| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ชีวิตคืออะไร...เกิดจากอะไร จะสิ้นสุดลงอย่างไร และเมื่อใด? (ตอนจบ)
![]()
เรื่อง ชีวิตคืออะไร...เกิดจากอะไร จะสิ้นสุดลงอย่างไร และเมื่อใด?
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
ตอนแรก
สิ่งที่เกิดขึ้นในชาตินี้มีปัจจัยมาจากในอดีต
อุปนิสัยที่มีอยู่ในชาตินี้ก็ย่อมเคยเป็นมาแล้วในอดีตด้วย
กรรมใดๆ ที่กระทำในขณะนี้ก็อาจจะเคยทำมาแล้วในอดีตด้วย
ในพระไตรปิฎก มีข้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัส ถึงการกระทำของพระองค์เอง และของคนอื่นๆ ว่าได้เคยกระทำคล้ายอย่างนั้นมาแล้วในอดีต เราระลึกอดีตชาติไม่ได้แต่ก็รู้ว่าได้สะสมกิเลสมาแล้วในอดีตกาลนาน ชีวิตของเราเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ บางคนก็ไม่เห็นว่าความทุกข์จะลดน้อยลงเมื่อกิเลสลดคลายลง เรามีความมุ่งหวังในชีวิตต่างๆ กัน เราปรารถนาความสุขกันทุกคน แต่ต่างก็มีทัศนะในเรื่องความสุขและทางที่จะได้รับความสุขต่างกัน
แม้ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพานและในสมัยนี้ ก็มีทั้งคนเขลาและบัณฑิต คนเขลาคิดว่าการเพลิดเพลินยินดีในบุคคล และวัตถุทั้งหลายนั้นเป็นการดี คนเขลากล่าวว่า ถ้าไม่มีโลภะก็ไม่มีชีวิตชีวา เพราะอวิชชาที่มีอยู่จึงปิดบังไม่ให้เห็นเหตุและผลในชีวิต ขณะใดที่ประสบกับอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจก็ไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงวิบาก (ผลของกรรม) ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันที และเมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่พอใจก็โทษผู้อื่น ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ตัวเอง เป็นเพราะอกุศลกรรมที่ตนเองเป็นผู้กระทำ
คนที่เป็นทุกข์เพราะความกลัดกลุ้มกังวลใจ และทุกข์ในเรื่องชีวิตประจำวัน ก็พยายามหาทางหนีให้พ้นจากชีวิตประจำวันด้วยวิธีต่างๆ บางคนก็ไปดูหนังแก้กลุ้ม บางคนก็ดื่มเหล้าหรือเสพย์ยาเสพย์ติด เพื่อให้อยู่เสียอีกโลกหนึ่ง หรือให้รู้สึกเหมือนกับเป็นคนอื่น คนที่หนีความจริงจะไม่รู้จักตัวเอง และจะมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ต่อไป
ทั้งในสมัยก่อนและสมัยนี้ ก็มีคนที่ไม่ยอมรับพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาค หรือมิฉะนั้นก็เข้าใจผิดไป เขาไม่เห็นว่าชีวิตมีอวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัย และไม่เห็นทางที่นำไปสู่การดับกิเลส คนที่เห็นว่ากิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ใคร่จะลดคลายกิเลสลง เขาฟังธรรม เจริญทาน ศีล และภาวนา แต่ก็มีน้อยคนที่มีอุปนิสัยในการเจริญอบรมปัญญาทุกวัน เพื่อละคลายกิเลส คนเหล่านั้นเป็นบัณฑิต
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [13 ธ.ค. 2548 , 11:46:55 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 1
บุคคลผู้เป็นบัณฑิตรู้ว่าชีวิตไม่ยั่งยืน จึงรีบเร่งเจริญธรรมที่เป็นทางดับกิเลส แต่เราผู้ไม่ใช่บัณฑิตก็มักจะรั้งรอการปฎิบัติธรรม ในขุททกนิกาย เถร เถรีคาถา มีเรื่องบุคคลในครั้งพุทธกาลที่มีอุปสรรคในชีวิตเหมือนๆ กัน และก็เหมือนกับความวิตกกังวล ของคนในสมัยนี้ด้วย ท่านเหล่านั้นมีกิเลสมาก แต่ก็ดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉทด้วยการเจริญมัคค์มีองค์ ๘ "ขณะทั้งหลายย่อมล่วงพ้น บุคคลผู้สละการงานโดยอ้างเหตุว่า เวลานี้หนาวนัก ร้อนนัก สายนัก ก็ผู้ใดเมื่อทำกิจของลูกผู้ชาย ไม่สำคัญความหนาวและร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข .."
