทั้งเราจะเรียกว่ากามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต ไม่ได้เลย หากแต่เราเรียกจิตขณะที่รับนิพพานอารมณ์นั้นว่า "โลกุตตรจิต" มีจำนวน ๘ หรือ ๔๐ ดวง
โปรดติดตามตอนต่อไป
ตอนที่ (๓๔) http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=8275โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [29 พ.ย. 2548 , 11:29:43 น.] ( IP = 203.172.117.68 : : )
สลักธรรม 6
มาหาแสงสว่างให้กับชีวิตต่อค่ะ
อนุโมทนามิโดย พี่ดา [29 พ.ย. 2548 , 11:57:43 น.] ( IP = 61.91.196.155 : : )
สลักธรรม 7มาติดตามอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับจิต ที่มีความแตกต่างกันออกไปต่อครับ และรู้ชัดถึงเหตุที่ต้องแบ่งจิตออกเป็นประเภทๆครับผม นอกจากนั้นยังเห็นได้ว่าจิตเองนั้นไม่ได้เป็นไปเองเลย แต่ถูกการกระทำให้เกิดขึ้นมา และวิธีการก็แตกต่างกันไปจริงๆครับ
และเมื่อได้เรียนรูถึงวิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอน จะได้รู้ถึง..การประหาณโดยเด็ดขาดนี้เรียกว่า "สมุจเฉทปหาน" ซึ่งเป็นการจำกัดกิเลสให้หมดไปตามกำลังแห่งมรรค.
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์และเทิดพระคุณไว้เหนือเกล้าครับ.
![]()
![]()
โดย พี่เณร [29 พ.ย. 2548 , 17:01:01 น.] ( IP = 61.90.118.72 : : )
สลักธรรม 8การกระทำที่ต่างกัน จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดจิตต่างกัน
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะโดย เซิ่น [29 พ.ย. 2548 , 21:01:41 น.] ( IP = 58.10.91.18 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |