มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


แสงสว่างของชีวิต (๔๒)





ตอนที่ (๔๑) อ่านที่นี่

"กามาวจรจิต" แยกออกเป็นสองบท คือ กาม และอวจร

อวจร หมายถึง การเวียนไปเวียนมา ได้แก่จิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในกามารมณ์เป็นส่วนมาก เพราะเมื่อติดใจในกาม ก็วนไปเวียนมาท่องเที่ยวเกิดในภพภูมิต่างๆที่เป็นกาม เช่น เกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา ซึ่งมีความปรารถนากามเช่นเดียวกัน แล้วแต่การกระทำของตนเองในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ว่า คิดอะไร พูดอะไร ทำอะไรมากที่สุด เป็นบาปหรือเป็นบุญ กำลังแรงของเจตนานั้นหนักไปในทางใด ก็จะไปเกิดตามเจตนานั้น

บางคนพูดว่า "คนตายแล้วจะไปเกิดได้อย่างไร ไม่มีเหตุผล ไม่มีหลักฐาน ข้อเท็จจริงพิสูจน์ไม่ได้" คนที่พูดดังกล่าวมานี้ ล้วนเป็นผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรม หรือยังมิได้ศึกษาให้ละเอียดเท่านั้น เพราะเรื่องเหล่านี้มิใช่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเลยสำหรับผู้ที่เข้าไปค้นคว้าหาความจริงให้ถึงแก่น มีคนเป็นอันมากที่เรียกร้องหรือขอบทพิสูจน์ แต่มีน้อยคนเหลือเกินที่เริ่มต้นเข้าพิสูจน์เลยทีเดียวด้วยความตั้งใจจริง

ผู้ที่เดินอยู่ท่ามกลางความมืดมักจะพูดว่า เพราะความมืดนี้ทีเดียวที่ทำให้เดินไม่ถูกทาง ผู้ที่เดินอยู่ท่ามกลางแสงสว่างก็มักจะพูดว่า ด้วยเหตุนี้ที่มีแสงสว่างจึงเดินทางได้ถูกต้อง แต่อาจหลงทางหรือเดินผิดทางทั้งสองท่านก็ได้ เพราะในเรื่องของชีวิตเป็นปัญหาอันเร้นลับและลึกซึ้งยิ่งนัก เราหาได้มีความเข้าใจไม่ว่า ชีวิตมีความเป็นมาอย่างไรและเป็นไปอย่างไร ทั้งๆที่เราพัวพันอยู่กับมันทุกเช้าค่ำ ดังนั้นจึงไม่ควรพูดว่าแสงสว่างทำให้เราเดินถูกทิศทางได้

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2548 , 13:23:19 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

"รูปาวจรจิต" เป็นจิตที่เข้าถึงสมาธิแนบแน่นแล้ว ทำลายความต้องการกามได้เป็นการชั่วคราว เมื่อไม่มีความต้องการกาม ต้องการแต่ความสุขจากความสงบเป็นสมาธิแต่อย่างเดียวเช่นนี้แล้ว เมื่อชีวิตได้ถึงที่สุดแล้ว จึงไปเกิดยังภูมิที่มีแต่ความต้องการกาม เช่น มนุษย์ เทวดา และสัตว์เดรัจฉานไม่ได้ ดังนั้น จึงได้ไปเกิดยังพรหมภูมิ ซึ่งก็เป็นเทวดาพวกหนึ่งที่มีความประณีตมากแต่ไม่มีความติดใจในกาม แล้วจะอยู่ ณ ที่นี้จนกว่าจะหมดแรงที่ส่งไป

"อรูปาวจรจิต" เป็นจิตที่เข้าถึงสมาธิแนบแน่นและประณีตมาก ด้วยจิตเป็นที่เข้าไปรับอารมณ์ที่ว่าง (เช่น เพ่งอากาศ จิตจับอากาศเป็นอารมณ์ ไม่ใช่ว่างเปล่า) เพราะปราศจากรูป ซึ่งเป็นจิตที่เหนือขึ้นมาจากรูปาวจรจิตที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้ปฏิบัติถึงชั้นนี้ก็จะไปปฏิสนธิยังอรูปพรหมภูมิ ด้วยเหตุว่าจะมาเกิดยังกามภูมิและรูปพรหมภูมิไม่ได้แล้ว

"โลกุตตรจิต" เป็นจิตที่เข้าถึงความหลุดพ้น เป็นจิตที่กิเลสถูกทำลายตั้งแต่บางส่วนไปจนถึงหมดสิ้นเป็นพระอรหันต์ เป็นการประหาณกิเลสชนิดที่เด็ดขาด เพราะกิเลสที่ประหาณแล้วจะไม่บังเกิดขึ้นมาอีกได้เลยเป็นอันขาด และเป็นจิตที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งมิได้ใช้คำว่า "อวจร" ซึ่งหมายถึงจิตที่เกิดวนไปเวียนมา และเป็นจิตที่พ้นจากความหมุนเวียน และพ้นจากความทุกข์อย่างแน่นอน

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2548 , 13:23:52 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2

ผมได้บรรยายจิตทั้ง ๔ ประเภท คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต และโลกุตตรจิต มาพอสมควรแล้ว ผมได้แสดงถึงกามาวจรจิตออกไปให้กว้างขวางขึ้น แล้วยกจิตอีก ๓ ประเภทที่เหลือมาอธิบายโดยสังเขป เพื่อจะให้ท่านได้ใช้เป็นเครื่องเปรียบเทียบกัน ในสัปดาห์หน้าผมจะได้บรรยายถึงกามาวจรจิต ๕๔ ประเภทที่แยกออกไปเป็นชั้นๆต่อไป จากนี้ผมจะขอตอบคำถามที่ค้างมาจากวันก่อนเสียให้หมด แล้วถ้าเวลายังเหลืออยู่ ผมก็จะให้ท่านนักศึกษาถามปัญหาอื่นๆ ได้ตามที่บรรยายมาแล้ว

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2548 , 13:24:14 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3

คำถาม เขาว่าพระพุทธศาสนาสอนแต่ในเรื่องของทุกข์นั้นจริงหรือ ถ้าจริงเช่นนั้นก็เท่ากับสอนให้คนทุกข์หนักยิ่งขึ้น โดยจะทำให้งอมืองอเท้าคอยอาศัยแต่กรรมดีที่ทำไว้ในชาติก่อน ไม่คิดต่อสู้และยอมจำนนเสียง่ายๆ

คำตอบ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนแต่เรื่องของทุกข์เท่านั้น แต่สอนให้รู้จักทุกข์ และสอนไปในหนทางให้บังเกิดความสุขทั้งในชาตินี้และในชาติหน้าตลอดจนความสุขอย่างยิ่ง สอนให้ละชั่วประพฤติดีมีศีลธรรม มีความละอายต่อการกระทำบาป สอนให้ขยันหมั่นเพียรจะตั้งตัวได้ไม่ลำบาก สอนให้มีเมตตากรุณาต่อกันจะได้อยู่ร่วมกันในสังคมโดยความเรียบร้อย และสอนให้ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เมื่อมีสติปัญญามีความสามารถมากขึ้นก็สอนปรมัตถประโยชน์ สอนให้เห็นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด พร้อมทั้งสอนหนทางพ้นทุกข์อย่างเด็ดขาดให้ด้วย

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนทุกข์ แต่สอนให้คนรู้จักทุกข์ พร้อมทั้งสอนวิธีแก้ทุกข์ตั้งแต่เล็กๆน้อยๆ ไปจนทุกข์ใหญ่ๆ ให้พ้นไปโดยเด็ดขาดสิ้นเชิง

คนที่ไม่เคยได้ศึกษาปรมัตถธรรม บางคนคิดว่า พระพุทธศาสนาสอนแต่ในเรื่องของทุกข์ ซึ่งจะทำให้คนเศร้าหมองทุกข์ร้อนหนักยิ่งขึ้น แล้วทำให้งอมืองอเท้าคอยแต่อาศัยผลของกรรมดีในชาติก่อน ยอมจำนน ไม่คิดต่อสู้

ความจริงนั้นตรงกันข้าม ผู้ศึกษากลับไม่งอมืองอเท้า ทั้งไม่ได้คอยผลกรรมดีเท่านั้น แต่มีหลักในการต่อสู้ เพราะรู้ว่าจะสู้กับใครที่สำคัญที่สุด และจะสู้อย่างไรดี

โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2548 , 13:24:42 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4

การเรียนรู้เรื่องของทุกข์เป็นการเรียนรู้เรื่องของผล เพื่อที่จะสาวเข้าไปถึงเหตุจะได้ค้นต้นเหตุของทุกข์นั้นเสีย ก็เหมือนกันกับนายแพทย์เรียนรู้เรื่องของเชื้อโรคร้าย จะรู้จักหน้าตาแล้วทำลายเชื้อโรคนั้นเสียได้ ไม่เคยมีใครพูดว่าเรียนรู้เรื่องเชื้อโรคแล้วจะเป็นโรคมากยิ่งขึ้น เมื่อเราเรียนรู้เรื่องทุกข์แล้วจะได้มีปัญญาสามารถทำลายทุกข์นั้นให้หลุดถอนออกไป ผู้ที่เคยศึกษาเรื่องของทุกข์มาแล้ว ไม่เห็นมีใครพูดว่า ยิ่งเรียนรู้ยิ่งทุกข์มากขึ้น มีแต่พูดว่า เรียนรู้เรื่องของทุกข์และเหตุของทุกข์แล้ว กลับทำให้ใจแจ่มใสเบิกบานมีความสุขยิ่งขึ้น ผิดกว่าเมื่อครั้งยังไม่ได้เรียนตั้งร้อยเท่าพันเท่า

นอกจากนี้การเรียนรู้เรื่องของทุกข์และความเป็นไปในวัฏฏะให้เข้าใจดี การปฏิบัติการงานกลับยิ่งเป็นผลดี จิตใจมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ความสะดุ้งสะเทือนใจหวั่นไหวกลับลดลง ความทุกข์กังวล ห่วงใย เศร้าหมอง เร่าร้อน ถอยออกไปเป็นอันมาก

เมื่อจิตใจแจ่มใส การงานก็ก้าวหน้า ถ้าท่านผู้ใดสงสัยว่าจะจริงหรือไม่ ก็ขอให้ทดลองศึกษาดูสักพักก็จะได้บทพิสูจน์ด้วยตนเอง ผมก็ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมมานานปี เฉพาะที่บรรยายอยู่ในพุทธสมาคมนี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ก็ ๑๒ ปีเศษแล้ว บรรยายในจังหวัดต่างๆ ก็เดินไปอยู่เสมอ การงานอาชีพของผมก็ยังคงดำเนินมาได้จนบัดนี้ สักวันหนึ่งข้างหน้าเมื่ออายุเข้าถึงความชราแล้วคงจะได้มีโอกาสทำประโยชน์แก่ประชาชนแต่ธรรมะด้านเดียว จะหยุดพักงานอาชีพเสียทีหนึ่ง ซึ่งผมคอยให้ถึงวันนั้นมานานแล้ว


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2548 , 13:25:07 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5

อ่านวันนี้ได้ข้อคิดมากมายเลยครับท่านอาจารย์ที่เคารพ

การแยกถูกแยกผิดในความคิดที่อาจารย์บรรยายนี้ ทำให้เห็นว่า ถ้าขาดการศึกษาพระอภิธรรมแล้ว จะตีความผิดไปจากความจริงมากมาย และเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างน่ากลัวทีเดียวครับผม

น้อมกราบระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ และเทิดทูนไว้เหนือเกล้าครับ.

โดย พี่เณร [8 ธ.ค. 2548 , 16:33:08 น.] ( IP = 58.8.69.26 : : )


  สลักธรรม 6

ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรม จะได้รับประโยชน์มากมายเลยค่ะ
กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [8 ธ.ค. 2548 , 22:40:13 น.] ( IP = 58.10.91.8 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org