เราคิดบ้างไหมว่า หนาวนัก ร้อนนัก สายนัก เจริญสติปัฎฐานไม่ได้ ? ดูคล้ายกับว่าเราอยากจะทำอย่างอื่นอยู่เสมอ นอกจากการเจริญสติรู้ลักษณะ ของสิ่งที่กำลัง ปรากฎ สิ่งที่เรามุ่งหวังที่สุดในชีวิตนั้น เป็นการเพลิดเพลินไปในอารมณ์ที่ปรากฎ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายหรือ ? หรือว่าทรัพย์สมบัติ ความสุขสำราญทางกาย ญาติพี่น้อง และมิตรสหาย ? เราลืมว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ยั่งยืน ลืมว่าทันทีที่เกิดมานั้นก็แก่พอที่จะตายได้แล้ว แต่ผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้นเห็นความไม่เที่ยงของ สังขารธรรมทั้งหลาย..
เช่น ในวีตโสกเถรคาถา ที่ท่านวีตโสกเถระ ส่องกระจกในขณะที่ช่างกัลบกตัดผมของท่าน และบรรลุอรหัตต์ในขณะนั้น ท่านกล่าวคาถาว่า.. "ช่างกัลบกเข้ามาหาเราด้วยคิดว่า จักตัดผมของเรา เราจึงรับเอากระจกจากช่างกัลบกนั้นมา ส่องดูร่างกาย ร่างกายของเรานี้ได้ปรากฎเป็นของเปล่า ความมืดคืออวิชชาในกาย อันเป็นต้นเหตุ แห่งความมืดมน ได้หายหมดสิ้นไป กิเลสดุจผ้าขี้ริ้วทั้งปวงเราตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ฯ"
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [13 ธ.ค. 2548 , 11:47:29 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 2
การส่องกระจกก็รู้แจ้งความจริงได้ ! ทำให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงได้ ฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ในขณะที่กระทำ กิจการงานตามปรกติในชีวิตประจำวันนั้น ก็ไม่จำเป็น ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ เจริญสติปัฎฐานได้ เราอาจจะคิดว่างานประจำวันทำให้เจริญสติปัฎฐานไม่ได้ แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็มีนาม รูป ปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งนั้น ถึงแม้ในขณะที่ทำอาหารก็เจริญวิปัสสนาและรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้
ในขุททกนิกาย เอกนิบาต เถรีคาถา หญิงผู้หนึ่งกำลังทำอาหารอยู่ในครัว อาหารไหม้ทันใดนั้นก็ประจักษ์ความไม่เที่ยง ของสังขารธรรม และรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระอนาคามีบุคคลในขณะนั้น และ ณ ที่นั้นเองท่านได้อุปสมบทเป็นภิกษุณี และต่อมาก็ได้บรรลุอรหันต์ ท่านได้ประกาศการบรรลุธรรมของท่านด้วยข้อความว่า "ดูกรพระเถรี ท่านจงทำไตรจีวรด้วยท่อนผ้า แล้วนุ่งห่มให้สบายเถิด เพราะว่าราคะของท่านสงบระงับแล้ว ดุจน้ำผักดองอันแห้งในหม้อ ฉะนั้น ฯ"
เราอาจจะคิดว่าเราเจริญสติปัฎฐานไม่ได้ เพราะจิตใจกระวนกระวายไม่สงบ การศึกษารู้ว่า บุคคลในครั้งพุทธกาลก็เป็นทุกข์เดือดร้อนเพราะกิเลสครอบงำ แต่ก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้นั้น จะทำให้เราไม่ท้อถอย
จบกระทู้ โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [13 ธ.ค. 2548 , 11:48:46 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )
สลักธรรม 3ขอบคุณน้องกิ้ฟมากๆเลยครับ ที่นำบทความแห่งชีวิตที่ดีมีประโยชน์มาฝากนะครับ เพราะสามารถสร้างความเห็นถูกและกำลังให้แก่อีกหลายคนได้มากเลยที่เดียวครับ
อนุโมทนาสาธุครับ โดย พี่เณร [13 ธ.ค. 2548 , 13:33:54 น.] ( IP = 58.8.43.130 : : )
สลักธรรม 4ขอบคุณค่ะน้องกิ๊ฟ
มาติดตามตอนจบต่อนะคะ
ทำให้เห็นแบบอย่างของบุคคลทั้งหลายค่ะ
ความเป็นอริยบุคคลจึงทำให้ย้อนเห็นว่า..
ท่านทำทางเดินอันประเสริฐมามากมาย
โดยเฉพาะทางเดินแห่งสติปัฏฐานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งโดย น้องอุ๊ [13 ธ.ค. 2548 , 19:53:46 น.] ( IP = 221.128.108.49 : : )
สลักธรรม 5ขอบคุณน้องกิ้ฟมากค่ะ...ที่นำมาฝาก
ผู้ที่เป็นบัณฑิต จะใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ได้มากจริงๆโดย เซิ่น [13 ธ.ค. 2548 , 21:43:03 น.] ( IP = 61.91.127.221 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |